วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

จากพระราชวังลี้ภัยสู่พิพิธภัณฑ์มรดกโลก: ย้อนรอยการปฏิวัติและจุดเปลี่ยนแห่ง "ซาอัดอาบัด" (Sa’ad Abad)

จากพระราชวังลี้ภัยสู่พิพิธภัณฑ์มรดกโลก: ย้อนรอยการปฏิวัติและจุดเปลี่ยนแห่ง "ซาอัดอาบัด" (Sa’ad Abad)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

ประวัติศาสตร์อิหร่านมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มจาก ราชวงศ์กอจาร์ (Qajar Dynasty) ที่ปกครองตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเป็นยุคบุกเบิกการค้าน้ำมันกับต่างชาติ จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอิสลามในสมัย ราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi Dynasty) เมื่อปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) นำโดย อะยาโตเลาะฮ์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini) ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของ "สาธารณรัฐอิสลาม" (Islamic Republic) ท่ามกลางสงครามอ่าวเปอร์เซียระหว่างอิรัก-อิหร่านที่กินเวลานานถึง 8 ปี

หลังการเสียชีวิตของโคไมนีในปี ค.ศ. 1989 อะยาโตเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อ ตามมาด้วยผู้นำอีกหลายท่าน อาทิ ประธานาธิบดีคาตามี (Mohammad Khatami), ราฟซันจานี (Hashemi Rafsanjani) และประธานาธิบดีในขณะนั้นคือ มะมูดห์ อะห์มาดิเนจัด (Mahmoud Ahmadinejad)

ด้วยเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระราชวังซาอัดอาบัด (Sa’ad Abad Palace) ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์และพระราชินีฟาร่าห์ จึงถูกปรับเปลี่ยนมาเป็น พิพิธภัณฑ์ตำหนัก (Sa’ad Abad Palace Museum) และอาคารสำนักงาน ภายหลังการปฏิวัติ พระเจ้าซาร์ได้ลี้ภัยและสิ้นพระชนม์ในอียิปต์ ส่วนพระราชินีฟาร่าห์ประทับอยู่ในฝรั่งเศส และพระราชโอรสประทับอยู่ในอเมริกา พระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยตำหนักต่าง ๆ ถึง 7 หลัง บนเนื้อที่กว้างใหญ่กว่า 410 เฮกต้าร์ (ประมาณ 1,000,000 ตารางเมตร) ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่นและอากาศดี

















































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Sa’ad Abad Complex: เดิมทีถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์กอจาร์และขยายต่อในสมัยปาห์ลาวี ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางการทูตและพิพิธภัณฑ์ที่มีเนื้อที่มหาศาลกว่า 1 ล้านตารางเมตร
  • Iranian Revolution (1979): เหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นสาธารณรัฐอิสลาม ส่งผลให้พระราชวงศ์ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศตามที่ท่านอาจารย์ระบุ
  • Leaders of Iran: รายชื่อผู้นำตั้งแต่อะยาโตเลาะฮ์ โคไมนี จนถึงมะมูดห์ อะห์มาดิเนจัด ช่วยสร้าง Timeline ที่ชัดเจนให้กับผู้อ่านที่สนใจการเมืองตะวันออกกลาง
  • Historical Legacy: การสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าซาร์ในอียิปต์ และการประทับของพระราชินีฟาร่าห์ในฝรั่งเศส เป็นรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ที่ช่วยยืนยันสถานะการลี้ภัยทางการเมืองในระดับสากล

มรดกราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi Dynasty): ยลความงามพระราชวังซาอัดอาบัด (Sa'dabad Palace) และร่องรอยประวัติศาสตร์เปอร์เซีย

มรดกราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi Dynasty): ยลความงามพระราชวังซาอัดอาบัด (Sa'dabad Palace) และร่องรอยประวัติศาสตร์เปอร์เซีย

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 3)
ช่วงหลังอาหารกลางวัน เดินทางต่อไปชม พระราชวังซาอัดอาบัด (Sa'dabad Complex) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พิพิธภัณฑ์ตำหนักขาว" (Mellat Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้เป็นที่ประทับและที่ออกรับรองอาคันตุกะของ ราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi Dynasty)

หากย้อนมองหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิหร่าน จะพบช่วงสมัยที่สำคัญอย่าง ราชวงศ์บูยิด (Buyid Dynasty) ต่อมาในปี ค.ศ. 1220 (พ.ศ. 1763) กองทัพทหาร มองโกล (Mongol Empire) ภายใต้การนำของ เจงกิสข่าน (Genghis Khan) ได้เข้ารุกรานสร้างความเสียหายมากมาย ทว่าในรุ่นลูกหลานอย่าง ราชวงศ์อีลข่าน (Ilkhanate) กลับเป็นผู้ส่งเสริมให้ศาสนาอิสลามรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนแห่งนี้

เปอร์เซียกลับมามีอำนาจอีกครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 15 นำโดย ชาห์ อิสมาอิล (Shah Ismail I) สุลต่านองค์แรกของ ราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid Dynasty) หรือเปอร์เซียที่ 3 ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำของกลุ่มชาว ชีอะห์ (Shia) ก่อนที่ราชวงศ์นี้จะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1772 (พ.ศ. 2315) ซึ่งนับเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่งของเปอร์เซีย




































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Mellat Palace (White Palace): เป็นตำหนักที่ใหญ่ที่สุดในเขตพระราชวังซาอัดอาบัด โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างอิหร่านและยุโรป
  • Safavid Dynasty: มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานนิกายชีอะห์ให้เป็นศาสนาประจำชาติของอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่ออัตลักษณ์ของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
  • Historical Timeline: บันทึกของท่านอาจารย์ได้สรุปช่วงเวลาสำคัญตั้งแต่การรุกรานของมองโกล (ค.ศ. 1220) ไปจนถึงจุดสิ้นสุดของเปอร์เซียในยุคราชวงศ์ซาฟาวิด (ค.ศ. 1772) ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักวิจัยประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง

บันทึกประวัติศาสตร์ในเตหะราน: ยลจารึกคูนิฟอร์ม (Cuneiform) และร่องรอยอารยธรรมโบราณ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอิหร่าน

บันทึกประวัติศาสตร์ในเตหะราน: ยลจารึกคูนิฟอร์ม (Cuneiform) และร่องรอยอารยธรรมโบราณ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอิหร่าน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (2)
หลังจากอิ่มอาหารที่โรงแรมและขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทางโบราณคดี (National Museum of Iran) มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนรายการกะทันหัน เนื่องจากได้รับรายงานว่าบริเวณหน้า พิพิธภัณฑ์พรม (Carpet Museum of Iran) กำลังมีการประท้วงของกลุ่มนักศึกษา จึงตัดสินใจมุ่งหน้ามาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แทน

ในพิพิธภัณฑ์ขณะนั้น กำลังมีการจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญระดับโลก คือ "จารึกอักษรคูนิฟอร์มบนแท่งดินเผา" (Cuneiform Inscription on Clay Tablet) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหลักฐานการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยเป็นการขอยืมมาจาก บริติชมิวเซียม (British Museum) ประเทศอังกฤษ เพื่อนำมาจัดแสดงชั่วคราว

แม้ในทางประวัติศาสตร์แท่งดินเผานี้จะเป็นสมบัติของประเทศ อิหร่าน (Iran) ที่ถูกนำออกไปในช่วงที่อังกฤษเข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้ แต่การจะนำกลับมาอย่างถาวรนั้นยังไม่มีกำหนดที่แน่นอน ผลจากการนำวัตถุชิ้นสำคัญมาจัดแสดง ทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าปกติอย่างมาก มีทั้งการตรวจด้วยเครื่องสแกนและเครื่องตรวจอาวุธ รวมถึงกฎเหล็กที่ห้ามนำกล้องถ่ายรูปและวีดีโอเข้าไปโดยเด็ดขาด ทำให้ต้องฝากอุปกรณ์ทั้งหมดไว้บนรถ











ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • National Museum of Iran: ตั้งอยู่ที่กรุงเตหะราน เป็นแหล่งรวมโบราณวัตถุจากอารยธรรมเปอร์เซียโบราณที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
  • Cuneiform (อักษรลิ่ม): เป็นหนึ่งในระบบการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พัฒนาโดยชาวซูเมอร์ในเมโสโปเตเมีย การปรากฏของจารึกนี้ในอิหร่านสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน
  • British Museum Relations: การยืมโบราณวัตถุระหว่างอิหร่านและอังกฤษในช่วงปี 2553 เป็นประเด็นทางวัฒนธรรมและการทูตที่สำคัญ โดยเฉพาะวัตถุที่เกี่ยวข้องกับ Cyrus Cylinder (ทรงกระบอกของไซรัส) หรือจารึกสำคัญในยุคใกล้เคียงกัน
Security Protocol: มาตรการที่ท่านอาจารย์พบเจอ สะท้อนถึงมูลค่ามหาศาลและความสำคัญทางจิตใจของวัตถุจัดแสดงที่เป็นมรดกโลก


บันทึกยามเช้า ณ เตหะราน (Tehran): สัมผัสอ้อมเขาอันอบอุ่นแห่งเปอร์เซีย (Persia)

บันทึกยามเช้า ณ เตหะราน (Tehran): สัมผัสอ้อมเขาอันอบอุ่นแห่งเปอร์เซีย (Persia)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
[เนื้อหาต้นฉบับ]
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553
อายุได้ ๖๑ ปี ๘ เดือน ๒๑ วัน 
อายุได้ ๒๒,๕๔๑ วัน
ประเทศอิหร่าน (Iran) (ภาษา"เปอร์เซีย" (Persia): Īrān, ایران) 
เป็นประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ 
ซึ่งช่วงก่อนปี พ.ศ. 2478 ชาวตะวันตกเรียกว่า "เปอร์เซีย"
กรุงเตหะราน (Tehran) 
ภาษาเปอร์เซียแปลว่า "อ้อมเขาอันอบอุ่น"
ซึ่งหมายถึงชาวเมืองที่อาศัยอยู่อย่างสงบ
และมีสันติสุขในภูมิภาคนี้ 
เมืองนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเทือกเขาอัลบอร์ช (Alborz Mountains)
ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร 
สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ.900 จากหมู่บ้านเล็กๆ 
และได้รับการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองมาตลอด 
จนกระทั่งสิ้นสุดราชวงศ์ปาห์ลาวี
ตื่น 06 น.เศษ ท้องฟ้าสว่างแล้ว 
เห็นทิวทัศน์เมืองอยู่เชิงลาดของภูเขา 
เป็นตึกรามบ้านช่องหนาแน่นไปหมด 
การจราจรบนท้องถนนก็ไม่ใช่น้อย  
ด้านหลังหรือตะวันตกของกลุ่มเมืองนี้ เป็นภูเขาสูง 
โล่งเลียนเตียนแบบชนิด
ไม่มีใบไม้ใบหญ้าเป็นสีเขียวแซมเลยสักนิด 
นอกจากแถบสีขาวของหิมะ (Snow) ที่เรี่ยรายอยู่บนสันเขาสูง







ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin
  • Tehran (กรุงเตหะราน): เมืองหลวงของ Iran ที่ตั้งอยู่เชิง Alborz Mountains ซึ่งเป็นเทือกเขาที่มียอดเขาสูงที่สุดในเอเชียตะวันตก
  • Geographic Context: ความสูงระดับ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่งผลให้เตหะรานมีสภาพอากาศที่เห็นหิมะปกคลุมยอดเขาได้ชัดเจนแม้อยู่ในเขตเมือง
  • Historical Timeline: การอ้างอิงถึง Persia และ Pahlavi Dynasty ช่วยเชื่อมโยงบันทึกของท่านอาจารย์เข้ากับประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและวัฒนธรรมของโลกสากล











วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

จากพรมวิจิตรสู่พระราชบัลลังก์: ร่องรอยวัฒนธรรมเปอร์เซียในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จากพรมวิจิตรสู่พระราชบัลลังก์: ร่องรอยวัฒนธรรมเปอร์เซีย (Persian Culture) ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

เห็นภาพการซื้อขายผ้า หรือ พรม (Carpet Trading) ในอิหร่าน (Iran)  
แล้วคิดถึง 
พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท (Dusit Sawan Thanya Maha Prasat Hall)
พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ (Phra Narai Ratchaniwet Palace)





[บทความเพิ่มเติมโดย Admin]
ภาพการซื้อขายพรมในอิหร่าน (Iran) หรืออาณาจักรเปอร์เซีย (Persian Empire) ในอดีต  ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีชีวิตทั่วไป แต่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของสินค้าศิลปกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยล่องเรือผ่านมหาสมุทรมาสู่ราชสำนักสยาม (Ayutthaya Kingdom) ความวิจิตรของลวดลายพรมเหล่านี้ชวนให้เราย้อนรำลึกถึง พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ณ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี (Lopburi)
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (King Narai the Great) สยามและเปอร์เซียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการทูตและการค้า ส่งผลให้สถาปัตยกรรมไทยในยุคนั้นมีการผสมผสานศิลปะแบบตะวันออกกลางและยุโรปเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะการออกแบบช่องหน้าต่างและประตูทรงโค้งแหลม (Pointed Arch) หรือ ศิลปะแบบกอทิก (Gothic Art) รวมถึงการประดับประดาพระราชวังที่มักมีการนำผ้าและพรมทออย่างดีมาใช้ประดับเพิ่มความสง่างามตามแบบสากลนิยม (International Style) ในยุคนั้น
ร่องรอยอิฐสีส้มและช่องโค้งที่ยังคงปรากฏให้เห็น ณ พระราชวังเมืองละโว้ (Lavo) จึงเป็นเสมือนพยานหลักฐานของยุคสมัยที่สยามเปิดประตูรับอารยธรรมโลก และเป็นจุดเชื่อมโยงความคิดจากภาพพรมผืนงามในอิหร่าน สู่มหาปราสาทอันเกรียงไกรของไทย

มุมมองประวัติศาสตร์:
การพินิจพิเคราะห์ความเชื่อมโยงของภาพศิลปะในบทความนี้ สะท้อนให้เห็นว่า "รายละเอียดเพียงเล็กน้อย คือกุญแจสำคัญของการชำระประวัติศาสตร์" เช่นเดียวกับการศึกษาประเด็นสำคัญเรื่องสถานที่สวรรคตของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (King Naresuan the Great) ซึ่งจากการค้นคว้าล่าสุดและหลักฐานใหม่ได้ชี้ชัดไปยัง "เมืองแหน" (Muang Hae (Muang Hang) located in Wiang Haeng, Chiang Mai, Thailand) อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ไทยให้มีความสมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับข้อมูลเดิมที่เคยรับรู้กันมา