แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณวัตถุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณวัตถุ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

มรดกพุทธศิลป์ถิ่นจันท์: เหรียญพระสังกัจจายน์ วัดพลับ (บางกะจะ) ปี ๒๕๑๖ และบันทึกความทรงจำศิษย์ศิลปากรที่ ๕

มรดกพุทธศิลป์ถิ่นจันท์: เหรียญพระสังกัจจายน์ วัดพลับ (บางกะจะ) ปี ๒๕๑๖ และบันทึกความทรงจำศิษย์ศิลปากรที่ ๕

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ความทรงจำครั้ง: ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๕ ฉะเชิงเทรา (พ.ศ. ๒๕๒๒)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๕ ฉะเชิงเทรา (ซึ่งในขณะนั้นมีเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมไปถึงจังหวัดจันทบุรี) ผมได้รับมอบ เหรียญพระสังกัจจายน์ วัดพลับ บางกะจะ จ.จันทบุรี รุ่นปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มาเป็นมลคลที่ระลึก

เหรียญรุ่นนี้ถือเป็นสุดยอดวัตถุมงคลของภาคตะวันออก เนื่องจากมีพระเกจิอาจารย์ระดับตำนานร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกอย่างเข้มขลัง โดยมี หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นองค์ประธานพิธี พร้อมด้วย หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จ.จันทบุรี และ หลวงพ่อรวย วัดท่าเรือ จ.ระยอง รวมถึงคณาจารย์อีกหลายท่านในยุคนั้น นับเป็นเหรียญที่ผมเก็บรักษาไว้เป็นเครื่องระลึกถึงช่วงเวลาการปฏิบัติหน้าที่ดูแลโบราณสถานในเขตภาคตะวันออก






ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • วัดพลับ (บางกะจะ): เป็นวัดเก่าแก่และสำคัญยิ่งของจังหวัดจันทบุรี มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย และมีความเกี่ยวเนื่องกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งมาพักทัพที่เมืองจันท์ การสร้างวัตถุมงคลที่นี่จึงมักแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
  • พิธีปลุกเสกปี ๒๕๑๖: เป็นที่ยอมรับในวงการนักสะสมว่า วัตถุมงคลวัดพลับรุ่นนี้ได้รับความนิยมสูงมาก เพราะชื่อเสียงของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ที่ร่วมพิธีปลุกเสกใหญ่ในครั้งนั้น ซึ่งถือเป็นช่วงที่บารมีของท่านกำลังขจรขจายไปทั่วประเทศ
  • หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส: ท่านคือสุดยอดพระเกจิผู้เรืองวิทยาคมแห่งเมืองจันท์ การที่ท่านร่วมปลุกเสกเหรียญนี้คู่กับหลวงปู่ทิม ยิ่งทำให้เหรียญพระสังกัจจายน์รุ่นนี้มีพุทธคุณโดดเด่นทั้งด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด
  • หน่วยศิลปากรที่ ๕ ฉะเชิงเทรา: บันทึกของท่านอาจารย์สะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารงานอนุรักษ์ในอดีต ซึ่งจังหวัดจันทบุรีและระยองอยู่ในเขตความดูแลของหน่วยศิลปากรที่ ๕ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำนักศิลปากรในเวลาต่อมา

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

มรดกจากองค์พระธาตุ: พระนาคปรกดินพระธาตุ พ.ศ. ๒๔๘๒ กับบันทึกการทำทะเบียนโบราณวัตถุ ณ วัดพระธาตุพนม

มรดกจากองค์พระธาตุ: พระนาคปรกดินพระธาตุ พ.ศ. ๒๔๘๒ กับบันทึกการทำทะเบียนโบราณวัตถุ ณ วัดพระธาตุพนม

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ความทรงจำครั้ง: การลงพื้นที่เก็บข้อมูลและทำทะเบียนโบราณวัตถุที่พบในองค์พระธาตุพนม (พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ ระหว่างที่ผมปฏิบัติหน้าที่เก็บข้อมูลและจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุที่พบภายในองค์ พระธาตุพนม ผมได้รับมอบวัตถุมงคลอันล้ำค่าจากท่านเจ้าคุณ พระเทพรัตนราชโมลี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม

วัตถุมงคลชิ้นนี้คือ พระนาคปรก หลังอุณาโลม รุ่นแรกที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ความพิเศษคือสร้างจาก ดินพระธาตุ และผ่านพิธีปลุกเสกโดยสุดยอดคณาจารย์แห่งยุค ได้แก่:
  • พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญโรจน์ นนฺตโร) เป็นประธานพิธี
  • หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่าวิปัสสนากรรมฐาน
  • หลวงปู่สนธิ์ สุรชโย (พระครูสันธานพนมเขต์) วัดท่าดอกแก้ว
  • หลวงปู่จันทร์ เขมิโย (พระเทพสิทธาจารย์) วัดศรีเทพประดิษฐาราม
  • พร้อมด้วยคณาจารย์อีกหลายรูป นับเป็นวัตถุมงคลที่รวมพลังศรัทธาและประวัติศาสตร์ของชาวนครพนมไว้อย่างเข้มขลัง








ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • พระธาตุพนมล้ม (พ.ศ. ๒๕๑๘): บันทึกของท่านอาจารย์อยู่ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่พระธาตุพนมองค์เดิมได้ล้มลงเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ นำไปสู่การค้นพบโบราณวัตถุและพระกรุจำนวนมหาศาล ซึ่งท่านอาจารย์คือหนึ่งในคณะทำงานสำคัญที่เข้าไปจัดทำทะเบียนหลักฐานเหล่านี้
  • พระครูวิโรจน์รัตโนบล: ท่านคือผู้นำในการบูรณะพระธาตุพนมครั้งใหญ่ (พ.ศ. ๒๔๔๔) และเป็นที่เคารพศรัทธาในฐานะ "ผู้นำจิตวิญญาณแห่งอีสาน" การที่ท่านเป็นประธานในปี ๒๔๘๒ จึงถือเป็นรุ่นที่เป็นทางการและสำคัญมาก
  • ดินพระธาตุพนม: มวลสารที่ใช้สร้างพระรุ่นนี้ เชื่อกันว่าเป็นดินที่คัดจากบริเวณองค์พระธาตุ ซึ่งตามคติความเชื่อถือเป็นดินศักดิ์สิทธิ์ที่รองรับพระอุรังคธาตุ
  • หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต: การที่หลวงปู่มั่นร่วมปลุกเสกในปี ๒๔๘๒ ถือเป็นข้อมูลที่นักสะสมสายกรรมฐานให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านมักไม่ออกหน้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกทั่วไป ยกเว้นในวาระที่เกี่ยวข้องกับปูชนียสถานสำคัญของแผ่นดิน

ศรัทธาเหนือวัตถุ: ตะกรุดโทนหลวงปู่เครื่อง และหลักธรรมจาก "เทพเจ้าอีสานใต้" ณ วัดสระกำแพงใหญ่

ศรัทธาเหนือวัตถุ: ตะกรุดโทนหลวงปู่เครื่อง และหลักธรรมจาก "เทพเจ้าอีสานใต้" ณ วัดสระกำแพงใหญ่

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ความทรงจำครั้ง: ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๖ พิมาย (ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๐)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผมยังรับราชการเป็น หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๖ พิมาย ระหว่างเดินทางไปตรวจโบราณสถานในจังหวัดศรีสะเกษ ผมได้มีโอกาสกราบนมัสการ หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท (พระมงคลวุฒิ) ณ วัดสระกำแพงใหญ่ ท่านเป็นพระผู้มีผิวพรรณผ่องใส มีเมตตาสูง ใครได้อยู่ใกล้ต่างรู้สึกสบายใจ ในครั้งนั้นผมได้รับ "ตะกรุดโทน" มาจากมือของหลวงพ่อเอง และได้แขวนติดตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ผ่านประสบการณ์โชกโชนมากมาย

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่เครื่อง หรือที่ผู้คนยกย่องให้เป็น "เทพเจ้าแห่งอีสานใต้" ได้เคยให้ข้อคิดเกี่ยวกับวัตถุมงคลไว้อย่างน่าสนใจว่า:

"ความขลังไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุมงคล แต่อยู่ที่คนถือคนใช้ต่างหาก... ถ้าคนไหนมีพระวิสุทธิคุณ พระธรรมคุณ และพระปัญญาคุณ รวมทั้งถือคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์อยู่ในตัว ไม่แขวนพระใดผู้นั้นก็มีความขลังอยู่ในตัว ต่อให้แขวนวัตถุมงคลนับร้อยชิ้น ถ้าไม่มีธรรมะอยู่ในใจ วัตถุมงคลก็ไม่แตกต่างจากตุ๊กตาพระ แขวนไว้ก็หนักคอเท่านั้น"






ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท (พระมงคลวุฒิ): อดีตเจ้าอาวาสวัดสระกำแพงใหญ่ จ.ศรีสะเกษ ท่านเป็นพระมหาเถระที่มีอายุยืนยาว (๑๐๘ ปี) และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างมากในฐานะพระนักพัฒนาผู้มีเมตตาธรรม
  • วัดสระกำแพงใหญ่ (Wat Sra Kamphaeng Yai): เป็นสถานที่ตั้งของ ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ โบราณสถานขอมที่สำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของท่านอาจารย์ปฏิพัฒน์ในการตรวจเยี่ยมและดูแลโบราณสถานในเขตอีสานใต้
  • หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๖ พิมาย: ตำแหน่งหน้าที่นี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของท่านอาจารย์ในการอนุรักษ์มรดกโลกและโบราณคดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมขอมโบราณ
  • ตะกรุดโทน (Takrut): เครื่องรางดั้งเดิมที่ทำจากโลหะม้วนจารอักขระ ซึ่งในกรณีนี้เป็นสื่อกลางที่นำไปสู่ "ธรรมะ" ตามที่หลวงปู่ได้อบรมไว้


วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

เล่าเรื่องตามเหรียญ: เหรียญเสมาเล็กหลวงพ่อโสธร ปี ๒๔๙๔ หลังธรรมจักร จมูกโด่ง พุทธคุณเหนือกาลเวลา

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
เนื้อหาต้นฉบับ
เล่าเรื่องตามเหรียญ

เหรียญพระพุทธโสธร วัดโสธร 

พิมพ์เสมาเล็ก เนื้อทองแดง ปี ๒๔๙๔ จ.ฉะเชิงเทรา 

ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ บนฐานมีผ้าทิพย์

ในกรอบเหรียญรูปใบเสมา กรอบด้านล่างมีอักษร ว่า "พระพุทธโสธร"

ด้านหลัง มีอักขระ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ 

เป็นคาถาหัวใจนวหรคุณที่มีดีทุกอย่างในตัว 

ส่วนตัวยันต์ตัวกลางซึ่งอยู่ในวงล้อมพระธรรมจักรเป็นตัว "อะ" 

เหรียญหลวงพ่อโสธรเสมาเล็กหลังธรรมจักร 

เหรียญนี้ สร้างในปี พ.ศ.๒๔๙๔ 

มีหลักฐานระบุเอาไว้ว่า

ผู้จัดสร้างเหรียญรุ่นนี้คือ พ.ต.อ หลวงพรหมโมปกรณ์กิจ 

ผู้บังคับการฯกรมตำรวจ 

เป็นประธานกรรมการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโสธร ในสมัยนั้น

เป็นเหรียญที่มีเอกลักษณ์และมีความงดงามคลาสสิก

ตามแบบฉบับ เหรียญรุ่นเก่า  

โดดเด่น มีประสบการณ์ พุทธคุณสูง มาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน




บทความเพิ่มเติมโดย Admin

หากจะกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ "หลวงพ่อโสธร" แห่งวัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในช่วงกึ่งพุทธกาลอย่าง "เหรียญเสมาเล็ก ปี ๒๔๙๔" รุ่นนี้

ความพิเศษที่ Admin อยากเน้นย้ำคือ "คาถาหัวใจนวหรคุณ" (อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ) ที่ประทับอยู่ด้านหลังเหรียญ ซึ่งเป็นหัวใจของบทสรรเสริญพระพุทธคุณ ๙ ประการ (อิติปิโสฯ) ถือเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ผู้ครอบครอง ประกอบกับบารมีของผู้สร้างอย่าง พ.ต.อ. หลวงพรหมโมปกรณ์กิจ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น ทำให้เหรียญรุ่นนี้ไม่ได้มีเพียงความงามทางศิลปะแบบย้อนยุค (Classic) เท่านั้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาและการคุ้มครองที่เล่าขานกันมาไม่รู้จบ


สิริมงคลรุ่นสุดท้าย: เหรียญนาคปรก วัดอุ่มพุทธาราม (วัดไผ่ขวาง) พ.ศ. ๒๕๑๔ อธิษฐานจิตโดย ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต

สิริมงคลรุ่นสุดท้าย: เหรียญนาคปรก วัดอุ่มพุทธาราม (วัดไผ่ขวาง) พ.ศ. ๒๕๑๔ อธิษฐานจิตโดย ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เหรียญรุ่นสุดท้าย ที่ปลุกเศก 
โดย เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต 
เหรียญ "พระนาคปรก" วัดอุ่มพุทธาราม 
(วัดไผ่ขวาง) อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา 
ด้านหน้า เป็นพระรูปสมาธิมีนาคปรก ๗ เศียร 
ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานบัวคว่ำบัวหงายบนลำตัวนาค
มีตัวหนังสือรายล้อมว่า 
"ปลุกเสกโดยท่านธมมวิตกโก (ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต)" 
ด้านหลัง ตรงกลางเหรียญเป็นรูปยันต์น้ำเต้า ใต้ลงมามีตัว "อุ" 
มีตัวหนังสือรายล้อม ว่า 
"ในงานทอดผ้าป่า วัดอุ่มพุทธาราม จ.ฉะเชิงเทรา 
ของจเรตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๔"
เหรียญที่เจ้าคุณนรรัตน์ ปลุกเศก ที่ วัดอุ่มพุทธาราม ปี ๒๕๑๔ 
จัดสร้างเนื้อทองคำ จำนวน ๙ เหรียญ, เนื้อเงิน จำนวน๑๐๐ เหรียญ, 
และ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน ๘๔,๐๐๐ เหรียญ.



บทความเพิ่มเติมโดย Admin
ในแวดวงนักสะสมวัตถุมงคลและศิษยานุศิษย์ผู้ศรัทธาใน ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ) แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ต่างทราบกันดีว่าวัตรปฏิบัติอันบริสุทธิ์ของท่านนั้นเป็นที่เลื่อมใสเพียงใด แม้ท่านจะไม่เคยออกจากวัดเพื่อไปร่วมพิธีปลุกเสกที่ใดเลยตลอดการครองสมณเพศ แต่เมตตาบารมีของท่านกลับแผ่ไพศาลผ่านวัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตให้

เหรียญนาคปรก วัดอุ่มพุทธาราม ปี ๒๕๑๔ รุ่นนี้ถือเป็นมรดกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง เนื่องจากเป็นรุ่นที่จัดสร้างขึ้นในนามงานทอดผ้าป่าของจเรตำรวจ ซึ่งมีพุทธศิลป์ที่งดงามและแฝงไปด้วยความหมายทางธรรม โดยเฉพาะ "ยันต์น้ำเต้า" และตัว "อุ" อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ปรากฏบนวัตถุมงคลที่ท่านเมตตาอธิษฐานจิต

ด้วยจำนวนการสร้างที่ชัดเจน โดยเฉพาะเนื้อทองคำที่มีเพียง ๙ เหรียญ และเนื้อเงินเพียง ๑๐๐ เหรียญ ทำให้เหรียญรุ่นนี้กลายเป็นที่แสวงหาและทรงคุณค่าอย่างยิ่งในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ในแง่ของพุทธคุณ แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกถึงความศรัทธาของพุทธบริษัทในจังหวัดฉะเชิงเทราและเหล่าข้าราชการตำรวจในยุคนั้น

หมายเหตุประวัติศาสตร์:
เช่นเดียวกับการสืบค้นร่องรอยประวัติศาสตร์ในอดีต อย่างเรื่องสถานที่สวรรคตของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งผลการค้นคว้าล่าสุดระบุว่าคือ "เมืองแหน" (อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่) การรวบรวมรายละเอียดข้อมูลของวัตถุมงคลแต่ละรุ่นอย่างละเอียดเช่นนี้ จึงเป็นการช่วยรักษาความถูกต้องของประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอย่างแท้จริง

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567

พระพุทธรูปปางห้ามญาติ สมัยสุโขทัย ในระเบียงวัดเบญจมบพิตร นำมาจากไหน

 พระพุทธรูปปางห้ามญาติ สมัยสุโขทัย 

ในระเบียงวัดเบญจมบพิตร 

นำมาจากวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี

วัดบางอ้อยช้าง 
 ตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 
ตั้งอยู่ริมคลองอ้อมนนท์ หรือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า   
เป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี 
โดยยปรากฏหลักฐานตามประวัติวัดว่า  
"พระอุโบสถหลังเดิม เป็นโบสถ์แบบมหาอุด 
มีพระประธานเป็นศิลา เป็นชิ้น ๆ ต่อกันเป็นองค์พระพุทธรูปได้ 
จนถึง พ.ศ.๒๔๙๕  จึงได้อันเชิญมายังอุโบสถหลังใหม่
ตามประวัติวัด ไม่ได้กล่าวถึง
พระพุทธรูปปางห้ามญาติสมัยสุโขทัยองค์นี้ 
รู้แต่มีความเกี่ยวข้องกับ “สุโขทัย” 
จึงบันทึกในประวัติว่า วัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัย 
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ โปรดฯให้เคลื่อนย้ายพระพุทธรูป
จากเมืองเหนือที่สมบูรณ์สวยงามลงมารวมรวมไว้ที่กรุงเทพฯ 
และโปรดให้พระราชทานไปตามวัดต่างๆ ที่ขอพระราชทาน มา 
วัดบางอ้อยช้าง จึงเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ  
ศิลปะสมัยสุโขทัย อยู่ที่วัดด้วย
ครั้นถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ในปี พ.ศ.๒๔๔๑ 
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
สมเด็จ กรมพระยาดำรราชานุภาพ 
เสาะแสวงหาพระพุทธรูปโบราณสมัยต่าง ๆ 
มาประดิษฐานไว้ในระเบียงวัดเบญจมบพิตร
เพื่อความสวยงามและวิจิตรพิสดาร 
และเพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชน
ที่มาเยือนวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ดังพระดำรัสที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 
ผู้รับสนองแนวพระราชดำริ 
ทรงแสดงไว้ในปาฐกถาแก่สมาชิกสยามสมาคม 
ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 
เรื่อง พระพุทธรูปต่างๆ ณ วัด เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๐ ความตอนหนึ่ง ดังนี้
  “บรรดาพระพุทธรูปสำหรับจะประดิษฐานไว้ ณ วัดนี้ 
ควรจะเลือกหาพระพุทธรูปโบราณ
ซึ่งสร้างขึ้นในประเทศและในสมัยต่างๆ กัน 
อันเป็นของดีงามมีอยู่เป็นอันมาก 
รวบรวมมาตั้งแสดงให้มหาชน
เห็นเป็นแบบอย่างพระพุทธรูปต่างๆ โดยทางตำนาน 
จึงโปรดให้สร้างพระระเบียงขึ้นในวัดนี้ 
และ โปรดให้เป็นหน้าที่ชองข้าพเจ้า
ที่จะคิดจัดหาพระพุทธรูปแบบต่างๆ มาตั้งในพระระเบียงตามพระราชดำริ”
พระพุทธรูปสุโขทัยองค์นี้ 
จึงได้มาประดิษฐานไว้ในระเบียงวัดเบญจมบพิตร 
เช่นเดียวกับพระพุทธรูปอีกหลาย ๆ องค์  ดังนี้แล.












วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

พระพุทธรูป ศิลปแบบเชียงแสน ระเบียงคตวัดเบญจมบพิตร ในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี

 พระพุทธรูป ศิลปแบบเชียงแสน 

ในระเบียงคตวัดเบญจมบพิตร

ตามประวัติ ว่า เคลื่อนย้ายมาจาก "วัดบางพลู"

ปัจจุบัน ไปตามหาคงไม่พบ ชื่อวัดนี้ 
เพราะ "บางพลู" เป็นชื่อชุมชน "คลองบางพลู"
เดิมเป็นที่อยู่ของพวกมอญใหม่ (พระญาเจ่ง คชเสนี)
ในสมัยนั้น มี มอญ ๒ พี่น้อง ชื่อ ทอง และ เงิน 
ติดตามพระญาเจ่งมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
และตั้งบ้านเรือนอยู่ ริมคลองบางพลู ด้วย
ครั้นต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
"คุณท้าวทอง" ได้สร้างวัดขึ้นที่ ปากคลองบางพลูฝั่งใต้ 
เพื่อเป็นมหากุศลแก่ตนเองในบั้นปลายชีวิตตามคติความเชื่อของศาสนา
ให้ชื่อว่า "วัดทอง" ชาวบ้านเรียกเป็นสามัญว่า "วัดบางพลู" 
ภายหลัง คุณท้าวทองได้รับพระราชทานให้เป็นที่ 
"คุณท้าวเทพากร (ทอง)" และ พระราชทานนาววัดตามชื่อ ผู้สร้างว่า
"วัดเทพากร"(วัดบางพลูบน)
ส่วน "คุณท้าวเงิน" ได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดใต้วัดเทพากร ลงมาอีก ได้รับพระราชทานให้เป็นที่ "คุณท้าวเทพนารี (เงิน)  
และพระราชทานนามวัดตามชื่อ ผู้สร้างว่า "วัดเทพนารี"(วัดบางพลูล่าง)
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสร้างวัดเบญจบพิตร 
ได้รวบรวม พระพุทธรูปที่อัญเชิญลงมาจากหัวเมือง ที่สวยงาม 
มาประดิษฐานไว้ที่ระเบียงวัดเบญจมบพิตร ด้วย
ด้วยเหตุดังนั้น พระพุทธรูปแบบเชียงแสนองค์นี้ 
จึงถูกนำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้แลฯ


พระพุทธรูปศิลปแบบเชียงแสน วัดเบญจมบพิตร กทม.


วัดเทพากร (ทอง) หรือ วัดบางพลู ธนบุรี










วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566

เหรียญสองกษัตริย์กู้ชาติ พระราชวังจันทรเกษม

 เหรียญสองกษัตริย์กู้ชาติ 

ทำพิธีปลุกเสก และพิธีมังคลาภิเษก 

ในพระราชวังจันทรเกษม ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 

(วังใหม่ สร้างขึ้นในพระนครศรีอยุธยาประมาณปี พ.ศ. ๒๑๒๐ ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช)
วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๑
-06.30 น.-12.00 น. พระราชภาวนาวิกรมฯ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) 
วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ทำพิธีบนพลับพลาจตุรมุข 
-ค่ำ ๆ เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ 
ณ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร พระราชวังบางปะอิน
เช้า พระสงฆ์ ขึ้นประจำตามอาสนะที่ตั้งไว้บนพลับพลาจตุรมุข
พระราชวังจันทรเกษม
ทหาร,ตำรวจ เข้ามาเต็ม พช.จันทรเกษม รอรับ 
07.00 น.พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร 
เดินทางมาถึง และเป็นประธานในพิธีบวงสรวง เททอง 
พระอาทิตย์ทรงกลด แต่เช้า
หลังจากนั้น เป็นพิธีมังคลาภิเษกในท้องพระโรง พลับพลาจตุรมุข 
พระราชวังจันทรเกษม 
มีพระเกจิอาจารย์เข้าร่วมนั่งปรกด้วยหลายรูป 
ท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิกรมฯ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตร 
ปลุกเสกเดี่ยว บรรยากาศเงียบ สงบมากกก
เสร็จพิธี ท่านเจ้าคุณธงชัย มอบเหรียญสองกษัตริย์กู้ชาติ
ให้ใช้ในกิจกรรมของ พช.จันทรเกษม จำนวนหนึ่ง
ค่ำ ๆ 
ขับรถออกจาก พช.จันทรเกษม 
ไปเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ 
ณ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร พระราชวังบางปะอิน 
ได้นั่งโต๊ะและที่นั่งเดิม ใกล้โต๊ะเสวยตามปกติ 
เสด็จกลับเมื่อเวลา 04.30 น.  
ขับรถตามขบวนเสด็จกลับเข้า กทม.ด้วย ถึงบ้านเกือบ 6 น.







วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เหรียญสองกษัตริย์วังจันทรเกษม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 เหรียญสองกษัตริย์วังจันทรเกษม

พระนครศรีอยุธยา 

วันเสาร์ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๐
ประมาณ ๖ โมง รอรับ 
พลเอก เชษฐา ฐานะจาโร 
มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาสทำพิธีบวงสรวง ที่พระราชวังจันทรเกษม 
เรื่องย้ายพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 
ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
มาร่วมรับด้วย 
กลางวันร่วมเป็นลูกศิษย์
ไปกินอาหารที่ ร้านแพกรุงเก่า 
กับท่านเจ้าคุณพระราชภาวนาวิกรม วัดไตรมิตร 
ท่านเจ้าคุณ มอบเหรียญสองกษัตริย์ไว้ให้จำนวนหนึ่ง
เพื่อจำหน่ายเป็นเงินรายได้
สนับสนุน กิจกรรม ของพช.จันทรเกษม 
นอกเหนือจากเงินงบประมาณ.





วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

พระนางพญา กรุ วัดดอนลาน สุโขทัย ๒๕๒๗

 ชีวประวัติ ปี ๒๕๒๗

นักโบราณคดี พระนครศรีอยุธยา

ตอน...พระนางพญา กรุ "วัดดอนลาน" สุโขทัย

ทำงานอยู่ที่โครงการหมู่บ้านโปรตุเกส
ศึกภายนอกไม่เท่าไหร่
แต่ศึกภายในรุกรานหนัก
ขอลาพักร้อน ไปอยู่ กับภริยา ที่สุโขทัย
สัก ๑ อาทิตย์
เสาร์อาทิตย์ปิดหัวท้าย รวมเกือบ ๑๐ วัน
วันศุกร์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๗ 
 ไปช่วย "หมู เรียม" ทำทะเบียนโบราณวัตถุ
ที่  "วัดวาลุการาม" 
ตำบลโตนด อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย 
ตามคำขอของ ท่านเจ้าคุณ
พระประสิทธิโรจนคุณ (ภุชงค์ พุทฺธสุวณฺโณ) 
ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย ด้วย 
ก่อนกลับท่านเมตตาให้ 
"พระพิมพ์วัดดอนลาน" มาคนละองค์ 
มี ปฏิพัฒน์,เรียม,ศาณิชย์ 
และฝากพี่เหลือง (พัชรี โกมลฐิติ) 
หน.พช.รามคำแหง ด้วยอีก ๑ องค์
ปล.ต้องไปตามค้นดูก่อนว่าอยู่ที่ไหน ?...อิ อิ
(ภาพประกอบ จาก Google)


วัดวาลุการาม ตำบลโตนด อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ก่อนและหลังการบูรณะ



พระประสิทธิโรจนคุณ (ภุชงค์ พุทฺธสุวณฺโณ) เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย



พระพิมพ์ "กรุวัดดอนลาน" สุโขทัย



วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ชีวประวัติ ข้าราชการ ถูกให้ย้ายไปไหน ก็ต้องย้าย โชคไม่ร้าย เพราะได้ ใครก็ไม่รู้ คอยติดตามลาดตระเวน ปี ๒๕๒๖

 ชีวประวัติ ปี ๒๕๒๖

นักโบราณคดี พระนครศรีอยุธยา

ตอน..ตรวจยามคนเดียว ฤา ไปหลายคน

ผมโดนคำสั่งย้ายลงมาปฏิบัติงาน
พระนครศรีอยุธยา...ไม่ใช่เพราะตั้งใจมา
แต่ถูกบังคับให้มา
เพราะศึกภายในของผู้ใหญ่
ถึงจะอย่างไรก็ตาม 
ผมก็เป็นข้าราชการในแผ่นดินนี้ (๒๕๒๖)
ได้ปวารนาตัวเข้ามารับใช้ ด้วยความเต็มใจ
และจริงใจ
เมื่อสั่งให้ผมไปไหน...ผมก็ไป
ไม่เคยขัดขืน  หรือ บิดพลิ้วคำสั่ง
ให้ปฏิบัติหน้าที่ตรงไหน 
ก็ทำหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด
เท่าที่ความสามารถจะทำได้
ปิดงาน ปิดสมอง เรื่องราวที่ต้องค้นคว้าต่อ
บนปราสาทเขาพนมรุ้ง
ลงมาเปิดสมอง เปิดงานใหม่ ในพระนครศรีอยุธยา
อย่างเต็มสตีปัญญา
แม้งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำเป็นเรื่องเป็นราว คือ
"ขุดแต่งปรับปรุงหมู่บ้านโปรตุเกส"
จะยังทำไม่ได้ เพราะ
๑.กำลังอยู่ระหว่างหาข้อมูลเขียนประมาณการ "งบประมาณ"
ที่ "มูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกส 
โอนเงินมาตั้งจ่ายไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
และ ๒. เกิดน้ำท่วมสูง ในพระนครศรีอยุธยา
นอกเกาะเมือง ทั้ง เพนียด,คลองสระบัว 
และ "บ้านดิน" หรือ "โคกวัดในหมู่บ้านโปรตุเกส"
โดยเฉพาะ "โบสถ์นักบุญเปโตร (ชาวบ้านตั้งให้ )
ผมใช้เวลา ทำงานตามหน้าที่ "นักโบราณคดี"
หน่วยศิลปากร ที่ ๑ 
ตรวจสอบพื้นที่ขออนุญาต ก่อสร้างอาคาร บ้านพัก
ทั้งบนที่ดิน ของ 
สำนักงานที่ดิน,สำนักงานราชพัสดุ
และ ที่ศาสนสมบัติ ของกรมศาสนา
นอกจากหน้าที่ อันเป็นหน้าที่เฉพาะตำแหน่ง แล้ว
ยังทำหน้าที่ ตรวจเวร-ยาม ตอนกลางคืน ด้วย
สมัครใจหรือไม่สมัครใจ 
ผมก็ชอบ
ผมเข้าไปตรวจสอบยาม ใน "พระราชวังโบราณ"
เวลากลางคืน บ่อยมาก
เพราะเป็นช่วงเวลา 
หลังจากจะต้องเดินทางกลับจากหน่วยฯ (แค้มป์ วัดมหาธาตุ)
ไปพักที่ "คุ้มขุนแผน"
ผมแขวนสร้อยทองคำ หนัก ๒ บาท ๑ เส้น
กับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (ของคุณตาเฉื่อย)
พระผงทำจากกระดูกผีเจ็ดป่าช้า 
วัดโพธิ์ท่าเตียน (ภุชงค์ จันทวิช ไปตามหามาให้ )
และพระคาถา บท "กรณียเมตตสูตร"
ที่ทั้งพ่อผม และ อาจารย์ แสง มนวิทูร 
สอนให้สวดอยู่เสมอ เมื่อไปในสถานที่ใดก็ตาม
ผมอุ่นใจในการตรวจ และ 
นอนได้ ในทุกสถานที่ของอยุธยา
โดยเฉพาะ เมื่อมีผู้ทักเสมอ ๆ ว่า 
"ผมมีเพื่อนมาด้วยหลายคน" 
ทั้ง ๆ ที่ "ผมมักไปไหน มาไหน เพียงคนเดียว"
พฤติกรรมผม ไม่เป็นที่ไว้วางใจของคนทางบ้าน
ทั้ง แม่ และ ภริยา
จนในวันจันทร์ ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๖
เพื่อความสบายใจของครอบครัว
ผมต้องถอดสร้อยคอทองคำ 
ฝากแม่ไว้ที่บ้านฝั่งธนฯ
แล้วจะไปไหน ก็ไปเพียงแต่ตัว 
กับเพื่อน ๆ ไร้เงาที่รักของผม.
เป็นสุข และปลอดภัยดีกว่ามี "ทอง"


พระพิมพ์ทำจากกระดูกผีเจ็ดป่าช้า วัดโพธิ์ ท่าเตียน



มหาเปรา พุ่มพงษ์แพทย์



ศจ. ร.ต.ท.แสง มนวิทูร



วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ปริศนาอาถรรพ์ พระผีวัดโพธิ์

 "พระผีวัดโพธิ์"

เมื่อจะต้องอยู่ด้วยกัน ต้องลองวิชากันหน่อย...
วันจันทร์ที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๓
เมื่อคืน เหมือนฝันเห็น "ผี" 
มารบกวนตลอดเวลา
ต้องสวดมนต์ต่อสู้กันอย่างอุกฉกรรจ์ 
กว่าจะสงบและได้นอนหลับสนิท
เกือบใกล้รุ่ง  
อาจเป็นเพราะจิตนิวรณ์ถึงพระผีวัดโพธิ์ 
ที่ภุชงค์เพิ่งฝากอ้อยมาให้เมื่อวันก่อน 
........................................................................
พฤติกรรมของ "พระพิมพ์กระดูกผี ๗ ป่าช้า"
ของวัดโพธิ์ องค์นี้ 
ยังสร้างพฤติกรรม
อีกหลายครั้งต่อมาในชีวิต
ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
เป็นที่ประจักษ์กับคนหลายชาติ หลายภาษา....อุ อุ



วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565

ที่มาแผ่นทองคำเขียนลายราชสีห์

 สืบเนื่องมาจาก "หนังราชสีห์"

ทำให้เกิด การ "ปุจฉา - วิสัชนา" 

เรื่อง "แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์" ๒ องค์ นี้

เพราะทั้งสององค์นี้ 
เป็นฝีมือช่างทองในราชสำนัก กรุงรัตนโกสินทร์
ผู้ถาม (ปุจฉา)...เกิดความสงสัย เพราะไม่ได้เห็นของจริง 
จึงต้องขอความเห็นจากหลาย ๆ ท่าน
ด้วยเหตุการณ์ที่บันทึกในพระราชพงศาวดาร  กล่าวไว้เพียงว่า
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 
สร้างพระนคร และพระมหาปราสาทราชนิเวศน์สำเร็จแล้ว
ใน ปี จ.ศ.๑๑๔๗ ปีมะเส็ง ( พ.ศ.๒๓๒๘ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลที่ ๑ )  
ได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ให้เต็มตามแบบแผนโบราณราชประเพณี 
โดย สร้างเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ขึ้นใหม่
ทดแทนของเดิมที่สูญหายจากภัยสงคราม 
จึงให้ "ตั้งพระที่นั่งภัทรบิฐ 
ทำด้วยไม้มะเดื่อหุ้มเงิน องค์หนึ่ง 
บนพระที่นั่งนั้น ลาดหญ้าคา และโรยด้วยแป้งข้าวสาลี 
มี "แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์" อันมีมหันตเดช 
ด้วยเส้นชาดหรคุณทับบนเส้นหญ้าคา 
แล้วคลุมลงด้วยผ้าขาว กั้นพระบวรเศวตฉัตรเจ็ดชั้น”
เพราะไม่มี "หนังราชสีห์" มาปูลาดพระที่นั่ง
แบบสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อครั้งขึ้นปราบดาภิเษก
"หนังราชสีห์" ที่ใช้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ 
และฝากชาวที่ ไปรักษาไว้....ก็ยังไม่พบ
จึงต้องสร้าง "แผ่นทองเขียนลายราชสีห์" องค์หนึ่ง
ขึ้นใช้ปูลาดพระที่นั่งภัทรบิฐ แทน 
เมื่อครั้งปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติกรุงรัตนโกสินทร์
ต่อมาอีก ๗๐ กว่า ปี
"เจ้าฟ้ามงกุฎ" หรือ "เจ้าฟ้าพระ"
เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์
ต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ใน ปีกุน จุลศักราช ๑๒๑๓ ( พุทธศักราช ๒๓๙๔ ) 
เป็น "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" 
พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ 
จึงให้ "ตั้งพระที่นั่งภัทรบิฐเบื้องปัศจิมทิศ 
ทำด้วยไม้ไชยพฤกษ์ หุ้มด้วยเงินชั้น ๑ ทองชั้น ๑ กั้นเศวตฉัตร ๗ ชั้น 
พื้นพระที่นั่งลาดผ้าอุทุมพร 
แล้ววาง "แผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ด้วยชาดหรคุณ" 
แล้ววาง "ตรางคาแผ่นทอง" 
และพราหมณ์โรยแป้งเข้าสาลีเสกด้วยอิศวรมนต์ 
และปูผ้าลาดบนพระที่นั่งภัทรบิฐ"
ในพระราชพงศาวดาร รัชกาล ที่ ๒ และ รัชกาล ที่ ๓
ไม่กล่าวถึง รายละเอียด ของการตั้งพระที่นั่งภัทรบิฐ
และ "แผ่นทองคำเขียนลายราชสีห์"
คงใช้ "แผ่นทองคำเขียนลายราชสีห์"
องค์ที่สร้างมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ 
ครั้นมาถึงการ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เข้าใจว่า แผ่นทองเขียนลายราชสีห์"องค์เดิม อาจชำรุด 
หรือจะด้วยเหตุผลใด ไม่ปรากฎ
จึงให้สร้าง "แผ่นทองคำเขียนลายราชสีห์" 
ลองพระที่นั่งภัทรบิฐขึ้นใหม่อีกองค์หนึ่ง
ดังนั้น จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งการ ปุจฉา-วิสัชนา ดังกล่าว
ขอบคุณ ทุกท่านที่แสดงความเห็นครับ




การวิสัชนา ด้วยภาพและคำอธิบาย ของ "คุณเสถียร"
สมาชิกอาสาสมัครพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รุ่นแรก...ขอบคุณครับ



วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564

จำปาหล่อ คืออะไร

จำปาหล่อ คืออะไร

"จำปาหล่อ"
ชื่อนี้ ดูจะมีความหมาย และแปลกหู 
ได้ยินมานานแล้ว แต่ไม่ได้สนใจ จะติดตามหาความหมาย
จนการมาสำรวจเส้นทาง ที่ จ.อ่างทอง ครั้งนี้
สอบถาม "บัญชา" คนอ่างทอง  ว่า 
“จำปาหล่อ” มีความหมายอย่างไร ?
"บัญชา" กล่าวตามประวัติของพื้นที่ตำบลจำปาหล่อ ว่า
 “จำปา” หมายถึง ส่วนหนึ่ง คือ “ดุม” ของ ล้อเกวียนที่ทำจากไม้ 
ที่หาได้จากในหมู่บ้าน 
แต่ไม้ ไม่คงทนถาวร 
จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้เป็น "จำปาเหล็ก" 
โดย "นายหล่อ" คนในตำบลนี้ เป็นผู้ริเริ่มทำขึ้นแทน"จำปาไม้"
จนเป็นที่นิยมและมาซื้อกันไปใช้ 
เรียกกันเป็นภาษาชาวบ้านว่า “จำปาหล่อ” 
ที่เรียกเช่นนั้น...ไม่แน่ใจว่า 
เป็นชื่อ ของ คน นามชื่อ”หล่อ” 
ที่มีฝีมือในการทำจำปาเกวียน ที่ชาวบ้านรู้กัน ว่า
"จำปาเกวียนที่ดี มีคุณภาพแข็งแรง 
ต้องเป็นของ "ช่างหล่อ" อยู่ที่ตำบลนี้ เท่านั้น
หรือ เป็นชื่อเรียกวัสดุ “เหล็กหล่อ” 
ที่ใช้ทำดุมเกวียนแทนไม้ ว่า "จำปาหล่อ"
ถ้าเป็น "เหล็กหล่อ" 
ก็ย่อมหมายถึง ล้อเกวียนที่มีวัสดุเหล็กเข้ามาผสม
อันเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากประเทศทางตะวันตก
ซึ่งเริ่มมาแพร่หลายในสมัย รัชกาลที่  ๕ 
และกระจายมาถึงแขวงเมืองอ่างทองด้วย
ฝากผู้อยากรู้ซอกแซก ไปตามหาคำตอบด้วยกันจ้าา


เกวียน ที่ บ้านใกล้เขาสมอคอน ลพบุรี ถ่ายเอง
เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๑๑
เคยลงหนังสือ นิตยสารชัยพฤกษ์






วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

พระแสงปืนคาบศิลา พระเจ้าตาก สันนิษฐานว่า จะเป็นปืน ปืนคาบศิลา ผลิตใน ปี ค.ศ.1766 ( พ.ศ.๒๓๐๙ ) ชนิดแบบบรรจุกระสุนท้ายรังเพลิง ของฝรั่งเศส

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ทรงปืนคาบศิลา ฝรั่งเศส

ตามบันทึก กองทหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ยกออกจาก วัดพิชัย อยุธยา 
รบกับพม่า อย่างน้อย  ๕ ครั้ง 
คนไทยที่บ้านดงเมือง ๑ ครั้ง 
เดินทาง รอนแรม มา ๑๗ วัน 
จน วันจันทร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๒ ปีจออัฐศก
ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๓๐๙ ถึงบ้านนาเกลือ
นายกล่ำ (นายกลม) คุมไพร่ พลทหารอยู่ที่บ้านนาเกลือ  
คอยสกัดคิดประทุษร้าย
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 
เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง 
ทรงพระแสงปืนต้น รางแดง 
สันนิษฐาน ว่าจะเป็น ปืนคาบศิลา ของฝรั่งเศส 
ซึ่งผลิตขึ้นในช่วงเวลานั้น 
เสด็จพร้อมกับ หมู่พลโยธาทหาร 
เข้าไปในกลุ่มของพวกนายกล่ำและพวกพลทหาร  
ทำให้ นายกล่ำ และพวกพลทหาร สยบสยองกลัว วางอาวุธ 
ลงถวายบังคมยอมเป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
นำเสด็จพระดำเนินเข้าไปประทับในสถานที่อันควร
พระราชทานทรัพย์แลราโชวาท
ให้ตั้งอยู่ใน "ยุติธรรม".
ขอบคุณ ภาพและแผนที่ประกอบ จาก Google


เส้นทางเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ๑๗ วัน จากวัดพิชัย กรุงศรีอยุธยา ถึง บ้านนาเกลือ ชลบุรี


เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงช้าง จ.จันทบุรี


ปืนคาบศิลา ผลิตใน ปี ค.ศ.1766 ( พ.ศ.๒๓๐๙ )



ปืนคาบศิลา ผลิตใน ปี ค.ศ.1766 ( พ.ศ.๒๓๐๙ )


 


วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564

พระพุทธรูปทวาราวดี ที่ อำเภอโคกปีบ ปัจจุบันคือ อำเภอศรีมโหสถ

อัตชีวประวัติ ปฏิพัฒน์(วัชรินทร์)

ชีวิตรับราชการ ช่วงที่ ๓

ตอน "พระพุทธรูปทวาราวดี ที่ อำเภอโคกปีบ"

วันจันทร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๒
เรื่องสืบเนื่องจากชาวบ้าน ในนิคมโรคเรื้อน 
ได้ไปขุดพบพระพุทธรูปหินทราย 
สมัยทวาราวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๓
ในขณะพรวนดินเพื่อทำเกษตรกรรม 
ที่เนินดินที่อยู่อาศัยนอกเมืองศรีมโหสถทางทิศตะวันออก 
ภายในนิคมโรคเรื้อน ใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ 
และนำไปเก็บรักษาอยู่ที่ว่าการกิ่งอำเภอโคกปีบ 
(ปัจจุบันคือ อำเภอศรีมโหสถ) 
เนื่องจากข้าพเจ้าเคยมาขุดแต่งโบราณสถานที่เมืองนี้
ครั้งหนึ่ง ใน ปี พ.ศ.๒๕๑๙ 
คุ้นเคยกับชาวบ้านโคกวัด เป็นอย่างดี 
จึงได้แวะเข้าไปพูดคุยกับพวกชาวบ้าน 
มี ผู้ใหญ่สนิท เป็นต้น 
คุยกันถึงเรื่อง พระพุทธรูปที่เก็บรักษาอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอโคกปีบ 
ผู้ที่ขุดพบอยากจะขอเงินรางวัลจากกรมศิลปากร 
ซึ่งกำลังดำเนินเรื่องอยู่  
แต่ทางจังหวัดปราจีนบุรี 
ยังขัดข้อง ไม่ยอมยกให้ 
ซึ่งคงจะเป็นเรื่องยืดเยื้อ มานานแล้ว  
โบราณวัตถุชิ้นนี้เป็นงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี 
อย่างไรก็ควรจะเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นดีที่สุด 
โดยเฉพาะถ้าหากตั้งอยู่ที่ พช.ปราจีนบุรี 
ก็ไม่น่าจะมีปัญหา....
ปัจจุบัน ก็ยังเก็บรักษา อยู่ในวิหารหน้าที่ว่าการอำเภอศรีมโหสถ 
ภาพประกอบ จาก Google