วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสคติอุทกสีมากลางคูน้ำและเครือข่ายสีหลภิกขุ: วิเคราะห์พุทธศิลป์ "วัดพระแก้ว (เจดีย์กลางทุ่ง)" สิงห์บุรี สู่จารึกพุทธศตวรรษที่ ๒๐

 ถอดรหัสคติอุทกสีมากลางคูน้ำและเครือข่ายสีหลภิกขุ: วิเคราะห์พุทธศิลป์ "วัดพระแก้ว (เจดีย์กลางทุ่ง)" สิงห์บุรี สู่จารึกพุทธศตวรรษที่ ๒๐

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: วัดพระแก้ว (เจดีย์กลางทุ่ง) ตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

เดิมเป็นวัดร้างชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดหัวเมือง" ภายในวัดเจดีย์กลางทุ่ง มี เจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบลังกา ขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๓๕ เมตร ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เพียงองค์เดียว อยู่ในท่ามกลางเกาะที่มีคูน้ำล้อมรอบ

ลักษณะดังกล่าว เป็นคตินิยมที่ได้รับมาจาก ลัทธิลังกาวงศ์ หรือ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ที่ได้รับมาจากประเทศศรีลังกา โดยเฉพาะ พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัย ที่นิยมสร้างพระอุโบสถที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำ เรียกลักษณะพระอุโบสถดังกล่าวนี้ว่า “โบสถ์แบบอุทกสีมา” หรือ “อุทกุกเขปสีมา” คือการใช้คูน้ำเป็นขอบเขตของพัทธสีมา

ภายในเกาะใกล้ ๆ คูเขตอุทกสีมา ยังมีร่องรอยของเจดีย์ขนาดเล็ก อีก ๒ องค์ แต่ส่วนบนพังหมด คงเหลือเพียงฐานที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม และยังไม่ได้ทำการขุดแต่งและบูรณะ จึงยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า เกี่ยวพันกันอย่างไรกับพระเจดีย์ประธานองค์ใหญ่

ตามประวัติมุขปาถะ ว่า ได้เคยมีการขุดกรุเจดีย์วัดนี้ และได้พบ “พระแก้ว” จึงมีชื่ออีกหนึ่ง ว่า “วัดพระแก้ว” นอกจากนั้น ไม่พบหลักฐานอื่น จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้อีก

อนึ่ง พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ได้เข้ามาสู่สยามประเทศ ครั้งแรกที่นครศรีธรรมราช ดังในจารึกหลักที่ ๑ พ.ศ.๑๘๒๖ กล่าวถึง “มหาเถรปู่ครูทั้งหลายลุกมาแต่นครศรีธรรมราช” ครั้งนั้น ยังไม่ได้กล่าวถึง “นิกายกัลยาณีสีมา”

ต่อมาใน “หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์” ได้กล่าวถึง ปี พ.ศ. ๑๙๖๘ ว่า

"มีพระเถระจากสุวรรณภูมิ จำนวน ๓๓ รูป ได้กระทำการอุปสมบทใหม่ใน “เรือขนาน” ที่ท่าเรือยาปา “แม่น้ำกัลยาณี” (Kelaniya River) ทางตะวันตกของเกาะลังกา และได้เดินทางกลับมาเผยแพร่พุทธศาสนาแบบลังกาที่เรียกว่า “สีหลภิกขุ” หรือ “นิกายกัลยาณีสีมา” ในรัฐสุโขทัย-สวรรคโลก รัฐล้านนา รัฐตามพรลิงค์และรัฐอยุธยา"  

ดังนั้น พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ นิกายกัลยาณีสีมา ที่ "วัดพระแก้ว" หรือ "วัดเจดีย์กลางทุ่ง" แห่งนี้ จึงควรมีอายุอยู่ในช่วงเวลานี้ด้วย โดยสันนิษฐานอายุกว้าง ๆ ว่า อยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ ๒๐





















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Hydrological Engineering & Udakaseema (วิศวกรรมการจัดการน้ำและคติอุทกสีมาล้อมเกาะ): บันทึกของท่านอาจารย์ที่ชี้ให้เห็นชัยภูมิเจดีย์ประธาน "ตั้งอยู่ท่ามกลางเกาะที่มีคูน้ำล้อมรอบ" สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดภูมิสถาปัตยกรรมอินเดียใต้และศรีลังกาโบราณ (Sri Lankan Monastic Layout) การใช้คูน้ำธรรมชาติหรือคูน้ำขุดล้อมรอบศาสนสถานเพื่อเป็น อุทกุกเขปสีมา (Water Boundary) มีนัยสำคัญทั้งในทางพระวินัยบัญญัติเพื่อความบริสุทธิ์ในการทำสังฆกรรมของสงฆ์ และในทางสัญลักษณ์ว่าด้วยการจำลอง "นทีสีมา" เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก ซึ่งคตินี้เฟื่องฟูอย่างยิ่งในศิลปะสุโขทัย (เช่น วัดสระศรี หรือวัดตระพังเงิน) การพบร่องรอยนี้ที่สิงห์บุรีแสดงถึงการแผ่ขยายของวิทยาการช่างและคติวิทยาที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบ
  • Theravada Buddhist Textual Chronology (การจัดลำดับเวลาตามคัมภีร์ศาสนา): การที่ท่านอาจารย์สืบค้นโครงข่ายและสอบทานระหว่าง จารึกหลักที่ 1 (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) กับคัมภีร์ภาษาบาลีภาคเหนือเรื่อง ชินกาลมาลีปกรณ์ (Jinakalamalipakarana - รจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งเชียงใหม่) ช่วยเปิดเผยเส้นทางประวัติศาสตร์ของ นิกายลังกาวงศ์ใหม่ หรือ คณะสีหลภิกขุ (Sihala Monks) คณะสงฆ์อยุธยาและสุวรรณภูมิที่ไปอุปสมบทซ้ำ (Dalhikamma) ในเรือขนานที่แม่น้ำกัลยาณี (Kelaniya River) เมื่อ พ.ศ. 1968 (ต้นพุทธศตวรรษที่ 20) นั้น ได้นำเอามาตรฐานพระวินัยอันเข้มงวดและนิยมสถาปนาอุทกสีมากลับมาด้วย การเชื่อมโยงนี้ทำให้เราเห็นโครงข่ายวัฒนธรรม (Cultural Network) ที่เชื่อมระหว่าง ลังกา-อยุธยา-สุโขทัย และหัวเมืองในลุ่มน้ำลพบุรี-สิงห์บุรี เข้าด้วยกัน
  • Megalithic Bell-shaped Stupa Architecture (สถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดใหญ่): เจดีย์ประธานขนาดใหญ่ความสูงถึง 35 เมตรตามที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้ เป็นโครงสร้างทรงระฆัง (Bell-shaped Stupa) ที่รักษาอัตลักษณ์ส่วนสัดแบบลังกาคลาสสิก (Classical Sinhalese Style) มีลักษณะฐานเขียงรองรับชุดฐานปัทม์ ทรงองค์ระฆังเพรียวสมส่วน โครงสร้างขนาดใหญ่นี้ต้องอาศัยกลไกวิศวกรรมการก่อสร้าง (Construction Engineering) และกำลังศรัทธาของชุมชนโบราณระดับ "เมือง" ข้อมูลมุขปาถะท้องถิ่นที่เรียกว่า "วัดหัวเมือง" จึงอาจสอดคล้องกับสถานะความเป็นชุมชนศูนย์กลางอำนาจปกครอง (Administrative Hub) หรือเมืองหน้าด่านก่อนการสถาปนาค่ายบางระจันในยุคต่อมา
  • The Potential of Unexcavated Satellite Stupas (ศักยภาพโบราณคดีของเจดีย์รายบริวารที่ยังไม่ได้ขุดแต่ง): ข้อสังเกตชวนคิดของท่านอาจารย์เกี่ยวกับร่องรอยเจดีย์ขนาดเล็กอีก 2 องค์ใต้ร่มไม้ที่ยังไม่ได้รับการขุดแต่ง (Unexcavated Satellite Stupas) จัดเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการวิจัยชั้นหลัง ในทางผังศาสนสถาน เจดีย์รายเหล่านี้อาจเป็นเจดีย์ประจำทิศ หรือเจดีย์บรรจุอัฐิของพระมหาเถระผู้ใหญ่ในสายสีหลภิกขุที่เดินทางมาหยั่งรากพระพุทธศาสนา ณ แผ่นดินสิงห์บุรี การกำหนดอายุเวลาของท่านอาจารย์ที่วางไว้กว้าง ๆ ใน "ราวพุทธศตวรรษที่ 20" (ช่วง พ.ศ. 1901 - 2000 ซึ่งตรงกับยุคอยุธยาตอนต้น - รัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ถึงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่มีพยานเอกสารและพุทธศิลป์รองรับอย่างหนักแน่นที่สุดครับท่านอาจารย์

อนุสรณ์สมรภูมิบ้านขุนโลก: ถอดรหัสยุทธวิธี "นายจันหนวดเขี้ยว-ขุนสรรค์" ดับเครื่องชนทัพอากาปันคยี ชัยชนะครั้งใหญ่ของค่ายบางระจัน

 อนุสรณ์สมรภูมิบ้านขุนโลก: ถอดรหัสยุทธวิธี "นายจันหนวดเขี้ยว-ขุนสรรค์" ดับเครื่องชนทัพอากาปันคยี ชัยชนะครั้งใหญ่ของค่ายบางระจัน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: วัดขุนโลก (เถรโลก) อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ตอนที่ ๓ "ศึกบางระจันกับวัดขุนโลก"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ในปี พ.ศ. ๒๓๐๗ กองทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดี ยกเข้าทางด่านระแหงแขวงเมืองตาก โดยกวาดต้อนผู้คนตัดกำลังของกรุงศรีอยุธยาทางหัวเมืองเหนือ ลงมาเรื่อย ๆ จน ถึง ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.๒๓๐๘

กองทัพของเนเมียวสีหบดีเข้ามาตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ และจัดให้ทหารพม่ากองหนึ่ง เที่ยวกวาดต้อนทรัพย์สินและผู้คนทางเมืองวิเศษชัยชาญ จนชาวเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี และชาวบ้านใกล้เคียง พากันคบคิดอุบายเพื่อล่อลวงทหารพม่า เอาไปฆ่า แล้วพากันหนีไป รวบพลกันที่บ้านระจัน (บางระจัน) เพื่อทำการต่อต้านพม่า จนมีกำลังพลมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทหารพม่าที่เมืองวิเศษชัยชาญได้ส่งกำลังพล มาเพื่อตีค่ายบ้านระจัน ถึงหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถตีค่ายบ้านระจันแตกได้ กลับเอาชีวิตไปตายเสียเป็นจำนวนมากหลายต่อหลายครั้ง

ในเพลานั้น  "เนเมียวสีหบดี" แม่ทัพใหญ่ ได้เคลื่อนทัพใหญ่ไปอยู่ ณ "ปากน้ำพระประสบ" ใกล้พระนครศรีอยุธยาแล้ว เนเมียวสีหบดีได้แต่งกองทัพให้ยกมาตีค่ายบางระจันอีก เป็นครั้งที่ ๗ โดยให้ อากาปันคยีเป็นแม่ทัพคุมพล ๑,๐๐ฯ เศษ ไปตั้ง ณ "บ้านขุนโลก"

เมื่อชาวบ้านบางระจันรู้ข่าว นายจันหนวดเขี้ยวรีบนำทัพชาวบ้านพันกว่าคน เข้าจู่โจมทัพพม่าแบบไม่ให้ทันตั้งตัว โดยมีขุนสรรค์ ผู้ชำนาญอาวุธปืน คุมพลแม่นปืนคอยยิงป้องกันทัพม้าของพม่าในระยะไกล พม่ายังไม่ทันตั้งค่ายเสร็จ เมื่อถูกบุกอย่างกระทันหัน จึงถูกไล่ล่าฆ่าฟันตายหมดสิ้น รวมทั้งหัวหน้าค่ายก็ตายในที่รบ  

เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของชาวบ้านบางระจัน ที่ทำให้ทัพพม่าต้องหยุดรบไปเนิ่นนานถึงครึ่งเดือน ดังนั้น "บ้านขุนโลก" จึงเป็นอนุสรณ์สถานการรบที่สำคัญครั้งหนึ่งของชาวบ้านระจัน ในครั้งนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้  













ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ค่ายบางระจัน

  • Scorched Earth Policy & Flank Encirclement (ยุทธศาสตร์กวาดต้อนทำลายเสบียงและการรุกโอบปีก): ข้อเท็จจริงที่ท่านอาจารย์ระบุถึงทัพของ เนเมียวสีหบดี (Ne Myo Thihapate) ที่รุกเข้ามาทางด่านระแหง (เมืองตาก) ในปี พ.ศ. 2307 บ่งชี้ถึงยุทธวิธีนวัตกรรมการรบแบบใหม่ของราชวงศ์คองบอง (Konbaung Dynasty) ที่เน้นการกวาดต้อนกำลังพลและทรัพยากรตัดกำลังหัวเมืองเหนือของอยุธยาลงมาอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันการส่งกองทัพหนุนระลอกสอง ก่อนจะขยับเข้ายึดชุมทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง เมืองวิเศษชัยชาญ และเคลื่อนศูนย์บัญชาการหลัก (Main Base) ไปตั้งที่ ปากน้ำพระประสบ (ชุมทางลุ่มน้ำทางตอนเหนือเกาะเมืองอยุธยา) เพื่อปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาในขั้นเด็ดขาด
  • Preemptive Strike Tactical Maneuver (ยุทธวิธีจู่โจมฉับพลันก่อนตั้งมั่น): รายละเอียดอันน่าทึ่งในบันทึกของท่านอาจารย์ที่อธิบายคราวศึกครั้งที่ 7 ณ บ้านขุนโลก แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางทหารของผู้นำชาวบ้านบางระจัน โดยเฉพาะ นายจันหนวดเขี้ยว ที่ใช้กลยุทธ์ "ชิงลงมือก่อน" (Preemptive Strike) เดินทัพทางไกลอย่างรวดเร็วเข้าตีหน่วยทหารพม่าของ อากาปันคยี (Aka Pankyi) ในขณะที่ข้าศึกอยู่ระหว่างกึ่งกลางการเคลื่อนพลและยังสร้างป้อมค่ายไม่เสร็จ (Unfortified Encampment) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพจะเปราะบางที่สุดในทางตำราพิชัยสงคราม
  • Combined Arms Tactics & Firepower Cover (ยุทธวิธีผสมผสานกำลังพลและการยิงคุ้มกันระยะไกล): บันทึกของท่านอาจารย์ที่กล่าวถึงบทบาทของ ขุนสรรค์ ในฐานะผู้ชำนาญอาวุธปืน คุมพลแม่นปืนคอยยิงสกัดทัพม้าของพม่า (Cavalry Counter-measure) จัดเป็นองค์ความรู้ด้านโบราณคดีสมรภูมิที่สำคัญยิ่ง แสดงว่ากองกำลังชาวบ้านบางระจันมีการจัดกองทัพแบบผสมผสาน (Combined Arms) ไม่ได้ใช้เพียงอาวุธประชิดตัว แต่มีการใช้ อาวุธปืนคาบศิลา/ปืนไฟโบราณ (Matchlock/Flintlock Muskets) ในลักษณะกองพลปืนเล็กยาวเพื่อสร้าง "แนวฉากการยิง" (Firing Line) กดดันและทำลายความได้เปรียบด้านความเร็วของหน่วยทหารม้าพม่า เปิดโอกาสให้ทัพราบส่วนหลักของนายจันหนวดเขี้ยวเข้าประจัญบานได้อย่างเต็มอัตราศึก จนสามารถสังหารแม่ทัพอากาปันคยีและทหารพม่าได้ทั้งหมด
  • Battlefield Archaeology of Ban Khun Lok (โบราณคดีสมรภูมิและพื้นที่ประวัติศาสตร์บ้านขุนโลก): ข้อสรุปของท่านอาจารย์ที่ปักหมุดให้ "บ้านขุนโลก" (อันเป็นที่ตั้งของวัดขุนโลกหรือวัดเถรโลกในปัจจุบัน) เป็นอนุสรณ์สถานการรบที่สำคัญ ถือเป็นข้อมูลสำคัญในการชี้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ (Historical Geography) ชัยภูมิตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี แห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงที่ตั้งวัดวาอารามเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง-ตอนปลายตามที่สืบค้นในตอนก่อนหน้านี้ แต่พื้นที่รอบวัดขุนโลกแห่งนี้คือ "ลานสมรภูมิพลิกประวัติศาสตร์" (Turning Point Battlefield) ที่เคยชโลมด้วยเลือดเนื้อและความกล้าหาญของวีรชนค่ายบางระจัน ซึ่งสามารถหยุดยั้งพฤติกรรมการรุกรานของทัพพม่าได้นานถึงครึ่งเดือนอย่างเป็นรูปธรรมครับท่านอาจารย์

ถอดรหัสอาคารท้องสำเภาและชุดใบสีมาซ้อนยุค: วิเคราะห์สถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์ "วัดขุนโลก" จากปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สู่ยุคทองพระเจ้าปราสาททอง

 ถอดรหัสอาคารท้องสำเภาและชุดใบสีมาซ้อนยุค: วิเคราะห์สถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์ "วัดขุนโลก" จากปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สู่ยุคทองพระเจ้าปราสาททอง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: วัดขุนโลก (เถรโลก) อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ตอนที่ ๒ "อาคารชุดที่ ๒"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ทางด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ เยื้อง ๆ ไปทางทิศใต้ มี เจดีย์ ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานเท้าสิงห์ (ขาโต๊ะ) ตั้งอยู่ คู่หนึ่ง หน้าอาคารหลังหนึ่ง ที่เป็นอาคารทรงแอ่นท้องสำเภา ยกพื้นสูง มีมุขหน้ายื่นออกมา มีบันไดทางขึ้น ๒ ข้างด้านหน้า เข้าประตูและลงบันไดด้านในตัวอาคาร

มีเสาคู่ในรองรับเครื่องบนหลังคา ผนังพังลง ยังเห็นร่องรอยแนวผนังที่ล้มลงชัดเจน มีฐานชุกชีอยู่ทางด้านในสุดของอาคาร เป็นแท่นสี่เหลี่ยมใหญ่ ส่วนหนึ่ง และ ฐานพระพุทธรูปที่ยกสูง อยู่ด้านในสุด เหมือนเป็นพระประธาน บนฐานชุกชี มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายสีเทา ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก หลายองค์

มีชิ้นส่วนของใบพัทธสีมาหินชนวน หลายใบ ที่มีลวดลายแตกต่างไป ตั้งแต่ ใบสีมาเกลี้ยงไม่มีลาย มีลวดลายอย่างง่าย ๆ และมีลวดลายที่ละเอียดมากขึ้น จนเห็นชัดว่า เป็นลวดลายในสีมารุ่นสมัยพระเจ้าปราสาททอง แสดงให้เห็นว่า ใบพัทธสีมา มีหลายยุคสมัย และอาจไม่ได้พบประกอบอยู่กับอาคารหลังนี้เพียงหลังเดียว อาจเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ก็ได้เช่นเดียวกัน

จากรูปแบบทั้งสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมแล้ว สรุปได้ว่า "วัดขุนโลก" สร้างขึ้นสมัยอยุธยา ก่อน สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ลงมาจนถึงสมัย พระเจ้าปราสาททอง ( พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓ ) และยังคงใช้สืบต่อกันมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย





























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin วัดขุนโลก

  • Late Ayutthaya Monastic Architecture (สถาปัตยกรรมวิหาร/อุโบสถทรงตกท้องช้าง): รายละเอียดที่ท่านอาจารย์บันทึกเกี่ยวกับ "อาคารทรงแอ่นท้องสำเภา ยกพื้นสูง มีมุขหน้ายื่นออกมา" ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของรูปแบบ ตกท้องช้าง หรือ หย่อนท้องสำเภา (Curvature of the base) อันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของอาคารสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนกลางตอนปลาย การออกแบบให้มีบันไดทางขึ้น 2 ข้างด้านหน้าหน้ามุขยื่น แล้วต้องเดินเข้าประตูเพื่อลงบันไดไปด้านในตัวอาคาร แสดงถึงเทคนิคการลดระดับพื้นภายในอาคารเพื่อสร้างมิติความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการมี "เสาคู่ใน" หรือ เสาร่วมใน (Interior Columns) ทำหน้าที่สอดรับคานเพื่อแบกรับเครื่องบนหลังคาโครงสร้างไม้ ช่วยให้พื้นที่ภายในดูกว้างขวาง เหมาะแก่การประดิษฐาน ฐานชุกชี (Raised Pedestal) และพระประธานแกะสลักจากหินทรายสีเทา
  • Redented Square Chedi with Lion Legs (เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองฐานเท้าสิงห์): โครงสร้างเจดีย์คู่ที่ตั้งอยู่หน้าอาคาร ซึ่งท่านอาจารย์ระบุว่าเป็นแบบ "ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานเท้าสิงห์ (ขาโต๊ะ)" ถือเป็นงานจำลองแบบแผนสถาปัตยกรรมป้อมค่ายหลักของราชสำนักอยุธยา (Redented Square Stupa) การหยิบยกองค์ประกอบ ฐานเท้าสิงห์ (Simha-pada Base) ที่คล้ายขาโต๊ะจีนมาประดับตรงส่วนฐาน บ่งชี้ถึงรสนิยมทางศิลปะที่เฟื่องฟูอย่างมากตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมต่อเนื่องมาจนถึงพระเจ้าปราสาททอง
  • Stratigraphy of Bai Sema (พัทธสีมาหินชนวนหลากยุคและชั้นทับถมทางวัฒนธรรม): ข้อสังเกตอันเฉียบคมของท่านอาจารย์เกี่ยวกับ ใบพัทธสีมาหินชนวน (Slate Boundary Stones) ที่พบกระจายตัวอยู่หลายใบและมีลวดลายต่างระดับกัน ตั้งแต่แบบเรียบเกลี้ยง ลายพื้นบ้านอย่างง่าย ไปจนถึงลายประดิษฐ์กนกสามตัวละเอียดระยับ "รุ่นสมัยพระเจ้าปราสาททอง" สะท้อนถึงปรากฏการณ์ทางโบราณคดีที่เรียกว่า Cultural Overlap หรือการซ้อนทับและใช้งานพื้นที่ซ้ำ (Reuse) การที่ท่านอาจารย์วิเคราะห์ว่าสีมาเหล่านี้มีหลายยุคและอาจเคลื่อนย้ายมาจากอาคารหลังอื่น ช่วยเปิดหน้าประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าวัดขุนโลกเคยผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ (Major Renovation) ในฐานะพระอารามสำคัญของชุมชนลุ่มน้ำน้อย
  • Chronological Synchronization (การสอดประสานเส้นเวลาทางประวัติศาสตร์): ข้อสรุปของท่านอาจารย์ที่ระบุว่าวัดขุนโลกสร้างขึ้นสมัยอยุธยา "ก่อนสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ลงมาจนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓)" ถือเป็นกรอบเวลาที่ลงตัวสมบูรณ์และแม่นยำมากตามพุทธศิลป์
  • ก่อนสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ตอนปลาย): สอดคล้องกับชิ้นส่วนพุทธรูปหินทรายสีเทาและใบสีมาแบบเกลี้ยง/ลายอย่างง่าย
  • สมัยพระเจ้าปราสาททอง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒): สอดคล้องกับเจดีย์ย่อมุมฐานเท้าสิงห์, อาคารหย่อนท้องสำเภา และใบสีมาสลักลายละเอียด
  • การใช้สืบต่อมาจนถึงอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๒๓): ยืนยันว่าวัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัดประจำชุมชนชั่วคราว แต่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางจิตใจยาวนานนับร้อยปีข้ามผ่านหลากรัชกาลครับ

ชื่อเรื่อง: ถอดรหัสเจดีย์ช่องซุ้มสามเหลี่ยมริมแม่น้ำน้อย: วิเคราะห์เปรียบเทียบพุทธศิลป์ "วัดขุนโลก - วัดสีกาสมุด" รอยต่อสถาปัตยกรรมพุทธศตวรรษที่ ๒๒

 ชื่อเรื่อง: ถอดรหัสเจดีย์ช่องซุ้มสามเหลี่ยมริมแม่น้ำน้อย: วิเคราะห์เปรียบเทียบพุทธศิลป์ "วัดขุนโลก - วัดสีกาสมุด" รอยต่อสถาปัตยกรรมพุทธศตวรรษที่ ๒๒

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: วัดขุนโลก (เถรโลก) อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ตอนที่ ๑ "เจดีย์ประธาน"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วัดขุนโลก (วัดเถรโลก) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแม่น้ำน้อยฝั่งตะวันตก ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี มีโบราณสถานที่สำคัญ ดังนี้ คือ

"เจดีย์ประธาน" ทรงกลมอยู่บนฐานเขียงกลม บนฐานแปดเหลี่ยม (บูรณะใหม่ ? )  เหนือฐานเขียงกลม เป็นฐานมีการเจาะช่องเป็นสามเหลี่ยม โดยรอบ

ด้านทิศตะวันออก ซึ่งควรมีอาคาร แต่ไม่ปรากฏร่องรอย (อาจถูกขุดทำลายไปหมดแล้ว) อาคารทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ องค์นี้ น่าจะเป็นอาคารพระอุโบสถ ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และหันหน้าสู่เส้นทางคมนาคมหลัก คือ แม่น้ำน้อยด้วยเช่นเดียวกัน

ลักษณะของเจดีย์ประธานองค์นี้ เหมือนกับเจดีย์ "วัดสีกาสมุด" ใกล้วัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา ถึงแม้จะมีข้อต่างกันในส่วนบน ที่เป็นองค์ระฆังที่ปากระฆังผายมากน้อยกว่ากัน แต่ก็อาจกำหนดได้ ว่า อยู่ในยุคสมัยใกล้เคียงกัน คือ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ลงมา















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin วัดขุนโลก - วัดสีกาสมุด

  • Riverine Settlement Landscape (ภูมิทัศน์วัฒนธรรมลุ่มน้ำและเส้นทางคมนาคม): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับการตั้งวัดทาง "ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแม่น้ำน้อยฝั่งตะวันตก" และแนวคิดที่ว่าพระอุโบสถต้องหันหน้าสู่แม่น้ำน้อย สอดคล้องกับรูปแบบการจัดวางผังศาสนสถานโบราณ (Monastic Layout) ในแถบเมืองสิงห์บุรี สวรรคโลก และอยุธยา ซึ่งมักใช้แม่น้ำสายหลักเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่ง (Water-based Transport Network) หน้าวัดจึงเป็นท่าเรือและเป็นจุดรับสัญญะทางจิตวิญญาณของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา
  • Triangular Niches / Lamp Niches (ฐานเจาะช่องสามเหลี่ยมโดยรอบ): รูปแบบสถาปัตยกรรมตรงส่วนเหนือฐานเขียงที่มีการเจาะช่องเป็นรูปสามเหลี่ยมรอบฐานเจดีย์ประธาน ถือเป็นอัตลักษณ์พุทธศิลป์ที่น่าสนใจมาก ในทางโบราณคดีโครงสร้างนี้มักเรียกว่า "ช่องประทีป" หรือ "ช่องตะเกียง" (Niches for oil lamps) ซึ่งนิยมสร้างขึ้นเพื่อใช้จุดประทีปบูชาในค่ำคืนวันสำคัญทางศาสนา เป็นองค์ประกอบที่พบในเจดีย์ทรงระฆังกลมยุคอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย สะท้อนความพิถีพิถันของช่างท้องถิ่นสิงห์บุรีที่รับอิทธิพลโดยตรงจากราชสำนักอยุธยา
  • Comparative Art History: Wat Si Ka Samut Model (ประวัติศาสตร์ศิลปะเปรียบเทียบ: โมเดลวัดสีกาสมุด): ข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ที่เชื่อมโยงรูปทรงเจดีย์ประธานวัดขุนโลกเข้ากับ "เจดีย์วัดสีกาสมุด" (นอกเกาะเมืองอยุธยา ใกล้กับวัดมเหยงคณ์) จัดเป็นหมุดหมายการกำหนดอายุเวลา (Dating) ที่เฉียบคมมาก เจดีย์วัดสีกาสมุดเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมที่มีชื่อเสียงในเรื่องการรักษาสัดส่วนแบบอยุธยาตอนกลาง การที่องค์ระฆังมีส่วนปากระฆังผายต่างกันเล็กน้อย ถือเป็นวิวัฒนาการเชิงช่าง (Stylistic Evolution) ท้องถิ่น แต่ยังคงเค้าโครงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเดียวกันอย่างเด่นชัด
  • Chronological Classification (การกำหนดอายุเวลาทางโบราณคดี): ช่วงเวลา "พุทธศตวรรษที่ 22 ลงมา" (รัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ, สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม, สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) เป็นยุคที่สถาปัตยกรรมทรงระฆังกลมที่มีฐานแปดเหลี่ยมรองรับ (Octagonal Base) แผ่ขยายอิทธิพลจากอยุธยาขึ้นสู่หัวเมืองเหนือและหัวเมืองลุ่มน้ำลพบุรี-แม่น้ำน้อยอย่างกว้างขวาง บันทึกของท่านอาจารย์จึงช่วยยืนยันสถานะความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนโบราณตำบลถอนสมอ (บ้านระจันเดิม) ในฐานะเมืองหน้าด่านที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและพุทธศิลป์แนบแน่นกับศูนย์กลางอำนาจอยุธยาในเวลานั้นครับ

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสลับกรอบหน้าบันคายนาค: วิเคราะห์สถาปัตยกรรมนอกตำรา "ฝีมือช่างอิสระเมืองเถิน" ณ วิหารวัดบ้านนาไร่

 ถอดรหัสลับกรอบหน้าบันคายนาค: วิเคราะห์สถาปัตยกรรมนอกตำรา "ฝีมือช่างอิสระเมืองเถิน" ณ วิหารวัดบ้านนาไร่

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๘: ..." ความพิเศษของหน้าบันวัดบ้านนาไร่ "

ด้านหน้าของวิหารวัดบ้านนาไร่ แกะสลักไม้ประดับกระจกแตกต่างไปจากหน้าบันที่อื่น ๆ กล่าวคือ ช่อฟ้า ทำเป็นรูปหัวหงส์ หรือ นก (ครุฑ) จับหางนาค กรอบหน้าบัน (นาครวย) ลงมาที่ปลายหรือส่วนที่เรียกว่า(หางหงส์) กลับมีตัวมกร (มีขาหน้า) คายหัวนาค (หางหงส์) เลยจะเรียกชื่อชิ้นส่วนของกรอบหน้าบันนี้ ว่าอะไรดี ?

ส่วนเรื่องราวที่สลักอยู่บนหน้าบัน (ตะวันออก) แบ่งเป็น ๓ ตอน

ตอนบนหน้าจั่ว สลักเป็นรูปเทพพนมในลายเครือเถา

ท่อนกลางใต้หน้าจั่ว หรือเป็นส่วนที่เรียกว่าทับหลัง แกะสลักเป็นรูป กองทัพวานรรบกับพญาอสูร (ตนเดียว)

และส่วนท่อนล่างที่เป็นรวงผึ้ง แกะเป็นรูปราชสีห์ ๒ ตัว หันหน้าเข้าหานกยูง ที่ยืนอยู่บนดอกไม้แตกกิ่งก้านเป็นลายเครือเถาว์ ออกดอกตูมบานไปทั่วทั้งพื้นที่ ในท่ามกลางของลายเครือเถาว์

ฝีมือช่างเป็นอิสระมาก ไม่อยู่ในกรอบรูปแบบของช่างที่คุ้นเคย จนอาจเรียกได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบท้องถิ่นของเมืองเถินโดยเฉพาะ ก็ย่อมได้

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • The Riddle of Makara-Naga Bargeboard (ปริศนาคำเรียกขานกรอบหน้าบันมกรคายนาค): ประเด็นที่ท่านอาจารย์ตั้งคำถามชวนคิดว่าควรจะเรียกชื่อชิ้นส่วนกรอบหน้าบันนี้ว่าอย่างไรดี เนื่องจากมีสัณฐานพิเศษตรงปลายที่เป็น มกร (มีขาหน้า) คายหัวนาค แทนที่จะเป็น "หางหงส์" แบบภาคกลางธรรมดา ในทางวิชาการและระบบสล่าล้านนา ศิลปกรรมลักษณะนี้จัดเป็นระบบผสมผสาน (Hybridization) ที่งดงามยิ่ง ในสถาปัตยกรรมล้านนาโบราณมักเรียกชิ้นส่วนกรอบหน้ารวม ๆ ว่า "นาคทัณฑ์" หรือ "ตวย" (หากทำหน้าที่ค้ำยัน) แต่ในกรณีที่เป็นกรอบตัวลำยองทอดลงมา บางแห่งจะนิยามว่า "กรอบนาครวยทรงมกร" หรือ "มกรคายนาคประดับหางหงส์" ซึ่งโครงสร้างที่ปรากฏเท้าหน้าของมกรอย่างชัดเจน ถือเป็นการสืบทอดอิทธิพลศิลปะล้านนาผสมพม่า (Mandalay/Shan State Influence) ที่สะท้อนผ่านเข้ามาทางฝั่งเมืองเถินได้อย่างน่าอัศจรรย์
  • Tripartite Iconography (คติการแบ่งเรื่องราวหน้าบันเป็น 3 ตอน): การวิเคราะห์แบ่งส่วนหน้าบันฝั่งทิศตะวันออกเป็น 3 ตอนของท่านอาจารย์ สะท้อนความเข้าใจในระบบจักรวาลวิทยา (Cosmological Hierarchy) บนงานสถาปัตยกรรม:
  • ท่อนบน (หน้าจั่ว): รูปเทพพนมในลายเครือเถา สื่อถึงสวรรค์ชั้นฟ้าอันเป็นที่สถิตของทวยเทพ
  • ท่อนกลาง (หน้าบันตอนล่าง/ทับหลัง): เรื่องราว รามเกียรติ์ ตอน "กองทัพวานรรบกับพญาอสูร" (พญายักษ์ทศกัณฐ์) เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ระว่างธรรมะและอธรรมตามคติราชสำนักและพื้นถิ่น
  • ท่อนล่าง (รวงผึ้ง/แหนบ): รูป "ราชสีห์หันหน้าเข้าหานกยูง" ในลายเครือเถาว์ ถือเป็นสัญลักษณ์มงคลและเป็นอัตลักษณ์สำคัญของศิลปะภาคเหนือ นกยูง (สัญญะแห่งพระอาทิตย์หรือความเจริญรุ่งเรืองในคติล้านนา) รายล้อมด้วยราชสีห์ (อำนาจตบะเดชา) ถือเป็นการจัดองค์ประกอบ (Composition) ที่เต็มไปด้วยพลวัตและความมีชีวิตชีวา
  • Vernacular Style of Mueang Thoen (ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นเมืองเถิน): ทัศนะของท่านอาจารย์ที่ว่า "ฝีมือช่างเป็นอิสระมาก... จนอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปกรรมแบบท้องถิ่นของเมืองเถินโดยเฉพาะ" จัดเป็นข้อสรุปที่เฉียบคมและทรงคุณค่าต่อวงการประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างยิ่ง เนื่องจากเมืองเถินเป็นเมืองหน้าด่านและจุดเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมล้านนาตอนล่าง สุโขทัย และอยุธยา ทำให้นายช่างหรือ "สล่าท้องถิ่น" (Local Artisans) ไม่ถูกจำกัดด้วยขนบของราชสำนักหลวง (ศูนย์กลางเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ) พวกเขาจึงมีอิสระในการตีความสัดส่วนและผสมผสานรูปสัตว์หิมพานต์ ลายเครือเถาว์ดอกตูมบาน และเทคนิคแกะไม้ประดับกระจกจ๊าง (กระจกจลนำ) ออกมาเป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Vernacular Eclecticism) ที่งดงามและแปลกตาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแอ่งเถินโดยแท้จริง













วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปาฏิหาริย์รอยต่อแห่งศรัทธา: เจาะลึกสถาปัตยกรรมมณฑปเจดีย์ผู้พิทักษ์ "พระแก้วโป่งข่ามองค์ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน" ณ วัดนาบ้านไร่

 ปาฏิหาริย์รอยต่อแห่งศรัทธา: เจาะลึกสถาปัตยกรรมมณฑปเจดีย์ผู้พิทักษ์ "พระแก้วโป่งข่ามองค์ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน" ณ วัดนาบ้านไร่

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๖: ..."พระแก้วโป่งข่าม"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากศูนย์การเรียนรู้โป่งข่าม คนขับ หลงคิดว่า จะไปดูวัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์  ก่อน เลยต้องย้อนกลับเข้าไปที่ ที่ "วัดนาบ้านไร่"  ถึงวัด พอดีฝนตก เลยต้องเดินเปียกฝนเล็กน้อย ไปที่เจดีย์ที่บรรจุพระแก้วโป่งข่าม ด้านหลังวิหาร

พระแก้วโป่งข่ามองค์นี้ ขุดพบ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๕ ที่ดอยโป่งหลวง ขนาดสูง ๙๕ ซม. กว้างโดยรอบแท่งแก้ว ๑๖๖ ซม. หนัก ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กก.) ชาวบ้านนาบ้านไร่ ๙ คน ได้นำมาถวายวัดนาบ้านไร่ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๕

ต่อมาได้มีผู้โจรกรรม ลักลอบตัดส่วนเศียรของพระแก้วโป่งข่ามองค์นี้ไป และ แอบนำมาส่งคืนไว้ จึงได้นำมาต่อให้เหมือนเดิม ดังปรากฏรอยต่อให้เห็นเป็นแนวอยู่

ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ พระครูธรรมานุสิฐ เจ้าคณะอำเภอเถิน วัดคะตึงเชียงมั่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันสร้างเจดีย์ผสมมณฑป ยกฐานประทักษิณ หรือฐานไพที ให้สูงขึ้น มีบันไดทางขึ้น ๓ ด้าน รองรับชั้นเรือนธาตุมีซุ้มประตูทางเข้าทั้ง ๔ ด้าน เหนือซุ้มปั้นปูนเป็นพระพุทธรูปประทับยืนทั้งสี่ทิศ ส่วนบนเป็นเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระแก้วโป่งข่าม องค์นี้ไว้ภายใน  สำเร็จเสร็จบริบูรณ์ ใน ปี พ.ศ.๒๕๕๔

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Mondop-styled Chedi & Architectural Anatomy (มณฑปผสมเจดีย์และกายวิภาคทางสถาปัตยกรรม): รายละเอียดที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้สะท้อนลักษณะเด่นของ สถาปัตยกรรมพุทธศาสนาร่วมสมัยล้านนา (Contemporary Lanna Ecclesiastical Architecture) การออกแบบโครงสร้างเพื่อประดิษฐานปูชนียวัตถุขนาดใหญ่หนักถึง 1 ตันนี้ ใช้คติการสร้างอาคารทรงมณฑปเรือนธาตุสี่เหลี่ยม (Mondop/Square Garbhagriha) ด้านล่างยก ฐานประทักษิณ หรือ ฐานไพที (Raised Terrace/Plinth) มีบันได 3 ด้านเพื่อจำกัดหรือควบคุมทางเดินของศาสนิกชนเพื่อความปลอดภัย ตัวเรือนธาตุทำซุ้มประตูจระนำทั้ง 4 ทิศ (Chaturmukha/Four-faced niches) เหนือซุ้มมีงานศิลปะปูนปั้น (Stucco Relief) เป็นพระพุทธรูปประทับยืนหันออกสู่ทิศทั้งสี่ ซึ่งเข้าลักษณะคติพระพุทธรูปสี่ทิศในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณ ก่อนจะต่อยอดส่วนยอดบนเป็นทรงเจดีย์ (Spire/Stupa) เพื่อความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
  • Sacred Crystal & Lanna Mineralogical Cult (พุทธบูชาด้วยหน่อแก้วศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาแร่พื้นถิ่น): พระแก้วโป่งข่ามองค์นี้จัดเป็น "ปูชนียวัตถุจากเนื้อผลึกควอรตซ์ธรรมชาติยักษ์" (Megalithic Quartz Crystal Buddha) การขุดพบบนดอยโป่งหลวงเมื่อต้นปี พ.ศ. 2542-2545 แล้วชาวบ้านร่วมใจกันนำมาถวายวัดนาบ้านไร่ เป็นประจักษ์พยานของการสืบทอดคติล้านนาโบราณเรื่อง "พระแก้วเสตังคมณี" หรือเทรนด์การสร้างพระพุทธรูปจากแก้วหินเขี้ยวหนุมานธรรมชาติ (หินสีตระกูลผลึก) ที่เชื่อว่ามีเทพยดารักษาและให้คุณานุคุณทางความร่มเย็นอุดมสมบูรณ์แก่บ้านเมือง
  • Looting, Return, and Restorative Cultural Heritage (การโจรกรรม ปาฏิหาริย์ส่งคืน และการอนุรักษ์บูรณะ): บันทึกสะเทือนขวัญที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเศียรพระแก้วเคยถูกลักลอบตัด (Decapitation/Illicit Trafficking) แต่สุดท้ายผู้โจรกรรมแอบนำมาส่งคืนและทิ้งรอยต่อไว้ ถือเป็นแง่มุมประวัติศาสตร์สังคมวิทยาและคติชนวิทยา (Folkloric Reinterpretation) ที่ตอกย้ำอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ในใจคนท้องถิ่น รอยต่อขัดผิวที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นจึงเปลี่ยนสถานะจากรอยตำหนิ (Blemish) กลายเป็น "ร่องรอยเชิงประจักษ์" (Living Scar of Heritage) ที่บันทึกเรื่องราวการปกป้องและพิสูจน์ความศรัทธาของชุมชนบ้านนาบ้านไร่ในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
  • Ecclesiastical Leadership & Communal Synergy (พลังบวร: คณะสงฆ์และพลังศรัทธาชุมชน): ระยะเวลาในการก่อสร้างเจดีย์มณฑปครอบองค์พระตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2554 ภายใต้การนำของ พระครูธรรมานุสิฐ (อดีตเจ้าคณะอำเภอเถิน แห่งวัดคะตึงเชียงมั่น) ร่วมกับสล่า (ช่าง) ท้องถิ่น บ่งชี้ถึงกลไกความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในระดับอำเภอเถินที่เข้มแข็ง สามารถสร้างสถาปัตยกรรมป้องกันภัยและการเข้าถึงสิ่งสักการะได้อย่างลงตัวและปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบันตามที่คณะของท่านอาจารย์ได้ไปเยี่ยมชมกลางสายฝนครับ








มหัศจรรย์ผลึกธรณีใต้รอยลาวาโบราณ: เจาะลึกอัตลักษณ์และคติความเชื่อศาสตราวุธทางใจ ณ "ศูนย์เรียนรู้แก้วโป่งข่าม" เมืองเถิน

 มหัศจรรย์ผลึกธรณีใต้รอยลาวาโบราณ: เจาะลึกอัตลักษณ์และคติความเชื่อศาสตราวุธทางใจ ณ "ศูนย์เรียนรู้แก้วโป่งข่าม" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๕: ..."ศูนย์เรียนรู้แก้วโป่งข่าม"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากบ้านหอรบ แวะ ซื้อข้าวหลามเตาปูน กินอาหารกลางวันอร่อย ๆ ที่ร้านครัวเจ๊นก  จิบกาแฟในบ้านและบริเวณที่จัดสถานที่แบบญี่ปุ่น และไม่น่าเชื่อว่า จะมาตั้งอยู่แถวนี้ได้ ชื่อ  “บูชิโร่ คาเฟ่” สุขสบายพอสมควรแก่เวลาแล้ว

เดินทางต่อไปศูนย์การเรียนรู้แก้วโป่งข่าม บ้านนาบ้านไร่ แหล่งแก้วโป่งข่ามแหล่งสำคัญที่สุด ใหญ่ที่สุดในประเทศ

อนึ่ง แก้วโป่งข่ามเป็นแร่ควอรตซ์ชนิดหนึ่ง ที่มีแร่ซิลิกาปนอยู่ในปริมาณมาก มีลักษณะทางกายภาพเป็นหินผลึก ที่บางก้อนสามารถมองทะลุเข้าไปภายใน แล้วเห็นเป็นผลึกหรือมีอินทรีย์สารอยู่ภายใน โดยแก้วโป่งข่ามที่พบมีอยู่หลายชื่อ เรียกแบ่งตามสีสันและลวดลายทางธรรมชาติ ที่แตกต่างกันออกไปซึ่งในไทย มีการขุดพบแก้วโป่งข่ามเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ บริเวณดอยโป่งหลวงอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

ซึ่งจากข้อมูลทางธรณีวิทยาระบุว่า บริเวณดังกล่าวเคยมีร่องรอยของลาวาไหลผ่านชั้นหินบนผิวดิน จนเกิดการเคลือบแร่ธาตุเอาไว้ และกลายมาเป็นแก้วโป่งข่าม

นอกจากความสวยงามที่ดูแปลกตาของแก้วโป่งข่ามแล้ว การนำเอาวัตถุดิบดังกล่าวไปผูกเข้ากับตำนาน ความเชื่อเรื่องแก้วศักดิ์สิทธิ์ของล้านนาโบราณ ทำให้เกิดกระแสความสนใจ และต้องการบริโภคสินค้าดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแก่นหลักทางความเชื่อของล้านนา ได้กล่าวถึงแก้วศักดิ์สิทธิ์ อันมีลักษณะเหมือนกันกับแก้วโป่งข่าม ว่าสามารถป้องกันเหตุอันตรายต่างๆ ตลอดจนภูตผีปีศาจ ให้แก่ผู้ที่ครอบครองได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้เกิดโชคลาภ เป็นสิริมงคล ความสุข และความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

คณะเราเข้าไปเรียนรู้เรื่องราวของแก้วโป่งข่าม ตลอดจนกรรมวิธีในการทำ การเจียรนัย  และละลายทรัพย์ กันนานมากกว่าการชมโบราณสถาน เพราะ มีสิ่งสนใจ ที่น่าครอบครอง และราคาไม่แพงจนจับต้องไม่ได้ ให้ต้องพินิจพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Geological Evolution & Volcanic Activity (วิวัฒนาการทางธรณีวิทยาและกิจกรรมภูเขาไฟโบราณ): บันทึกของท่านอาจารย์ที่ระบุถึง "ร่องรอยของลาวาไหลผ่านชั้นหินบนผิวดิน" ณ ดอยโป่งหลวง อ.เถิน สอดรับกับแผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทย แหล่งแก้วโป่งข่ามบ้านนาบ้านไร่ตั้งอยู่บนเขตหินภูเขาไฟโบราณกลุ่มหินลำปาง (Lampang Group) กิจกรรมความร้อนใต้พิภพ (Hydrothermal Activity) ในอดีตได้ดันสารละลาย ซิลิกา (Silica-rich Fluid) เข้าไปตระกรันตามโพรงหินอัคนี เกิดเป็นตกผลึกแร่ในตระกูล ควอรตซ์ (Quartz) หรือหินเขี้ยวหนุมานที่มีสารมลทิน (Inclusions) เป็นแร่ชนิดอื่นซ่อนอยู่ภายใน กลายเป็นลวดลายอัศจรรย์ธรรมชาติ
  • Ethno-mineralogy & Nomenclature (อัญมณีศาสตร์ชาติพันธุ์และการจำแนกนาม): การแบ่งลวดลายตามที่ท่านอาจารย์อ้างถึง มีคำศัพท์เฉพาะในท้องถิ่นล้านนาที่ใช้เรียกขาน (Local Typology) เช่น แก้วขนเหล็ก (ควอรตซ์ไหมดำ/Tourminated Quartz), แก้วไหมทอง (Rutilated Quartz), แก้วหมอกมุงเมือง (ผลึกขุ่นขวางภายใน) และ แก้วพิรุณแสนห่า ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้แสดงอารยธรรมการให้คุณค่าและการตีความทางวัฒนธรรมต่อวัตถุธรณีวิทยาที่สัมพันธ์กับธรรมชาติรอบตัว
  • Sacred Lapidary & Folk Beliefs (ศิลปะการเจียระไนและการจำหลักความเชื่อพื้นบ้าน): ความเชื่อที่นำไปผูกเข้ากับตำนานแก้วศักดิ์สิทธิ์ของล้านนาโบราณ (เช่น ตำนานแก้วปถมัง หรือตำนานพระแก้วมรกตและพระพุทธรูปแก้วสำคัญในภาคเหนือ) มีการสืบทอดเทคโนโลยีงานช่างมาสู่กระบวนการ เจียระไนแบบดั้งเดิม (Lapidary Artisan) การแปรสภาพจากหินก้อนดิบในธรรมชาติ (Rough Stone) ให้กลายเป็นอัญมณีเม็ดมนโค้งมน (Cabochon) เพื่อนำไปเข้าเครื่องทำหัวแหวนหรือเครื่องราง จัดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เปลี่ยนทุนทางธรณีวิทยาให้กลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและจิตใจ
  • Modern Discoveries & Contemporary Economy (การค้นพบยุคใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์): แม้ความเชื่อจะมีมาแต่โบราณ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการขุดพบอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งช่วยยกระดับให้บ้านนาบ้านไร่ กลายเป็น "นิเวศพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้สร้างสรรค์" (Creative Learning Center) บันทึกตบท้ายของท่านอาจารย์ที่ว่ากระบวนการเรียนรู้และกรรมวิธีเจียระไนดึงดูดใจจนเกิดการ "ละลายทรัพย์" มากกว่าการชมโบราณสถาน สะท้อนคุณลักษณะอันเด่นชัดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ที่ผลิตภัณฑ์สามารถเชื่อมโยงอดีตอันลึกลับเข้ากับความต้องการบริโภคในโลกปัจจุบันได้อย่างจับต้องได้และมีชีวิตชีวา










วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หน้าด่านปิดสกัดช่องเขาอารักขาพรมแดน: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ" รอยต่อล้านนา-อยุธยา

 หน้าด่านปิดสกัดช่องเขาอารักขาพรมแดน: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ" รอยต่อล้านนา-อยุธยา

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๔: ..."บ้านหอรบ ต.เวียงมอก"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดท่านาง เดินทางไปดูแนวกำแพงที่กั้นเขตแดน ระหว่าง อาณาจักรล้านนา ที่ เวียงมอก เมืองเถิน กับ ทุ่งเสลี่ยม เมืองสุโขทัย อาณาจักรทางใต้ ในเขตปกครองของอยุธยา

10.30 น. คณะเราก็เดินทางไปถึง กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ

ลักษณะของด่าน เป็นสิ่งก่อสร้างที่ประกอบด้วย แนวกำแพงก่ออิฐสอปูนที่สร้างปิดช่องเขา มีช่องประตูอยู่ตรงกลาง ส่วนกลางปรากฏช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สำหรับไว้มอง หรือไว้ยิงปืนคาบศิลา ส่วนบนสุดปรากฏร่องรอยของใบบัง(เสมา) หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สู่พื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ด้านหลังกำแพงปรากฏเชิงเทินโครงสร้างก่อด้วยหินปูนภูเขา โดยโครงสร้างทั้งของกำแพงและเชิงเทิน ถูกสร้างพาดขึ้นไปบนไหล่เขา เพื่อปิดช่องเขา

โบราณสถานกำแพงหอรบ แห่งนี้ แต่เดิม นอกจากแนวกำแพงที่ยังปรากฎแล้ว ยัช่องทางถนนปัจจุบัน เป็นแค่ทางเกวียนผ่านได้ จึงเรียกกันว่า “ด่านบ้านท่าเกวียน”

ดังนั้น แนวกำแพงแห่งนี้ จึงมีความสำคัญในฐานะด่านเสริมปิดช่องเขาของฝ่ายอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางโบราณ บริเวณเขตแดนรอยต่ออำนาจทางการเมืองการปกครอง ระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านนา น่าเสียดายว่า กำแพงทั้งสองข้างถูกรื้อ เพื่อทำเป็นช่องถนนให้รถผ่านได้สะดวก

สันนิษฐานว่า ลักษณะของกำแพงหอรบแห่งนี้ ไม่น่าจะใช้เป็นกำแพงหลักในการทำสงคราม และควรจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Military Outpost & Border Pass (ด่านหน้าค่ายและช่องเขาจุดยุทธศาสตร์): บันทึกของท่านอาจารย์ที่อธิบายว่าแนวกำแพงสร้างขึ้นเพื่อ "ปิดช่องเขา" (Mountain Pass Fortification) ระหว่างเวียงมอก (เมืองเถิน) และทุ่งเสลี่ยม (สุโขทัย) สอดคล้องกับระเบียบวิธีการศึกแบบจารีตโบราณ ชัยภูมิดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติที่กองทัพหรือขบวนคาราวานค้าขายสามารถเดินผ่านไปมาได้ง่าย การตั้ง "ด่านบ้านท่าเกวียน" หรือด่านหอรบจึงเป็นการสร้างแนวสกัดกั้นเพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคมและตรวจตราการผ่านเข้าออกของกำลังพล
  • Defensive Architecture (สถาปัตยกรรมระบบป้องกันภัย): รายละเอียดเชิงลึกที่ท่านอาจารย์ระบุเกี่ยวกับส่วนประกอบของกำแพง ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญทางโบราณคดีป้อมปราการ:
    • ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กสำหรับยิงปืนคาบศิลา: ในทางสถาปัตยกรรมทหารเรียกว่า ช่องพลการ หรือ ช่องมอง-ช่องยิง (Loophole / Embrasure) ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยของพลปืนฝั่งป้องกัน
    • ใบบัง (เสมา): หรือ ใบค่าย (Merlon) ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังหัวระเบิดหรือลูกธนูให้ทหารที่ยืนประจำการอยู่บน เชิงเทิน (Rampart) ซึ่งโครงสร้างเชิงเทินด้านหลังก่อขึ้นด้วยหินปูนภูเขาท้องถิ่นเพื่อเสริมความมั่นคงแข็งแรงรองรับน้ำหนัก
  • Geopolitics and Flanking Wall (ภูมิรัฐศาสตร์และด่านเสริม): ข้อสันนิษฐานของท่านอาจารย์ที่ว่ากำแพงแห่งนี้ "ไม่ใช่กำแพงหลักในการทำสงคราม แต่เป็นด่านเสริมของฝ่ายอยุธยา" ถือเป็นทัศนะที่เฉียบคมมาก เนื่องจากเมืองเถินและสุโขทัยเป็น "พื้นที่เขตแดนกันชน" (Buffer Zone) ที่มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจอยู่บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ ด่านนี้จึงทำหน้าที่เป็นจุดแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Outpost) เพื่อชะลอทัพไม่ให้ข้าศึกรุกล้ำทะลวงเข้าสู่หัวเมืองชั้นในของสุโขทัยและพิษณุโลกได้โดยง่าย
  • Chronology and Weapons Warfare (เส้นเวลาประวัติศาสตร์และปืนไฟ): อายุเวลาที่ท่านอาจารย์ประเมินไว้อยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 21-22 (ตรงกับยุคอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง ร่วมสมัยกับสงครามระหว่างสมเด็จพระไชยราชาธิราช, สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ "ปืนคาบศิลา" (Musket) หรือปืนไฟที่เริ่มแพร่หลายและเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการสร้างป้อมค่ายในอุษาคเนย์ ยืนยันว่าด่านนี้ผ่านการปฏิสังขรณ์และใช้งานจริงในฐานะสถานีทหารชายแดนมาอย่างยาวนาน
















































ปริศนาสุสานสุมหัวกะโหลกครอบสำริด: ถอดรหัสพิธีกรรมชนชั้นสูงและโครงข่ายกลองมโหระทึก ๖ ใบ ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

 ปริศนาสุสานสุมหัวกะโหลกครอบสำริด: ถอดรหัสพิธีกรรมชนชั้นสูงและโครงข่ายกลองมโหระทึก ๖ ใบ ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: หลุมขุด “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

หลุมขุด “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” บ้านดอนพลับ  ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

เป็นแหล่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ที่พบกลองมโหระทึกจำนวน ๖ใบ ที่ฝังรวม (ล้อม) อยู่กับโครงกระดูกหลายโครง ที่มีเครื่องประดับเป็นกำไลทอง, แหวน, ลูกปัดฯลฯ เครื่องสำริด และภาชนะดินเผา

ลักษณะการฝังๆรวมเป็นกลุ่มทับซ้อนกัน ๒ กลุ่ม มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (แต่ยังกำหนดเพศไม่ได้) กลุ่มหนึ่งมี ภาชนะสำริดคลอบบนกะโหลกศีรษะ และรองอยู่ใต้คาง เหมือนเป็นเครื่องป้องกัน แต่ไม่พบเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทอาวุธ ?

ลักษณะเครื่องประกอบในการฝังศพ ทั้งสองกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงพิธีกรรมฝังศพของชนชั้นสูง หรือผู้นำ ในอดีต เมื่อปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อ"ยุคสำริด" ในสมัยทวาราวดี ประมาณ ๒๕๐อน - ๑,๕๐๐ ปีถึงปัจจุบัน และคาดว่า จะยังมีการพบโครงกระดูกอีกในบริเวณใกล้เคียง

ลักษณะของหลุมศพเช่นนี้ ยังไม่เคยพบ "การฝังแบบสุมกัน" เช่นนี้ที่ไหนมาก่อน

เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า บริเวณที่พบโครงกระดูกชุดนี้ เป็นท้องทุ่งนาที่ราบเรียบ ได้ความขยายจากชาวบ้านว่า แต่เดิมเคยมีการไถปรับที่เป็นสนามแข่งวิ่งวัว ? และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาทำนาจนปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหลือหลังจากการปรับพื้นที่ในครั้งนั้น  คือ ยังทิ้งโคกเนินมีอิฐขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นพุ่มไม้เล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ไว้เป็นหลักฐานให้สืบค้นต่อไปว่า "โคกเนินเจดีย์" นี้ กับ "การฝังศพ" ชุดนี้ จะมีความเกี่ยวพันกันมากน้อยเพียงใด คงเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร ที่จะต้องขยายโครงการ สำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดี นี้ เพื่อตรวจสอบปัญหาให้กระจ่างต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Dong Son Drum Culture & Elites Heritage (วัฒนธรรมกลองมโหระทึกดองซอนและมรดกชนชั้นนำ): การขุดค้นพบ กลองมโหระทึกสำริด (Dong Son Drums) จำนวนถึง 6 ใบ ฝังในลักษณะล้อมรอบกลุ่มโครงกระดูก จัดเป็นประจักษ์พยานครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ กลองเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี แต่เป็น "สัญญะแห่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์" (Status Symbol) และเครื่องมือในพิธีกรรมเรียกฝนของผู้นำหรือชนชั้นปกครองระดับสูง ยืนยันว่าดอนยายทองเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง สูงพอที่จะครอบครองวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีราคาสูงและเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าทางทะเลโบราณ (Maritime Silk Road)
  • Anomalous Communal Burial & Skull-Capping (พิธีกรรมฝังศพร่วมแบบพิเศษและการครอบกะโหลก): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์ที่ว่า "ไม่เคยพบการฝังแบบสุมกัน (Communal/Mass Burial) เช่นนี้ที่ไหนมาก่อน" ถือเป็นประเด็นท้าทายต่อนักโบราณคดีอย่างยิ่ง ประกอบกับลักษณะเด่นที่มี "ภาชนะสำริดครอบบนกะโหลกศีรษะและรองใต้คาง" (Bronze Vessel Skull-Capping) ซึ่งในทางมานุษยวิทยากายภาพและการศึกษาพิธีกรรมปลงศพ (Mortuary Archaeology) อาจสะท้อนถึงคติการปกป้องจิตวิญญาณของผู้ตาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่สอง (Secondary Burial) ของบุคคลระดับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ การไม่พบอาวุธเลยบ่งชี้ว่าชุมชนแห่งนี้อาจเติบโตด้วยความมั่งคั่งจากการค้าและเกษตรกรรมมากกว่าการทำสงครามแย่งชิง
  • Protohistoric to Early Historical Transition (รอยต่อยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์สู่ทวารวดี): อายุเวลาประมาณ 2,500 - 1,500 ปีมาแล้วตามที่ท่านอาจารย์ระบุ จัดอยู่ในช่วง "ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์" (Proto-history) หรือยุคเหล็กตอนปลาย (Late Iron Age) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฒนธรรมแรกรับอารยธรรมอินเดีย หรือ สมัยทวารวดี แหล่งโบราณคดีดอนยายทองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม (Cultural Continuity) ของคนท้องถิ่นดั้งเดิมในลุ่มน้ำเพชรบุรี ก่อนที่จะเติบโตขึ้นเป็นรัฐหรือเมืองท่าในยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น
  • Micro-topography & Sacred Landscape (ภูมิสัณฐานระดับจุลภาคและภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับ "โคกเนินเจดีย์" ที่หลงเหลือจากการไถปรับพื้นที่สนามวิ่งวัวและการทำนา มีความสำคัญในเชิงโบราณคดีภูมิทัศน์ (Landscape Archaeology) เป็นอย่างยิ่ง ก้อนอิฐขนาดใหญ่บนเนินบ่งชี้ถึงโครงสร้างของศาสนสถานดั้งเดิมในวัฒนธรรมทวารวดี การที่สุสานฝังศพแบบกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ใกล้หรือสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่กับเนินเจดีย์นี้ น่าจะเป็นหลักฐานชั้นดีในการศึกษาการซ้อนทับกันของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Overlapping) โดยศาสนสถานยุคหลังมักจะสร้างสร้างทับหรือใกล้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เพื่อสืบทอดสิทธิธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนสืบไป


































ขอบอ่าวไทยโบราณกับเครือข่ายแกนน้ำเจ้าพระยา: ถอดรหัสภูมิทัศน์วัฒนธรรม "ทวารวดี" เชื่อมต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์

 ขอบอ่าวไทยโบราณกับเครือข่ายแกนน้ำเจ้าพระยา: ถอดรหัสภูมิทัศน์วัฒนธรรม "ทวารวดี" เชื่อมต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อวิจัย: เส้นทางวัฒนธรรมเมืองทวารวดี ต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในที่ราบลุ่มอ่าวไทย : โดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

เส้นทางวัฒนธรรมเมืองทวารวดี ต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในที่ราบลุ่มอ่าวไทย โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแกนแม่น้ำหลัก ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖

ขอบอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

เมืองศรีพะโล  เมืองพนัสนิคม ชลบุรี

เมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี

เมืองดงละคร นครนายก

เมืองโคกไม้เดน เมืองอู่ตะเภา นครสวรรค์

และขอบอ่าวไทยตะวันตก

เมืองโบราณบ้านคูเมือง สิงห์บุรี

เมืองบ้านคูเมือง อ.แสวงหา อ่างทอง

เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี

เมืองโกสินารายณ์ กาญจนบุรี

เมืองนครปฐม

เมืองโบราณคูบัว ราชบุรี

แหล่งโบราณสถาน เมืองเพชรบุรี: ถ้ำยายจูงหลาน, แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง, โบราณสถานโคกเศรษฐี ชะอำ เพชรบุรี

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Ancient Gulf of Thailand & Palaeogeography (อ่าวไทยโบราณและภูมิศาสตร์บรรพกาล): ข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ที่ชี้ให้เห็นการตั้งถิ่นฐานบริเวณ "ขอบอ่าวไทย" สอดรับกับทฤษฎีทางธรณีวิทยาเรื่อง ระดับน้ำทะเลโบราณ (Holocene Highstand) ซึ่งในอดีตช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 ชายฝั่งทะเลอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินมากกว่าปัจจุบัน (เกือบถึงอยุธยาและลพบุรี) ทำให้เมืองโบราณทวารวดีที่อยู่รายรอบมีสภาพเป็น เมืองท่าชายฝั่ง (Coastal Port) หรือเมืองริมปากแม่น้ำที่สามารถติดต่อค้าขายทางทะเลระดับนานาชาติได้โดยตรง
  • Chao Phraya River System as a Central Axis (ระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยาในฐานะแกนกลาง): การระบุให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็น "แกนแม่น้ำหลัก" สื่อถึงเครือข่ายการคมนาคมและคมนาคมทางน้ำ (Hydrological Network) ที่เชื่อมโยงเอาสินค้า เทคโนโลยี และอุดมการณ์ทางศาสนา (พุทธศาสนานิกายเถรวาทและมหายาน รวมถึงศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) จากชายฝั่งทะเลแพร่กระจายขึ้นสู่หัวเมืองภายใน (Hinterland) และเป็นเส้นทางลำเลียงทรัพยากรธรรมชาติจากป่าเขากลับลงมาสู่สถานีการค้าชายฝั่ง
  • The Eastern Seaboard Network (เครือข่ายขอบอ่าวฝั่งตะวันออก): กลุ่มเมืองที่ท่านอาจารย์รวบรวมไว้ ตั้งแต่เมืองศรีพะโล และเมืองพนัสนิคม (ชลบุรี) ซึ่งเป็นจุดพักเรือสำคัญ ขยายตัวเชื่อมโยงทางน้ำเข้าสู่เมืองศรีมโหสถ (ปราจีนบุรี) และเมืองดงละคร (นครนายก) ผ่านระบบแม่น้ำบางปะกง ขณะที่เมืองโคกไม้เดนและเมืองอู่ตะเภา (นครสวรรค์) คือยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณ ปากน้ำโพ อันเป็นจุดสบกันของแม่น้ำสายเหนือ ถือเป็นประตูกลางที่ควบคุมเส้นทางแกนหลักเจ้าพระยาอย่างแท้จริง
  • The Western Maritime Route (เครือข่ายขอบอ่าวฝั่งตะวันตก): ในฟากตะวันตก เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) และเมืองนครปฐมโบราณ ถือเป็น ศูนย์กลางแรกเริ่ม (Early Urban Centers) ที่เติบโตมาจากชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (Iron Age) มีร่องรอยการติดต่อกับอินเดียและเปอร์เซียอย่างเด่นชัด ก่อนจะส่งผ่านวัฒนธรรมไปยังเมืองคูบัว (ราชบุรี) และขยายลงใต้ไปยังแหล่งโบราณสถานของเพชรบุรี เช่น ถ้ำยายจูงหลาน, แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง และ โบราณสถานโคกเศรษฐี (ชะอำ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลุ่มเมืองท่าวัดใจและสถานีพักเรือตามแนวชายฝั่งตะวันตก (Maritime Silk Road)
  • Prehistoric Transition to Urbanism (การเปลี่ยนผ่านจากยุคก่อนประวัติศาสตร์สู่ความเป็นเมือง): เส้นทางวัฒนธรรมนี้ส่องสะท้อนให้เห็นว่า เมืองโบราณทวารวดีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ แต่เป็นการ พัฒนาการทางสังคมอย่างต่อเนื่อง (Cultural Continuity) จากชุมชนกษตรกรรมและถลุงโลหะยุคก่อนประวัติศาสตร์ ขยับขยายขึ้นมาสร้างคูน้ำคันดินล้อมรอบเมือง (Moated Site) กลายเป็นรัฐแรกเริ่มในดินแดนไทยที่มีอัตลักษณ์ทางศิลปกรรมและระบบความเชื่อร่วมกันระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 ตามที่ท่านอาจารย์ได้จัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระบบ