วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis): จากเทคนิคยึดโลหะสู่โศกนาฏกรรมแห่งเปลวเพลิงของอเล็กซานเดอร์
ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 2)
[เนื้อหาต้นฉบับ]
เปอร์เซโปลิส (Persepolis) คือมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิเปอร์เซีย เริ่มสร้างโดยกษัตริย์ดาริอัสมหาราช เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล และมีการต่อเติมเรื่อยมานานถึง 150 ปี จนถึงรัชสมัยของดาริอัสที่ 3 ตัวนครตั้งอยู่บนฐานหินขนาดใหญ่ที่ขุดและถมยกระดับให้สูงขึ้นจากพื้นดินธรรมชาติ มีบันไดทางขึ้นที่ลาดชันน้อยเพื่อให้เดินขึ้นได้สะดวก ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านได้นำไม้มาปูทับขั้นบันไดจริงเพื่อป้องกันการสึกหรอ
จากการพิจารณาเทคนิคการก่อสร้างด้านบน ผมพบร่องรอยการขุดหินเป็นร่องเพื่อใส่โลหะยึดแนวหินแต่ละก้อน (Clamp) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ คล้ายคลึงกับปราสาทขอม ในบ้านเรา แต่สิ่งที่น่าแปลกคือที่นี่ไม่มีรอยเจาะรูสำหรับสอดเชือกเพื่อเคลื่อนย้ายหินเหมือนงานช่างขอม เมื่อสอบถามนักโบราณคดีท้องถิ่น ได้ความว่าเป็นการใช้วิธีขัดผิวหินให้เรียบสนิทก่อนนำมาวางต่อกัน ซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมที่ประณีตและใช้แรงงานมหาศาล
มหาอาณาจักรที่ใช้เวลาสร้างและสะสมสมบัตินานนับศตวรรษแห่งนี้ กลับถูกกองทัพของ อเล็กซานเดอร์มหาราช บุกเข้าทำลายและเผาผลาญจนพินาศในปี 331 ก่อนคริสตกาล ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังอันยิ่งใหญ่ให้คนรุ่นหลังได้มาวิพากษ์วิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์อย่างที่คณะของเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis)
- Metal Clamps (ตัวยึดโลหะ): ร่องรูป "หูกระต่าย" หรือ "กระดูกสุนัข" ที่ท่านอาจารย์เห็น คือเทคนิคการใช้โลหะตะกั่วหรือเหล็กเทลงในร่องเพื่อยึดหิน (Dovetail Clamps) ซึ่งในเปอร์เซโปลิสมีความประณีตสูงมากและไม่มีการใช้ปูนยาแนว (Dry masonry)
- The Terrace (ฐานชานชาลา): พื้นที่ที่ท่านอาจารย์ระบุว่า "ถมที่ให้สูงขึ้น" คือ Platform ขนาดมหึมาพื้นที่กว่า 125,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการปรับหน้าผาหินธรรมชาติให้เป็นฐานรองรับพระราชวัง
- Apadana Staircase: บันไดที่ท่านอาจารย์สังเกตว่า "ไม่ก้าวยกสูงมาก" ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหล่าราชทูตและขุนนางในชุดยาวสามารถเดินขึ้นได้อย่างสง่างาม หรือแม้แต่ขี่ม้าขึ้นไปได้
- Comparative Archaeology: ข้อสังเกตเรื่อง "ไม่มีรูเจาะยกหิน" เมื่อเทียบกับปราสาทขอม เป็นประเด็นวิชาการที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงความแตกต่างในเครื่องทุ่นแรงและการเคลื่อนย้ายหินของสองอารยธรรม