วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตำนานพระโพธิสัตว์และรอยจารึกกู้บ้านแปงเมือง: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ "วัดอุมลอง" เมืองหน้าด่านที่ฟื้นคืนจากป่าร้าง

 ตำนานพระโพธิสัตว์และรอยจารึกกู้บ้านแปงเมือง: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ "วัดอุมลอง" เมืองหน้าด่านที่ฟื้นคืนจากป่าร้าง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดอุมลอง" เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วัดอุมลอง อ้างถึง ครั้งพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติ เป็น ลูกวัวแดง ร้องหาแม่ ว่า "อุลอ อุลอ" จนพบแม่โค ที่บริเวณนี้ ต่อมาเป็นวัด ชื่อว่า "วัดอุมลอง"

เมื่อพุทธศาสนาแผ่กระจายเข้ามาในดินแดนแถบนี้ สมณทูตอัญเชิญพระบรมธาตุ "กระดูกด้ามพร้าของพระพุทธเจ้า" มาบรรจุ

ภายหลังจากสงคราม เมืองเถินกลายเป็นเมืองร้าง มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนมองไม่ออกว่ามีพระธาตุอยู่ จนในปี พ.ศ. ๒๑๙๒ ( ปีที่ ๒๑ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง/อยุธยา) ครูบาอาทิตย์ (พระมหาเถรสังฆทิตย์ในพงศาวดารเมืองเถิน) ได้ธุดงค์มาปักกลดอยู่แถวเมืองร้างแห่งนี้ ขุดพบแผ่นจารึกเป็นภาษาขอม ? ครูบาอาทิตย์ อ่านดูจึงรู้ว่า มีพระธาตุสามแห่งอยู่ในบริเวณนี้ จึงได้ช่วยกันบูรณะซ่อมแซม จนเป็นปูชนียสถานที่สำคัญสืบมา เมืองนี้จึงมีชื่อว่า “เมืองสังฆะเติ๋น” (“เติ๋น” แปลว่า เตือน) หมายถึงเมืองที่มีพระสงฆ์

ผู้เขียนพงศาวดารเมืองเถิน อาจจะเป็นครูบาอาทิตย์ (พระมหาเถรสังฆทิตย์) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้ค้นพบ หรือ รื้อฟื้นเมืองเถินนี้ขึ้นอีกครั้ง และยกเอาเหตุนี้ขึ้นมาตีความ ว่า “เมืองเถิน” มาจาก คำว่า “เมืองสังฆะเติ๋น”

สรุปว่า "วัดอุมลอง" อาจมีมาตั้งแต่ช่วงยุคพม่าครองล้านนา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยกทัพอยุธยาขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๒๐๔ และ พ.ศ. ๒๒๐๖ แล้ว เมืองเถินจึงได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไปชั่วระยะหนึ่ง จนครูบามหาเถรอาทิตย์ ได้กลับมาฟื้นฟูเมืองเถิน แล้ว จึงได้นำพระสงฆ์และศรัทธาประชาชน ทำการบูรณะวัดเวียงกับวัดอุมลอง ขึ้นอีกครั้ง

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้บูรณะซ่อมแซมวัดทั่วประเทศ ประชาชนก็เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่และทำมาหากินในละแวกนี้สืบต่อมา วัดอุมลองจึงยังได้รับการนับถือในฐานะวัดหัวเมือง หรือ วัดศีรษะเมือง และได้รับการบูรณะฟื้นฟูเป็นวัด ขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ( ปีที่ ๒๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ )

ต่อมาในสมัย พระสถนเถินบุรินทร์ ( นายมหาชัย สุริยะมณี ) นายอำเภอเถิน (คนแรก ) ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๗ - พ.ศ.๒๔๗๐ ได้เข้ามาทำการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้ง ตามหลักฐาน จารึก ปี พ.ศ.๒๔๖๓ (ปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๖) อยู่บนฝ่ากั้นพระเจ้า สื่อให้เห็นว่า วิหารหลังนี้ น่าจะสร้างหรือปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เสร็จในปีนั้น รวมเวลาตั้งแต่รื้อฟื้นก่อสร้างวัดอุมลอง จนถึงปีที่จารึก ๓๒ ปี

(หมายเหตุบรรณาธิการ: ต้นฉบับระบุปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๙ แอดมินขอปรับเพิ่มการระบุตามศักราชจริงเป็นรัชกาลที่ ๖ เพื่อความสอดคล้องทางประวัติศาสตร์สากลครับ)

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Jataka & Folk Etymology (ชาดกนอกนิพานและตำนานสร้างบ้านแปงเมือง): ตำนานพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น ลูกวัวแดง ร้องหาแม่ว่า "อุลอ อุลอ" จนกลายมาเป็นชื่อ "วัดอุมลอง" จัดเป็นวรรณกรรมประเภทชาดกท้องถิ่น (คัมภีร์ปัญญาสชาดก หรืออานิสงส์วัตถุ) ที่ปราชญ์ล้านนาโบราณมักเขียนเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมพระธาตุเข้ากับพุทธประวัติ เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พื้นที่
  • Sacred Relic (พระบรมสารีริกธาตุ): คติการบรรจุพระบรมธาตุส่วน "กระดูกด้ามพร้า" (พระฉวีหรือพระอัฐิส่วนสำคัญ) เป็นการแสดงถึงการหยั่งรากของศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์ในลุ่มน้ำวังที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณ
  • The Burmese Rule Era (ยุคพม่าครองล้านนา): สอดคล้องกับข้อสรุปของท่านอาจารย์ที่ว่าวัดนี้มีมาตั้งแต่ยุคพม่าปกครองเชียงใหม่-ล้านนา (พ.ศ. 2101–2317) ซึ่งในช่วง พ.ศ. 2192 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมืองเถินมีสภาพเป็นเมืองร้างชั่วคราวจากภัยสงคราม การธุดงค์มาปักกลดของ ครูบาอาทิตย์ และการค้นพบแผ่นจารึกอักษรโบราณ จึงถือเป็นหมุดหมายของการ "รื้อฟื้นศาสนสถานและกำลังพล" (Revitalization)
  • Ayutthaya-Chiang Mai War (ศึกสมเด็จพระนารายณ์มหาราช): บันทึกการยกทัพขนาดย่อมและใหญ่ของอยุธยาขึ้นมาตีเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2204 และ 2206 ตอกย้ำฐานะของเมืองเถินที่เป็น "เมืองปลายแดนกันชนยุทธศาสตร์" เมื่อกองทัพกรุงศรีอยุธยายกผ่าน เส้นทางคมนาคมจึงถูกตัดขาดและปล่อยร้าง ก่อนที่ครูบาอาทิตย์จะนำศรัทธาประชาชนกลับมาบูรณะปฏิสังขรณ์ "วัดเวียง" (วัดศูนย์กลางเมือง) และ "วัดอุมลอง" อีกครั้ง
  • The Monarchy and Regional Restoration (การปฏิรูปการปกครองและบูรณะวัดหัวเมือง): ในปี พ.ศ. 2433 ยุคระเบียบเทศาภิบาลของรัชกาลที่ ๕ วัดอุมลองได้รับการเชิดชูในฐานะ "วัดหัวเมือง" หรือ "วัดศีรษะเมือง" หมายถึงวัดที่มีความสำคัญสูงสุดในเชิงชัยภูมิและศูนย์กลางจิตใจของเมืองเถิน ก่อนที่จะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดย พระสถนเถินบุรินทร์ นายอำเภอคนแรก ซึ่งทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์ไว้บน "ฝ่ากั้นพระเจ้า" (แผงไม้กั้นด้านหลังหรือด้านบนพระประธาน) พร้อมจารึกศักราช พ.ศ. 2463 ยืนยันอายุเวลาการก่อสร้างได้อย่างชัดเจน















































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น