วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จากท้ายเวียงสู่ศูนย์กลางอำนาจ: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ผังเมือง ผู้นำ และการเปลี่ยนผ่าน ณ "วัดล้อมแรด" เมืองเถิน

 จากท้ายเวียงสู่ศูนย์กลางอำนาจ: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ผังเมือง ผู้นำ และการเปลี่ยนผ่าน ณ "วัดล้อมแรด" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดล้อมแรด"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดเวียง ขึ้นรถเดินทางต่อไปดูวัดล้อมแรด เป็นวัดที่ ๔ เมื่อเวลา 15.50 น.

วัดล้อมแรด  ถนนเถินบุรี บ้านล้อมแรด ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

เป็นวัดท้ายเวียง ในสมัยที่ ๑ และเป็นที่ตั้งทำการของคุ้มเจ้าเมืองในสมัยที่ ๒  ( ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๒๗ - พ.ศ.๒๔๓๓ ) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำให้ความเจริญถูกขยายมาทาง (ทิศใต้แม่น้ำวัง) ด้านท้ายเมืองเถินมากยิ่งขึ้น

วัดล้อมแรดมีประวัติความเป็นมาเหมือนกับทุกวัดในเมืองเถิน ที่มารื้อฟื้นเมืองขึ้นใหม่ ในช่วงต้นของสมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ )  แต่มีชุมชนและความเจริญมากขึ้น จนสามารถสร้างเสนาสนะ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในสมัยรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๒๗ เมื่อผู้ปกครองเมืองเถิน หรือ พระสถลบุรินทร (เจ้าหนานจันทร์คำ) เจ้าเมืองเถิน มาตั้งคุ้มอยู่ที่บ้านล้อมแรด

ภายในวิหาร ประดิษฐาน พระประธานก่ออิฐถือปูนปิดทององค์ใหญ่ ศิลปะแบบล้านนา  แต่อาคารวิหารทั้งหมดเป็นการรื้อวิหารเก่า และสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๓  โดยมีภาพถ่ายเก่าติดไว้ให้ดูเป็นหลักฐาน

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Urban Morphology & Territorial Expansion (สัณฐานวิทยาของเมืองและการขยายตอกย้ำพื้นที่ชุมชน): บันทึกของท่านอาจารย์ที่จัดจำแนกวัดล้อมแรดว่าเป็น "วัดท้ายเวียง" ในสมัยที่ 1 (พื้นที่นอกกำแพงเมืองหรือส่วนปลายสุดของผังเมืองโบราณ) ก่อนจะเปลี่ยนผ่านมาเป็น "ที่ตั้งยุทธศาสตร์คุ้มเจ้าเมือง" ในสมัยที่ 2 ถือเป็นหลักฐานสำคัญในทางมานุษยวิทยาเมือง (Urban Anthropology) สื่อให้เห็นทิศทางการขยายตัวของชุมชนจากแกนกลางเวียงเดิม ข้ามฝั่งหรือขยายลงมาทางทิศใต้ของแม่น้ำวังอันเนื่องมาจากความเติบโตทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุคจารีตตอนปลาย
  • The Monarchy & Administrative Mondernization (การปฏิรูปการปกครองและระบบราชการสมัยใหม่): ช่วงปี พ.ศ. 2427 - 2433 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นยุคของการเริ่มต้นวางรากฐานการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล การที่ พระสถนบุรินทร (เจ้าหนานจันทร์คำ) เจ้าเมืองเถิน ย้ายคุ้มมาตั้งที่บ้านล้อมแรด ย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับการรับรองสิทธิความเป็นเมืองและการได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา (เขตแดนสิทธิ์ของสงฆ์ที่แยกออกจากสิทธิ์ของโลก) ในปี พ.ศ. 2427 ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการสถาปนาความมั่นคงและอำนาจการปกครองร่วมกันระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรจากส่วนกลาง
  • The Period of City Revival (ยุคฟื้นฟูบ้านแปงเมือง): ประวัติศาสตร์ร่วมของวัดล้อมแรดที่สอดคล้องกับภาพรวมของเมืองเถินคือการรื้อฟื้นเมืองขึ้นใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 (ซึ่งร่วมสมัยกับช่วงรอยต่อของยุคอยุธยาตอนปลายในภาคกลาง) อันเป็นผลมาจากการอพยพโยกย้ายและจัดตั้งกองกำลังผู้คนเพื่อฟื้นฟูเมืองหน้าด่านหลังจากผ่านพ้นภาวะสงครามร้าง
  • Local Crafts and Photographic Archiving (งานพุทธศิลป์พื้นถิ่นและการอนุรักษ์ด้วยภาพถ่ายดั้งเดิม): พระประธานองค์ใหญ่ที่เป็นงาน ก่ออิฐถือปูนปิดทองศิลปะล้านนา จัดเป็นพระประธานดั้งเดิมที่สะท้อนศรัทธาและความสามารถของช่างหลวงท้องถิ่น แม้ว่าตัวอาคารวิหารไม้ดั้งเดิมจะถูกรื้อถอนและ สร้างขึ้นใหม่ทดแทน (Reconstruction) ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2473 (ตรงกับช่วงปลายรัชกาลที่ 7) ทว่าการคงอยู่ของ ภาพถ่ายเก่า (Historical Photography) ที่ติดแสดงไว้ภายในวัด จัดเป็นหลักฐานสำคัญในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่ช่วยให้คนรุ่นหลังสามารถใช้กระบวนการเปรียบเทียบรูปทรง (Comparative Morphology) เพื่อศึกษาทรวดทรงวิหารล้านนาเดิมของเมืองเถินในอดีตได้เป็นอย่างดี




































วิหารโถงสืบสานสายตานครลำปาง: ถอดรหัสพุทธศิลป์พุทธศตวรรษที่ ๒๒ และซุ้มพระเจ้าโขง ณ "วัดเวียง" เมืองเถิน

 วิหารโถงสืบสานสายตานครลำปาง: ถอดรหัสพุทธศิลป์พุทธศตวรรษที่ ๒๒ และซุ้มพระเจ้าโขง ณ "วัดเวียง" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดเวียงยุคประวัติศาสตร์"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วิหารวัดเวียง ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง แต่คาดว่าน่าจะสร้างภายหลังจากการตั้งวัด ในปี พ.ศ. ๒๑๙๒ (ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) โดยมีกล่าวไว้ในพงศาวดารเมืองเถิน ที่กล่าวถึงพระมหาเถรสังฆทิพย์ (รูปเดียวกับที่สร้างวัดอุมลอง) เป็นผู้สร้างวัด

ตัวอาคารเดิมเป็นวิหารโถง มีผนังเฉพาะห้องท้ายวิหาร ที่ตั้งซุ้มพระเจ้า แทนฐานชุกชี มีลักษณะรูปแบบเหมือนวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดไหล่หิน และวัดปงยางคก

ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ศิลปะแบบล้านนา ซุ้มพระเจ้ายกเก็จย่อมุม ซุ้มด้านข้าง ลวดลายฐานชุกชี เครื่องสูงหรือราชกุธภัณฑ์ ธรรมาสน์ เป็นศิลปแบบล้านนา ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ทั้งสิ้น

ต่อมาได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ โดยต่อขยายชายหลังคาปีกนกลงมาด้านละหนึ่งตับ และซ่อมเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาวิหารในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ส่วนจิตรกรรมฝาหนังภายในวิหาร เขียนภาพใหม่ทับไปบนของเก่าทั้งหมด ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Open-Air Viharn (วิหารโถง): สถาปัตยกรรมเด่นของวิหารวัดเวียงดั้งเดิมตามที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเป็น "วิหารโถง" (Open-air pavilion style) คือไม่มีผนังด้านข้าง แต่เปิดโล่งเพื่อให้ลมและแสงสว่างส่องผ่าน มีเพียงฝาผนังปิดกั้นเฉพาะห้องท้ายวิหาร (ฝาปูติ้ม) ถือเป็นรูปแบบบริสุทธิ์ของ สถาปัตยกรรมไม้ล้านนาแบบคลาสสิก (Classic Lanna Wooden Architecture) ซึ่งสอดรับกับข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ที่เชื่อมโยงว่ามีลักษณะรูปแบบเครือข่ายเดียวกับ วิหารหลวงวัดพระธาตุลำปางหลวง (อ.เกาะคา), วิหารพระเจ้าพระศิลาวัดไหล่หิน (อ.เกาะคา) และ วิหารจามเทวีวัดปงยางคก (อ.ห้างฉัตร) อันเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมไม้โบราณที่หลงเหลืออยู่่น้อยมากในปัจจุบัน
  • Ku (มณฑปพระเจ้าโขง หรือ ซุ้มพระเจ้า): คติการสร้าง "ซุ้มพระเจ้า" หรือโขงพระประธานตั้งประดิษฐานไว้ห้องท้ายวิหารแทนการใช้ฐานชุกชีแบบภาคกลาง ถือเป็นเอกลักษณ์ศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 (ตรงกับยุคฟื้นฟูวัฒนธรรมล้านนาหลังยุคศึกอยุธยา-พม่า) ทรวดทรงของซุ้มจะมีการ ยกเก็จย่อมุม ทรงปราสาท มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ชดช้อยสวยงาม
  • Vajrasana & Bhumisparsha Mudra (พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย): ลักษณะพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระบาทไขว้กันมองเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง (ขัดสมาธิเพชร) จัดเป็นพุทธลักษณะเด่นของ พระพุทธรูปศิลปะล้านนาตระกูลช่างเชียงแสน-เชียงใหม่ (พระสิงห์) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับโบราณวัตถุประธานชิ้นอื่นในวิหาร เช่น เครื่องสูงหรือราชกกุธภัณฑ์ (สัญลักษณ์เครื่องแห่นำขบวนศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องจำลองยศ) และ ธรรมาสน์ทรงปราสาท ที่สะท้อนงานไม้แกะสลักอันวิจิตรของตระกูลช่างลำปางโบราณอย่างเด่นชัด
  • Structural Renovation & Mural Overwriting (การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการเขียนทับจิตรกรรม): การบูรณะในปี พ.ศ. 2508 ด้วยการต่อขยายหลังคาปีกนกลงมาอีกหนึ่งตับ (ตับหลังคาชายคาล่าง) เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันแดดและฝนสาดเข้าสู่วิหารโถงตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ขณะที่การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังใหม่ทับของเก่าในปี พ.ศ. 2521 ถือเป็นหมุดหมายที่น่าเสียดายในแง่การอนุรักษ์ แต่ก็สะท้อนถึงกรรมวิธีและรสนิยมการบูรณะซ่อมแซมศาสนสถานของช่างท้องถิ่นในยุคกึ่งพุทธกาล




































ภาพสะท้อนหริภุญไชยกลางแอ่งแม่น้ำวัง: ถอดรหัสตำนาน "วัดเวียง" ยุคพระนางจามเทวี กับสายสัมพันธ์สามจอมธาตุ

 ภาพสะท้อนหริภุญไชยกลางแอ่งแม่น้ำวัง: ถอดรหัสตำนาน "วัดเวียง" ยุคพระนางจามเทวี กับสายสัมพันธ์สามจอมธาตุ

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดเวียง ยุคตำนาน"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

11.00 น. ออกจากวัดอุมลอง ไปกินก๋วยเตี๋ยว "ปื้นกะล่าง"  ต.ล้อมแรด ในเมืองเถิน เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบชาวบ้าน (อิ่มแต๊เตี๋ยวรสเยี่ยม) รสชาติ เข้าที่เลย ไม่ต้องเติมเครื่อง และสั่งเพิ่ม เพราะชามใหญ่ ตามด้วย กาแฟมีแอร์เย็น ๆ  ที่ ร้าน Mixirista Coffee ริมถนนพหลโยธิน แล้วไปหลบอากาศร้อน ในที่พัก Silver Place ประมาณ ๑.๓๐ ชม.

จึงออกมา เที่ยวชมวัดที่ ๓ คือ "วัดเวียง"

วัดเวียง  เป็นวัดเก่าแก่ศูนย์กลางของเมืองเถินในอดีต ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเถิน หรือเมืองป้อม  ประวัติตามตำนานวัด อ้างไปถึงปี พ.ศ. ๑๑๕๗  เจ้าดาวแก้วไข่ฟ้า เจ้าเมืองเถิน ร่วมกับพระนางจามเทวี ร่วมกันก่อสร้าง วัดเวียงแห่งนี้

หลักฐาน คือ ขนุนที่พระนางจามเทวีปลูกไว้ ต้นหนึ่ง เรียกว่า "ขนุนนางจามเทวี" และกล่าวโยงไปถึง ต้นขนุนจามเทวี อื่น ๆ  อีก ๒ ต้น  ที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ๑ ต้น วัดพระธาตุลำปางหลวง ๑ ต้น

เรื่องราวนี้เป็นตำนาน เพื่อทำให้สถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่มากขึ้น ตามกระแสเส้นทางเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของชุมชน หรือสายเส้นทางที่เชื่อมโยงกันของชาวหริภุญไชย (ลำพูน) โดยมี พระนางจามเทวี วีรสตรีซึ่งนับถือเป็นบุคคลในอุดมคติ ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญเมืองหริภุญไชย (ลำพูน) โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการค้นพบโบราณสถาน โบราณวัตถุใด ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ขึ้นไปถึงยุคสมัยพระนางจามเทวี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๖ ได้

นอกจากเส้นทางการเดินทาง จากเมืองลำพูน มาตามแม่น้ำลี้ สู่เมืองเถิน และ เชื้อสายชาวลำปาง ( พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗) ที่สืบทอดมาจากมอญ ยุค "เจ้าอนันตยศ" พระราชโอรสฝาแฝดผู้น้อง ที่ส่งมาสร้างเมือง "ลัมภางค์นคร (ลำปางหลวง)" เพื่อแยกกับ "มหันตยศ" แฝดองค์พี่ ที่โปรดฯ ให้ครองเมืองลำพูน

ตำนานดังกล่าว จึงน่าจะเกิดขึ้นหรือเขียนขึ้น โดย ผู้เขียนพงศาวดารเมืองเถิน ซึ่งอาจจะเป็นครูบาอาทิตย์ (พระมหาเถรสังฆทิตย์) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ผู้ศึกษาเล่าเรียนมาจาก สำนักวัดพระธาตุลำปางหลวง และเป็นผู้ค้นพบหรือรื้อฟื้นเมืองเถินนี้ขึ้นอีกครั้ง ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ (หลังสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง/อยุธยา) ลงมาแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Sacred Geography & Tree Lore (ภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์และคติความเชื่อเรื่องต้นไม้ประวัติศาสตร์): การสืบสาวราวเรื่องเชื่อมโยงตำนาน "ต้นขนุนนางจามเทวี" สามต้นที่อยู่ ณ วัดเวียง (เมืองเถิน), วัดพระธาตุดอยสุเทพ (เชียงใหม่) และวัดพระธาตุลำปางหลวง (ลำปาง) ถือเป็นรูปแบบการสร้าง พื้นที่ร่วมทางวัฒนธรรมศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Network) โดยใช้ไม้มงคลนามอย่าง "ขนุน" (สื่อถึงการเกื้อหนุน ค้ำจุน) เป็นตัวแทนเชื่อมโครงข่ายอารยธรรมจากศูนย์กลางนครหริภุญไชยลงมาตามเส้นทางคมนาคมโบราณ
  • Môn-Hariphunchai Cultural Identity (อัตลักษณ์วัฒนธรรมมอญหริภุญไชย): ข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ระบุว่าพระนางจามเทวีเป็น "บุคคลในอุดมคติ" (Idealized Heroine) ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ ถือเป็นความถูกต้องทางคติชนวิทยาอย่างยิ่ง เนื่องจากการสร้างเครือข่ายเมืองและรัฐบริวารในเขตแม่น้ำปิงและแม่น้ำวัง ล้วนสะท้อนสายสัมพันธ์ของเครือญาติผู้นำและการคมนาคมข้ามลุ่มน้ำ โดยอาศัยเส้นทางธรรมชาติคือ ลุ่มแม่น้ำลี้ ที่ตัดทะลุผ่านช่องเขาจากลำพูนลงมาสู่แม่น้ำวังที่เมืองเถิน
  • Founding Myths vs Archaeological Evidence (ตำนานเมืองสร้างกับหลักฐานทางโบราณคดี): ตามที่ท่านอาจารย์ตั้งข้อสังเกตเชิงวิทยาศาสตร์ประวัติศาสตร์ว่า ยังไม่พบวัตถุหลักฐานที่ขึ้นไปถึงยุคพุทธศตวรรษที่ 13-16 สอดคล้องกับโครงสร้างผังเมืองของวัดเวียงที่มีลักษณะเป็น "เมืองป้อม" หรือเมืองในกำแพงคูเมือง (Walled and Moated Town) ซึ่งมักเป็นรูปแบบที่เจริญรุ่งเรืองและเด่นชัดในยุคจารีตถัดมา ส่วนตำนานเรื่อง "เจ้าอนันตยศ" ที่มาสร้างเมืองลัมภางค์นคร (บริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวง) นั้น ถือเป็นหมุดหมายของการกระจายอิทธิพลทางวัฒนธรรมมอญหริภุญไชยเข้าสู่แอ่งลำปางและขยายลงมาทางใต้จนถึงแอ่งเถิน
  • Intellectual Lineage of Monk Chronicles (สายธารวิชาการของพระสงฆ์ผู้รจนาพงศาวดาร): การที่ท่านอาจารย์เชื่อมโยงว่าตำนานนี้อาจเรียบเรียงขึ้นโดย ครูบาอาทิตย์ (พระมหาเถรสังฆทิตย์) ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 23 จัดเป็นข้อวิเคราะห์ที่เฉียบคมมากในเชิงประวัติศาสตร์วรรณกรรม เนื่องจากครูบาอาทิตย์เป็นผู้สืบทอดความรู้มาจาก สำนักวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาปริยัติธรรมและการจารึกคัมภีร์ใบลานที่ยิ่งใหญ่ในขณะนั้น การรื้อฟื้นเมืองเถินที่เคยร้างหลังยุคศึกอยุธยา-เชียงใหม่ จึงต้องอาศัยการรจนาหรือผูกตำนาน "จามเทวีวงศ์" เพื่ออธิบายสิทธิธรรมของพื้นที่ (Legitimacy of Place) และดึงโครงข่ายความศักดิ์สิทธิ์จากลำปางหลวงและลำพูนลงมาประทับไว้ ณ ศูนย์กลางเมืองป้อมแห่งนี้























ศิลปะผสมผสานสองวัฒนธรรม: ยลโฉม "หอจำศีล" เจ๊กสล่า และฝีแปรง ป.เทพสิงห์ ศิษย์เอกพระยาอนุศาสน์จิตรกร

 ศิลปะผสมผสานสองวัฒนธรรม: ยลโฉม "หอจำศีล" เจ๊กสล่า และฝีแปรง ป.เทพสิงห์ ศิษย์เอกพระยาอนุศาสน์จิตรกร

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."หอจำศีล"

[เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ]

อาคารหอจำศีล สร้างขึ้นในช่วงพระครูรักขิตคุณ (พระครูต๋า) เป็นเจ้าอาวาส ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๕๑๙

อาคารหอจำศีล สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ โดยศรัทธาของ "นายป้อง มั่นคง" เพื่อให้ท่านใช้จำศีลภาวนาในวันโกนและวันพระ

เนื่องจากสร้างโดยช่างคนจีน (เจ๊กสล่า) อาคารหลังนี้ จึงมีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบล้านนาผสมจีน

สำหรับจิตรกรรมฝาผนังในหอ เป็นฝีมือ ป.เทพสิงห์ (ป่วน สุวรรณสิงห์) ลูกศิษย์ของพระยาอนุศาสน์จิตรกร ( พ.ศ.๒๔๔๑ - พ.ศ.๒๔๙๒ ) ซึ่งเป็นครูช่างคนเดียวกับที่วาดจิตรกรรมไว้หลายแห่งในลำปาง เช่น ที่วัดเกาะวาลุการาม วัดบุญวาทย์วิหาร พระอารามหลวง วัดท่าแหน และวัดช้างเผือก

งานจิตรกรรมฝาผนัง รวมทั้งป้ายชื่อร้านค้า ของ ป.สุวรรณสิงห์ ได้เป็นที่นิยมและแพร่หลายอยู่ใน จ.ลำปาง

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Sino-Lanna Vernacular Architecture (สถาปัตยกรรมล้านนาผสมจีน): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับคำว่า "เจ๊กสล่า" (ช่างชาวจีน) สอดรับกับบริบททางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของลำปางยุคเปิดเส้นทางรถไฟ ที่มีชาวจีนย้ายถิ่นฐานเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเป็นจำนวนมาก การสร้างอาคารจำศีลด้วยโครงสร้างและวัสดุก่ออิฐถือปูน ผสานกับคติหลังคาหรือลวดลายประดับแบบจีนร่วมกับทรวดทรงอาคารล้านนา จึงกลายเป็น สถาปัตยกรรมผสมผสาน (Eclectic Architecture) ที่หาชมได้ยากและสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในชุมชน
  • The Master of Ecclesiastical Art (พระครูรักขิตคุณ หรือพระครูต๋า): ช่วงเวลาการครองวัดที่ยาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2460–2519 ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญของการอุปถัมภ์พุทธศิลป์ในท้องถิ่น การสร้างหอจำศีลในปี พ.ศ. 2465 โดยแรงศรัทธาของ นายป้อง มั่นคง จัดเป็นพื้นที่ศาสนสถานเฉพาะ (Hermitage/Meditation Hall) เพื่อการวิปัสสนากรรมฐานในวันธรรมสวนะ (วันพระ)
  • The Lineage of Royal Court Painters (ตระกูลช่างหลวงสู่ท้องถิ่น): ประเด็นที่ท่านอาจารย์ระบุว่า ป.เทพสิงห์ (ป่วน สุวรรณสิงห์) เป็นลูกศิษย์ของ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จิตรกรหลวงประจำราชสำนักรัชกาลที่ ๖) มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงถึงการส่งผ่านเทคนิคเขียนภาพแบบตะวันตก (Western Realism/Perspective) เช่น การแรเงา การใช้สีที่มีมิติ และการวาดภาพทัศนียภาพที่สมจริง จากกรุงเทพฯ สู่ช่างเขียนท้องถิ่นในลำปาง
  • Mural Painting & Commercial Art (จิตรกรรมฝาผนังและพาณิชย์ศิลป์): ลายเซ็นและฝีมือของ ป.สุวรรณสิงห์ ที่ท่านอาจารย์รวบรวมรายชื่อวัดไว้ (วัดเกาะวาลุการาม, วัดบุญวาทย์วิหาร, วัดท่าแหน, วัดช้างเผือก) ยืนยันถึงการเป็น "ช่างเอกแห่งนครลำปาง" ยุคโมเดิร์นแรกเริ่ม ที่ไม่ได้ฝากฝีมือไว้เพียงแค่บนฝาผนังโบสถ์วิหาร (Murals) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงงาน พาณิชย์ศิลป์ (Commercial Signs) อย่างการเขียนป้ายชื่อร้านค้าอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนวัฒนธรรมป๊อปและวิถีชีวิตชาวเมืองลำปางในช่วงกึ่งพุทธกาลได้ชัดเจนที่สุด

















ตำนานพระโพธิสัตว์และรอยจารึกกู้บ้านแปงเมือง: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ "วัดอุมลอง" เมืองหน้าด่านที่ฟื้นคืนจากป่าร้าง

 ตำนานพระโพธิสัตว์และรอยจารึกกู้บ้านแปงเมือง: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ "วัดอุมลอง" เมืองหน้าด่านที่ฟื้นคืนจากป่าร้าง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดอุมลอง" เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วัดอุมลอง อ้างถึง ครั้งพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติ เป็น ลูกวัวแดง ร้องหาแม่ ว่า "อุลอ อุลอ" จนพบแม่โค ที่บริเวณนี้ ต่อมาเป็นวัด ชื่อว่า "วัดอุมลอง"

เมื่อพุทธศาสนาแผ่กระจายเข้ามาในดินแดนแถบนี้ สมณทูตอัญเชิญพระบรมธาตุ "กระดูกด้ามพร้าของพระพุทธเจ้า" มาบรรจุ

ภายหลังจากสงคราม เมืองเถินกลายเป็นเมืองร้าง มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนมองไม่ออกว่ามีพระธาตุอยู่ จนในปี พ.ศ. ๒๑๙๒ ( ปีที่ ๒๑ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง/อยุธยา) ครูบาอาทิตย์ (พระมหาเถรสังฆทิตย์ในพงศาวดารเมืองเถิน) ได้ธุดงค์มาปักกลดอยู่แถวเมืองร้างแห่งนี้ ขุดพบแผ่นจารึกเป็นภาษาขอม ? ครูบาอาทิตย์ อ่านดูจึงรู้ว่า มีพระธาตุสามแห่งอยู่ในบริเวณนี้ จึงได้ช่วยกันบูรณะซ่อมแซม จนเป็นปูชนียสถานที่สำคัญสืบมา เมืองนี้จึงมีชื่อว่า “เมืองสังฆะเติ๋น” (“เติ๋น” แปลว่า เตือน) หมายถึงเมืองที่มีพระสงฆ์

ผู้เขียนพงศาวดารเมืองเถิน อาจจะเป็นครูบาอาทิตย์ (พระมหาเถรสังฆทิตย์) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้ค้นพบ หรือ รื้อฟื้นเมืองเถินนี้ขึ้นอีกครั้ง และยกเอาเหตุนี้ขึ้นมาตีความ ว่า “เมืองเถิน” มาจาก คำว่า “เมืองสังฆะเติ๋น”

สรุปว่า "วัดอุมลอง" อาจมีมาตั้งแต่ช่วงยุคพม่าครองล้านนา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยกทัพอยุธยาขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๒๐๔ และ พ.ศ. ๒๒๐๖ แล้ว เมืองเถินจึงได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไปชั่วระยะหนึ่ง จนครูบามหาเถรอาทิตย์ ได้กลับมาฟื้นฟูเมืองเถิน แล้ว จึงได้นำพระสงฆ์และศรัทธาประชาชน ทำการบูรณะวัดเวียงกับวัดอุมลอง ขึ้นอีกครั้ง

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้บูรณะซ่อมแซมวัดทั่วประเทศ ประชาชนก็เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่และทำมาหากินในละแวกนี้สืบต่อมา วัดอุมลองจึงยังได้รับการนับถือในฐานะวัดหัวเมือง หรือ วัดศีรษะเมือง และได้รับการบูรณะฟื้นฟูเป็นวัด ขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ( ปีที่ ๒๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ )

ต่อมาในสมัย พระสถนเถินบุรินทร์ ( นายมหาชัย สุริยะมณี ) นายอำเภอเถิน (คนแรก ) ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๗ - พ.ศ.๒๔๗๐ ได้เข้ามาทำการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้ง ตามหลักฐาน จารึก ปี พ.ศ.๒๔๖๓ (ปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๖) อยู่บนฝ่ากั้นพระเจ้า สื่อให้เห็นว่า วิหารหลังนี้ น่าจะสร้างหรือปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เสร็จในปีนั้น รวมเวลาตั้งแต่รื้อฟื้นก่อสร้างวัดอุมลอง จนถึงปีที่จารึก ๓๒ ปี

(หมายเหตุบรรณาธิการ: ต้นฉบับระบุปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๙ แอดมินขอปรับเพิ่มการระบุตามศักราชจริงเป็นรัชกาลที่ ๖ เพื่อความสอดคล้องทางประวัติศาสตร์สากลครับ)

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Jataka & Folk Etymology (ชาดกนอกนิพานและตำนานสร้างบ้านแปงเมือง): ตำนานพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น ลูกวัวแดง ร้องหาแม่ว่า "อุลอ อุลอ" จนกลายมาเป็นชื่อ "วัดอุมลอง" จัดเป็นวรรณกรรมประเภทชาดกท้องถิ่น (คัมภีร์ปัญญาสชาดก หรืออานิสงส์วัตถุ) ที่ปราชญ์ล้านนาโบราณมักเขียนเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมพระธาตุเข้ากับพุทธประวัติ เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พื้นที่
  • Sacred Relic (พระบรมสารีริกธาตุ): คติการบรรจุพระบรมธาตุส่วน "กระดูกด้ามพร้า" (พระฉวีหรือพระอัฐิส่วนสำคัญ) เป็นการแสดงถึงการหยั่งรากของศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์ในลุ่มน้ำวังที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณ
  • The Burmese Rule Era (ยุคพม่าครองล้านนา): สอดคล้องกับข้อสรุปของท่านอาจารย์ที่ว่าวัดนี้มีมาตั้งแต่ยุคพม่าปกครองเชียงใหม่-ล้านนา (พ.ศ. 2101–2317) ซึ่งในช่วง พ.ศ. 2192 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมืองเถินมีสภาพเป็นเมืองร้างชั่วคราวจากภัยสงคราม การธุดงค์มาปักกลดของ ครูบาอาทิตย์ และการค้นพบแผ่นจารึกอักษรโบราณ จึงถือเป็นหมุดหมายของการ "รื้อฟื้นศาสนสถานและกำลังพล" (Revitalization)
  • Ayutthaya-Chiang Mai War (ศึกสมเด็จพระนารายณ์มหาราช): บันทึกการยกทัพขนาดย่อมและใหญ่ของอยุธยาขึ้นมาตีเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2204 และ 2206 ตอกย้ำฐานะของเมืองเถินที่เป็น "เมืองปลายแดนกันชนยุทธศาสตร์" เมื่อกองทัพกรุงศรีอยุธยายกผ่าน เส้นทางคมนาคมจึงถูกตัดขาดและปล่อยร้าง ก่อนที่ครูบาอาทิตย์จะนำศรัทธาประชาชนกลับมาบูรณะปฏิสังขรณ์ "วัดเวียง" (วัดศูนย์กลางเมือง) และ "วัดอุมลอง" อีกครั้ง
  • The Monarchy and Regional Restoration (การปฏิรูปการปกครองและบูรณะวัดหัวเมือง): ในปี พ.ศ. 2433 ยุคระเบียบเทศาภิบาลของรัชกาลที่ ๕ วัดอุมลองได้รับการเชิดชูในฐานะ "วัดหัวเมือง" หรือ "วัดศีรษะเมือง" หมายถึงวัดที่มีความสำคัญสูงสุดในเชิงชัยภูมิและศูนย์กลางจิตใจของเมืองเถิน ก่อนที่จะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดย พระสถนเถินบุรินทร์ นายอำเภอคนแรก ซึ่งทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์ไว้บน "ฝ่ากั้นพระเจ้า" (แผงไม้กั้นด้านหลังหรือด้านบนพระประธาน) พร้อมจารึกศักราช พ.ศ. 2463 ยืนยันอายุเวลาการก่อสร้างได้อย่างชัดเจน















































จากสายน้ำสู่เนินสูง: ถอดรหัสคติสถาปัตยกรรมและการย้ายถิ่นสร้าง "วัดดอนไชย (ล้อมแรด)" เมืองเถิน

 จากสายน้ำสู่เนินสูง: ถอดรหัสคติสถาปัตยกรรมและการย้ายถิ่นสร้าง "วัดดอนไชย (ล้อมแรด)" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดดอนไชย"

เนื้อหาต้นฉบับ

09.00 น.วัดแรกที่คณะเราเข้าชม คือ วัดดอนไชย (ล้อมแรด)
ตั้งอยู่ที่ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
สังกัดเป็นวัดมหานิกาย
ตามประวัติ วัดสร้างเมื่อ ประมาณ พ.ศ.๒๔๗๑ ( ปีที่ ๔ ในรัชกาลที่ ๗ ) จารึกวัดอุมลอง ความตอนหนึ่งโดยสรุป ว่า
มีญาติโยมบ้านดอนไชย
เข้าร่วมด้วยแรงและทรัพย์สร้างโรงอุโบสถวัดอุมลอง
ช่วง ปี พ.ศ.๒๔๗๔ - พ.ศ.๒๔๙๘
เมื่อคณะเราเข้าไปในพระวิหาร
ด้านหลังพระธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบภาคกลาง
สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
น่าจะสร้างหลัง พ.ศ.๒๕๐๐ ลงมา
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔
ดังนั้น วัดดอนไชย (ล้อมแรด)
ที่เจ้าอาวาสเล่าเสริมให้คณะเราฟังต่ออีกว่า
“ เดิมวัดดอนไชย ไม่ได้อยู่ที่บริเวณนี้
แต่อยู่ในที่ต่ำกว่าบริเวณนี้มาก เก่าและชำรุดเสียหาย
จึงย้ายมาสร้างใหม่ ในที่ปัจจุบัน
และได้นำรูปแบบของพระธาตุดอบสุเทพ เชียงใหม่
มาสร้างเป็นเจดีย์ประธานของวัดดังที่เห็นในปัจจุบัน





























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Epigraphy & Comparative History (ศิลาจารึกและการศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์ที่นำข้อมูลจาก "จารึกวัดอุมลอง" มาดึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประวัติการสร้างวัดดอนไชย ถือเป็นระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ยืนยันถึงความร่วมมือของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนโบราณในลุ่มแม่น้ำวัง (ต.ล้อมแรด) ที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในฐานะ เครือข่ายชุมชนศรัทธา ในช่วงปลายทศวรรษ 2470 ถึง 2490
  • Settlement Relocation (การย้ายถิ่นฐานหนีภัยธรรมชาติ): คำบอกเล่าของเจ้าเจ้าอาวาสที่ว่า “เดิมไม่ได้อยู่ที่บริเวณนี้ แต่อยู่ในที่ต่ำกว่าบริเวณนี้มาก เก่าและชำรุดเสียหาย” สอดคล้องกับชื่อบ้าน "ดอนไชย" ซึ่งคำว่า "ดอน" หมายถึงที่ราบสูงหรือเนินดิน ในทางโบราณคดีจัดเป็นการย้ายชุมชนและศาสนสถานจากที่ลุ่มต่ำซึ่งเสี่ยงต่ออุทกภัย (น้ำท่วมจากแม่น้ำวัง) ขึ้นมาสู่ภูมิประเทศที่เป็นเนินสูงเพื่อความมั่นคง ถาวร และปลอดภัย
  • Central Thai Architectural Influence (อิทธิพลสถาปัตยกรรมภาคกลาง): พระวิหารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบภาคกลางและสร้างหลัง พ.ศ. 2500 นั้น สะท้อนถึงยุคแห่ง การบูรณาการสถาปัตยกรรมส่วนภูมิภาค เข้ากับส่วนกลาง ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา (วิสุงคามสีมาหมายถึงเขตแดนที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์เพื่อสร้างอุโบสถ) ในปี พ.ศ. 2504 อันเป็นหมุดหมายของการยอมรับสถานภาพทางกฎหมายและศาสนจักรจากส่วนกลาง
  • Cultural Appropriation (การจำลองรูปแบบศิลปกรรมร่วมสมัย): การนำรูปแบบของ พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมบนฐานย่อมุมไม้สิบสอง หุ้มด้วยทองจังโก มาเป็นต้นแบบเจดีย์ประธานของวัดในปัจจุบัน สะท้อนถึงการส่งผ่านความศรัทธาและคติสัญลักษณ์ (Iconography) จากศูนย์กลางล้านนา (เชียงใหม่) สู่เมืองหน้าด่านทางตอนใต้ (เมืองเถิน) สอดรับกับบันทึกตอนก่อนหน้าที่ท่านอาจารย์วิเคราะห์ไว้ว่า ศิลปะในเมืองเถินเป็นรูปแบบเฉพาะถิ่นที่เกิดจากการผสมผสานอิทธิพลของหลากสายตระกูลช่าง