ปาฏิหาริย์รอยต่อแห่งศรัทธา: เจาะลึกสถาปัตยกรรมมณฑปเจดีย์ผู้พิทักษ์ "พระแก้วโป่งข่ามองค์ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน" ณ วัดนาบ้านไร่
ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)
วันที่ ๓ ตอน ๖: ..."พระแก้วโป่งข่าม"
เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ
ออกจากศูนย์การเรียนรู้โป่งข่าม คนขับ หลงคิดว่า จะไปดูวัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์ ก่อน เลยต้องย้อนกลับเข้าไปที่ ที่ "วัดนาบ้านไร่" ถึงวัด พอดีฝนตก เลยต้องเดินเปียกฝนเล็กน้อย ไปที่เจดีย์ที่บรรจุพระแก้วโป่งข่าม ด้านหลังวิหาร
พระแก้วโป่งข่ามองค์นี้ ขุดพบ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๕ ที่ดอยโป่งหลวง ขนาดสูง ๙๕ ซม. กว้างโดยรอบแท่งแก้ว ๑๖๖ ซม. หนัก ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กก.) ชาวบ้านนาบ้านไร่ ๙ คน ได้นำมาถวายวัดนาบ้านไร่ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๕
ต่อมาได้มีผู้โจรกรรม ลักลอบตัดส่วนเศียรของพระแก้วโป่งข่ามองค์นี้ไป และ แอบนำมาส่งคืนไว้ จึงได้นำมาต่อให้เหมือนเดิม ดังปรากฏรอยต่อให้เห็นเป็นแนวอยู่
ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ พระครูธรรมานุสิฐ เจ้าคณะอำเภอเถิน วัดคะตึงเชียงมั่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันสร้างเจดีย์ผสมมณฑป ยกฐานประทักษิณ หรือฐานไพที ให้สูงขึ้น มีบันไดทางขึ้น ๓ ด้าน รองรับชั้นเรือนธาตุมีซุ้มประตูทางเข้าทั้ง ๔ ด้าน เหนือซุ้มปั้นปูนเป็นพระพุทธรูปประทับยืนทั้งสี่ทิศ ส่วนบนเป็นเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระแก้วโป่งข่าม องค์นี้ไว้ภายใน สำเร็จเสร็จบริบูรณ์ ใน ปี พ.ศ.๒๕๕๔
ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin
- Mondop-styled Chedi & Architectural Anatomy (มณฑปผสมเจดีย์และกายวิภาคทางสถาปัตยกรรม): รายละเอียดที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้สะท้อนลักษณะเด่นของ สถาปัตยกรรมพุทธศาสนาร่วมสมัยล้านนา (Contemporary Lanna Ecclesiastical Architecture) การออกแบบโครงสร้างเพื่อประดิษฐานปูชนียวัตถุขนาดใหญ่หนักถึง 1 ตันนี้ ใช้คติการสร้างอาคารทรงมณฑปเรือนธาตุสี่เหลี่ยม (Mondop/Square Garbhagriha) ด้านล่างยก ฐานประทักษิณ หรือ ฐานไพที (Raised Terrace/Plinth) มีบันได 3 ด้านเพื่อจำกัดหรือควบคุมทางเดินของศาสนิกชนเพื่อความปลอดภัย ตัวเรือนธาตุทำซุ้มประตูจระนำทั้ง 4 ทิศ (Chaturmukha/Four-faced niches) เหนือซุ้มมีงานศิลปะปูนปั้น (Stucco Relief) เป็นพระพุทธรูปประทับยืนหันออกสู่ทิศทั้งสี่ ซึ่งเข้าลักษณะคติพระพุทธรูปสี่ทิศในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณ ก่อนจะต่อยอดส่วนยอดบนเป็นทรงเจดีย์ (Spire/Stupa) เพื่อความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
- Sacred Crystal & Lanna Mineralogical Cult (พุทธบูชาด้วยหน่อแก้วศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาแร่พื้นถิ่น): พระแก้วโป่งข่ามองค์นี้จัดเป็น "ปูชนียวัตถุจากเนื้อผลึกควอรตซ์ธรรมชาติยักษ์" (Megalithic Quartz Crystal Buddha) การขุดพบบนดอยโป่งหลวงเมื่อต้นปี พ.ศ. 2542-2545 แล้วชาวบ้านร่วมใจกันนำมาถวายวัดนาบ้านไร่ เป็นประจักษ์พยานของการสืบทอดคติล้านนาโบราณเรื่อง "พระแก้วเสตังคมณี" หรือเทรนด์การสร้างพระพุทธรูปจากแก้วหินเขี้ยวหนุมานธรรมชาติ (หินสีตระกูลผลึก) ที่เชื่อว่ามีเทพยดารักษาและให้คุณานุคุณทางความร่มเย็นอุดมสมบูรณ์แก่บ้านเมือง
- Looting, Return, and Restorative Cultural Heritage (การโจรกรรม ปาฏิหาริย์ส่งคืน และการอนุรักษ์บูรณะ): บันทึกสะเทือนขวัญที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเศียรพระแก้วเคยถูกลักลอบตัด (Decapitation/Illicit Trafficking) แต่สุดท้ายผู้โจรกรรมแอบนำมาส่งคืนและทิ้งรอยต่อไว้ ถือเป็นแง่มุมประวัติศาสตร์สังคมวิทยาและคติชนวิทยา (Folkloric Reinterpretation) ที่ตอกย้ำอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ในใจคนท้องถิ่น รอยต่อขัดผิวที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นจึงเปลี่ยนสถานะจากรอยตำหนิ (Blemish) กลายเป็น "ร่องรอยเชิงประจักษ์" (Living Scar of Heritage) ที่บันทึกเรื่องราวการปกป้องและพิสูจน์ความศรัทธาของชุมชนบ้านนาบ้านไร่ในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
- Ecclesiastical Leadership & Communal Synergy (พลังบวร: คณะสงฆ์และพลังศรัทธาชุมชน): ระยะเวลาในการก่อสร้างเจดีย์มณฑปครอบองค์พระตั้งแต่ พ.ศ. 2551-2554 ภายใต้การนำของ พระครูธรรมานุสิฐ (อดีตเจ้าคณะอำเภอเถิน แห่งวัดคะตึงเชียงมั่น) ร่วมกับสล่า (ช่าง) ท้องถิ่น บ่งชี้ถึงกลไกความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในระดับอำเภอเถินที่เข้มแข็ง สามารถสร้างสถาปัตยกรรมป้องกันภัยและการเข้าถึงสิ่งสักการะได้อย่างลงตัวและปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบันตามที่คณะของท่านอาจารย์ได้ไปเยี่ยมชมกลางสายฝนครับ
