วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา: ชม "สะพานคาจู" (Khaju Bridge) และมิตรภาพแสนชื่นมื่นกลางนครอิสฟาฮาน

 สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา: ชม "สะพานคาจู" (Khaju Bridge) และมิตรภาพแสนชื่นมื่นกลางนครอิสฟาฮาน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 3)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
หลังจากออกจากพิพิธภัณฑ์ เราเดินทางต่อไปยัง สะพานคาจู (Khaju Bridge) สะพานสองชั้นที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองอิสฟาฮาน สร้างขึ้นโดย ซาห์ อับบัสที่ ๒ (Shah Abbas II) เมื่อปี พ.ศ. 2193 (ค.ศ. 1650) เพื่อข้ามแม่น้ำซายันเดอรูด (Zayandehrud) เชื่อมเมืองฝั่งเหนือและฝั่งใต้เข้าด้วยกัน ซึ่งหากเทียบศักราชแล้วจะตรงกับปีที่ 22 ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยาพอดี

สะพานแห่งนี้ไม่เพียงแต่ใช้สัญจร แต่ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ในวันที่เราไปถึง ได้พบกับกลุ่มนักเรียนสาวชาวอิหร่านชุดใหญ่ที่มาทัศนศึกษา เมื่อพวกเธอเห็นคณะของเราที่เป็นชาวต่างชาติ ก็พากันเข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น จนเกิดบรรยากาศที่โกลาหลเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้คุณครูจะพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่ภาพมิตรภาพที่เกิดขึ้นกลางสะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็นับเป็นความทรงจำที่ประทับใจยิ่ง






















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา: ชม "สะพานคาจู" (Khaju Bridge)

  • Khaju Bridge Architecture: สะพานแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งสะพาน (Bridge) และเขื่อน (Dam) โดยมีประตูน้ำระบายระดับน้ำในแม่น้ำซายันเดอรูด ตัวสะพานมีความยาวประมาณ 133 เมตร มีซุ้มโค้งประดับกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามและมีที่นั่งพักผ่อนตลอดแนว
  • Shah Abbas II and Safavid Era: รัชสมัยของซาห์ อับบัสที่ 2 ถือเป็นยุคทองของศิลปะและสถาปัตยกรรมซาฟาวิด การเปรียบเทียบกับรัชกาล สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ของท่านอาจารย์น่าสนใจมาก เพราะในยุคนั้นอยุธยาก็มีการติดต่อค้าขายกับชาวเปอร์เซียอย่างแน่นแฟ้น (เช่น ตระกูลบุนนาค ที่มีต้นกำเนิดจากพ่อค้าเปอร์เซีย "เฉกอะหมัด")
  • The Tea House and Pavilion: ตรงกลางสะพานมีอาคารรูปทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งในอดีตใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนขององค์ซาห์เพื่อชมทัศนียภาพของแม่น้ำ และด้านล่างของสะพานยังคงเป็นที่นิยมของชาวเมืองในการมานั่งร้องเพลงขานรับเสียงก้องใต้ซุ้มโค้งจนถึงปัจจุบัน
  • Iranian Hospitality: ปฏิกิริยาของเด็กนักเรียนที่ท่านอาจารย์พบเจอ สะท้อนถึงนิสัย "Taarof" หรือความมีมิตรไมตรีจิตอย่างสูงของชาวอิหร่านต่อแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งมักจะแสดงออกด้วยความกระตือรือร้นและเป็นกันเอง

รอยต่อแห่งศรัทธา: ชมศิลปะเปอร์เซียผสมยุโรป ณ วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral) และปริศนาตัวอักษรบนเส้นผม

 รอยต่อแห่งศรัทธา: ชมศิลปะเปอร์เซียผสมยุโรป ณ วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral) และปริศนาตัวอักษรบนเส้นผม

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 2)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
รายการแรกของวันนี้ที่อิสฟาฮานคือการเข้าชม วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral) โบสถ์คริสต์อาร์เมเนียที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2198 ในย่านชุมชนที่เงียบสงบและเป็นระเบียบ ด้านหน้าวิหารมีรูปหล่อของ Bishop Khachatoor ประดิษฐานอยู่ แต่จุดที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือนาฬิกาบนหอคอยที่มีเครื่องหมายการค้า S.A.B. ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะซื้อไปจากประเทศไทยในอดีต

สถาปัตยกรรมของที่นี่เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศิลปะยุโรปและเปอร์เซีย บริเวณระเบียงด้านนอกประดับด้วยภาพเขียนสีรูปพันธุ์พฤกษาและดอกกุหลาบที่ยังคงร่องรอยความเก่าแก่แบบดั้งเดิม พื้นด้านล่างมีหลุมฝังศพของบุคคลสำคัญตามธรรมเนียมคริสต์ศาสนา ภายในโบสถ์วิจิตรด้วยจิตรกรรมเรื่องราวทางศาสนา ซึ่ง "น้องปารย์" ไกด์สาวชาวลำพูนผู้นับถือคริสต์ได้ทำหน้าที่บรรยายรายละเอียดของภาพได้อย่างลึกซึ้ง

เราปิดท้ายด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุและคัมภีร์ทางศาสนาอย่างเป็นระเบียบ แม้จะห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือ "การสลักตัวอักษรลงบนเส้นผม" ซึ่งต้องใช้แว่นขยายส่องดูจึงจะเห็นความมหัศจรรย์ของงานฝีมือชิ้นนี้

































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin รอยต่อแห่งศรัทธา: ชมศิลปะเปอร์เซียผสมยุโรป ณ วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral)

  • Vank Cathedral (Holy Savior Cathedral): สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด โดยชาวอาร์เมเนียที่ถูกย้ายถิ่นฐานมายังย่าน New Julfa ในอิสฟาฮาน จุดเด่นคือโดมแบบมัสยิดเปอร์เซียแต่ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบคริสต์ศิลป์ (Frescoes)
  • The S.A.B. Clock Mystery: ข้อสังเกตเรื่องนาฬิกา S.A.B. ของท่านอาจารย์น่าสนใจมากครับ เพราะ S.A.B. (เอส.เอ.บี.) คือบริษัทนำเข้านาฬิกาและเครื่องจักรรายใหญ่ในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5-6 (ตั้งอยู่แยกเอส.เอ.บี. ในปัจจุบัน) การพบเครื่องหมายนี้ในอิหร่านสะท้อนถึงเส้นทางการค้าโลกในยุคนั้น
  • Bishop Khachatoor Tzaratsi: ผู้วางรากฐานโรงพิมพ์แห่งแรกในอิหร่านที่วิหารแห่งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับโบราณวัตถุประเภทหนังสือและคัมภีร์ที่ท่านอาจารย์เห็นในพิพิธภัณฑ์
  • The Micro-writing on Hair: งานศิลปะชิ้นนี้คือการสลักข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลลงบนเส้นผมด้วยปลายเข็มเพชร ถือเป็นหนึ่งในงานศิลปะขนาดจิ๋ว (Micro-art) ที่โด่งดังที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

อรุณรุ่งที่อิสฟาฮาน (Isfahan): ลัดฟ้าสายการบินดีเลย์ สู่มนต์เสน่ห์ริมน้ำและสะพาน ๓๓ ส่วน

 อรุณรุ่งที่อิสฟาฮาน (Isfahan): ลัดฟ้าสายการบินดีเลย์ สู่มนต์เสน่ห์ริมน้ำและสะพาน ๓๓ ส่วน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 1)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
การเดินทางจากชีราซสู่ เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อเที่ยวบิน IR 224 ของสายการบินอิหร่านแอร์เกิดดีเลย์ จนกว่าเราจะเดินทางถึงและเข้าเช็กอินที่โรงแรม KOWSAR ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ในเวลาตี ๒ เศษ แม้ไกด์สาวทั้งสองจะอนุญาตให้ใช้สูตรพักผ่อนแบบ ๖-๗-๘ เพื่อให้ตื่นสายได้บ้าง แต่ด้วยความเคยชินของนักเดินทาง ผมและพี่ใหญ่ยังคงตื่นตามปกติเพื่อลงมาซึมซับบรรยากาศยามเช้า

เราใช้เวลาที่เหลือเฟือเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรม ซึ่งเป็นสวนสาธารณะทอดยาวริมแม่น้ำ จากจุดนั้นมองเห็น สะพานซิโอเซโปล (Si-o-se-pol) หรือสะพาน ๓๓ ส่วน ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล แม้จะไม่ได้เดินไปจนถึงตัวสะพานในเช้านี้ แต่สัมผัสแรกของอุณหภูมิที่หนาวเย็นจนต้องสวมเสื้อกันหนาวทับอีกชั้น ก็บอกให้รู้ว่าเราได้มาถึงนครที่ได้รับสมญาว่า "ครึ่งหนึ่งของโลก" อย่างเป็นทางการแล้ว












ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin มนต์เสน่ห์ริมน้ำและสะพาน ๓๓ ส่วน อิสฟาฮาน (Isfahan)

  • Isfahan (อิสฟาฮาน): อดีตเมืองหลวงที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid Dynasty) มีคำกล่าวในภาษาเปอร์เซียว่า "Esfahan nesf-e-jahan" ซึ่งแปลว่า "อิสฟาฮานคือครึ่งหนึ่งของโลก" เพื่อยกย่องความงามของสถาปัตยกรรมที่นี่
  • Si-o-se-pol (สะพาน ๓๓ ส่วน): เป็นสะพานหินโค้งที่สร้างข้ามแม่น้ำซายันเดอรูด (Zayandehrud) มีซุ้มโค้งทั้งหมด ๓๓ ช่อง ถือเป็นสถาปัตยกรรมทางชลประทานและจุดพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง
  • Kowsar International Hotel: เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงและตั้งอยู่ในทำเลทางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของอิสฟาฮาน เนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำและสามารถเดินไปยังสะพานประวัติศาสตร์ได้ง่าย ตามที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น
  • Climate of Isfahan: เนื่องจากตั้งอยู่บนที่ราบสูงอิสฟาฮานจึงมีอากาศหนาวเย็นกว่าเมืองทางใต้อย่างชีราซ โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่อุณหภูมิอาจลดต่ำลงใกล้จุดเยือกแข็งในยามเช้า

เสน่ห์ยามเย็นที่ชีราซ: ชมป้อมเอียงคาริมข่าน และสีสันคณะทัวร์ "วนิดา" กลางตลาดบาซาร์

 เสน่ห์ยามเย็นที่ชีราซ: ชมป้อมเอียงคาริมข่าน และสีสันคณะทัวร์ "วนิดา" กลางตลาดบาซาร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 9)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ภารกิจส่งท้ายวันที่เมืองชีราซเริ่มต้นด้วยการชมเมืองรอบๆ ป้อมวังเก่าคาริมข่าน (Arg of Karim Khan) ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2290–2322 สมัยที่เมืองนี้ยังเป็นราชธานีของเปอร์เซีย ความน่าสนใจอยู่ที่ป้อมบางมุมเริ่มมีอาการเอนเอียงอันเป็นผลกระทบมาจากเหตุแผ่นดินไหวในอดีต

ขณะที่คนอื่นในคณะสวมวิญญาณ "พระยาน้อยชมตลาด" เดินเที่ยวชมบาซาร์กันอย่างสนุกสนาน ผมเลือกที่จะนั่งพักคอยอยู่บริเวณหน้าประตูเพื่อซึมซับบรรยากาศเมือง ก่อนที่เราจะรวมตัวกันไปรับประทานอาหารเย็น มื้อนี้มีความพิเศษเมื่อ "คุณหมูเรียม" โชว์ทักษะผูกมิตรกับคนทำขนมปังท้องถิ่น จนได้สั่งทำ "นาน" (Naan) แบบพิเศษที่มีการทำลวดลายลงบนแผ่นแป้งอย่างประณีต

ที่ร้านอาหารเรายังได้พบกับคณะทัวร์ไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเราแอบตั้งฉายาให้ว่าคณะ "วนิดา" ตามชื่อละครดังที่กำลังฮิตติดจอทีวีในขณะนั้น (พ.ศ. 2553) ซึ่งคณะนี้เองที่จะร่วมเดินทางไปกับเราบนเครื่องบินลำเดียวกันเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไปคือ เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan)













ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ชมป้อมเอียงคาริมข่าน

  • Arg of Karim Khan (ป้อมคาริมข่าน): เป็นป้อมปราการสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีหอคอยสูง 14 เมตรทั้งสี่มุม หอคอยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่ท่านอาจารย์สังเกตว่า "เอน" นั้น เอนลงเนื่องจากสภาพดินที่อ่อนตัวและเหตุแผ่นดินไหว จนกลายเป็นจุดเด่นที่คล้ายกับ "หอเอนเมืองปิซา" ในเวอร์ชันอิหร่าน
  • Vakil Bazaar: ตลาดที่ท่านอาจารย์นั่งรอนั้นคือตลาดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นพร้อมกับป้อม ถือเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของชีราซมานานหลายศตวรรษ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมหลังคาโค้งที่ช่วยรักษาความเย็น
  • Traditional Naan (ขนมปังนาน): ขนมปังที่ทำลายพิเศษมักเรียกว่า Nan-e Barbari หรือ Nan-e Sangak ซึ่งช่างทำขนมปังจะใช้เครื่องมือเล็กๆ กดเป็นลวดลายหรือรอยหยักเพื่อให้แป้งสุกทั่วและมีความสวยงาม การที่คนไทยเข้าไปตีสนิทกับพ่อครัวถือเป็นเสน่ห์ของนักเดินทางไทยที่มักได้รับมิตรภาพตอบแทนเสมอ
  • Cultural Context (Wanida Era): ในปี พ.ศ. 2553 ละครเรื่อง "วนิดา" (นำแสดงโดย ติ๊ก เจษฎาภรณ์ และ แอฟ ทักษอร) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทย การนำชื่อละครมาตั้งฉายาให้คณะทัวร์สะท้อนถึง "Pop Culture" ของไทยที่ติดตัวนักเดินทางไปทุกที่ทั่วโลก

อัญมณีแห่งแสงและสี: ตระการตา "มัสยิดสีชมพู" (Nasir al-Mulk) มรดกสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งเมืองชีราซ

 อัญมณีแห่งแสงและสี: ตระการตา "มัสยิดสีชมพู" (Nasir al-Mulk) มรดกสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งเมืองชีราซ

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 8)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ปิดท้ายภารกิจของวันหลังจากชมสุสานกวีแล้ว "ฟาม" และ "น้องปารย์" ได้พาคณะเรามุ่งหน้าไปชม มัสยิดสีชมพู (Nasir al-Mulk Mosque) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองชีราซ มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นโดย มีร์ซา ฮาซาน อลี นาซีร์ อัลมอล์ค (Mirza Hasan Ali Nasir al Mulk) ขุนนางท้องถิ่นผู้มั่งคั่งในสมัยราชวงศ์กาจาร์ (Qajar Dynasty)

ความโดดเด่นที่ทำให้มัสยิดหลังนี้แปลกตาไปจากมัสยิดอิสลามทั่วไป คือการใช้กระจกสี (Stained Glass) กรุหน้าต่างรอบด้าน เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาในช่วงเช้าและบ่าย จะเกิดปรากฏการณ์แสงสีที่งดงามสาดพาดผ่านพรมและเสาหิน สอดรับกับลวดลายกระเบื้องเคลือบสีชมพูและดอกไม้ที่ประดับประดาอยู่ทั่วอาคาร มัสยิดแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 12 ปี (พ.ศ. 2419 - 2430) จนได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมัสยิดที่สวยที่สุดในโลก












































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin อัญมณีแห่งแสงและสี: ตระการตา "มัสยิดสีชมพู" (Nasir al-Mulk)

  • Pink Mosque (มัสยิดสีชมพู): ชื่อเรียกนี้มาจากกระเบื้องเคลือบสีชมพู (Panj Kāse i - five concaved) ที่ใช้ประดับตกแต่งผนังด้านใน ซึ่งแตกต่างจากมัสยิดส่วนใหญ่ในอิหร่านที่มักเน้นสีฟ้าและน้ำเงิน
  • Muqarnas (เพดานรังผึ้ง): งานสถาปัตยกรรมรูปทรง "แปลกตา" ที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็นบริเวณเพดานและซุ้มประตู เรียกว่า มูคาร์นาส เป็นเทคนิคการก่อสร้างแบบอิสลามที่ทำเป็นช่องเว้าลดหลั่นกันคล้ายหินย้อยหรือรังผึ้ง เพื่อสร้างมิติของแสงและเงา
  • Qajar Art Influence: มัสยิดแห่งนี้สะท้อนศิลปะยุค ราชวงศ์กาจาร์ ที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมผสาน สังเกตได้จากการใช้ลวดลายดอกไม้ (โดยเฉพาะดอกกุหลาบ) แทนที่ลวดลายเรขาคณิตแบบดั้งเดิม
  • The Best Time to Visit: อย่างที่ท่านอาจารย์ระบุว่าแสงจะสวยที่สุดในช่วงเช้าตรู่ เนื่องจากแสงแดดจะทำมุมพอดีกับกระจกสีทางทิศตะวันออก ทำให้โถงละหมาด (Winter Musalla) กลายเป็นลานสีรุ้งที่งดงามที่สุด