วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

จากพรมวิจิตรสู่พระราชบัลลังก์: ร่องรอยวัฒนธรรมเปอร์เซียในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จากพรมวิจิตรสู่พระราชบัลลังก์: ร่องรอยวัฒนธรรมเปอร์เซีย (Persian Culture) ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

เห็นภาพการซื้อขายผ้า หรือ พรม (Carpet Trading) ในอิหร่าน (Iran)  
แล้วคิดถึง 
พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท (Dusit Sawan Thanya Maha Prasat Hall)
พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ (Phra Narai Ratchaniwet Palace)





[บทความเพิ่มเติมโดย Admin]
ภาพการซื้อขายพรมในอิหร่าน (Iran) หรืออาณาจักรเปอร์เซีย (Persian Empire) ในอดีต  ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีชีวิตทั่วไป แต่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของสินค้าศิลปกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยล่องเรือผ่านมหาสมุทรมาสู่ราชสำนักสยาม (Ayutthaya Kingdom) ความวิจิตรของลวดลายพรมเหล่านี้ชวนให้เราย้อนรำลึกถึง พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ณ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี (Lopburi)
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (King Narai the Great) สยามและเปอร์เซียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการทูตและการค้า ส่งผลให้สถาปัตยกรรมไทยในยุคนั้นมีการผสมผสานศิลปะแบบตะวันออกกลางและยุโรปเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะการออกแบบช่องหน้าต่างและประตูทรงโค้งแหลม (Pointed Arch) หรือ ศิลปะแบบกอทิก (Gothic Art) รวมถึงการประดับประดาพระราชวังที่มักมีการนำผ้าและพรมทออย่างดีมาใช้ประดับเพิ่มความสง่างามตามแบบสากลนิยม (International Style) ในยุคนั้น
ร่องรอยอิฐสีส้มและช่องโค้งที่ยังคงปรากฏให้เห็น ณ พระราชวังเมืองละโว้ (Lavo) จึงเป็นเสมือนพยานหลักฐานของยุคสมัยที่สยามเปิดประตูรับอารยธรรมโลก และเป็นจุดเชื่อมโยงความคิดจากภาพพรมผืนงามในอิหร่าน สู่มหาปราสาทอันเกรียงไกรของไทย

มุมมองประวัติศาสตร์:
การพินิจพิเคราะห์ความเชื่อมโยงของภาพศิลปะในบทความนี้ สะท้อนให้เห็นว่า "รายละเอียดเพียงเล็กน้อย คือกุญแจสำคัญของการชำระประวัติศาสตร์" เช่นเดียวกับการศึกษาประเด็นสำคัญเรื่องสถานที่สวรรคตของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (King Naresuan the Great) ซึ่งจากการค้นคว้าล่าสุดและหลักฐานใหม่ได้ชี้ชัดไปยัง "เมืองแหน" (Muang Hae (Muang Hang) located in Wiang Haeng, Chiang Mai, Thailand) อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ไทยให้มีความสมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับข้อมูลเดิมที่เคยรับรู้กันมา






วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศิลปะหน้าบันเมืองเพชร: อัตลักษณ์ช่างฝีมือ ณ วัดหนองควง และ วัดห้วยหลวง

 ศิลปะหน้าบันเมืองเพชร (Phetchaburi Pediment Art): อัตลักษณ์ช่างฝีมือ ณ วัดหนองควง และ วัดห้วยหลวง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

[เนื้อหาต้นฉบับ]

หน้าบัน (Pediment) วัดหนองควง (Wat Nong Khuang) อำเภอเมือง กับ วัดห้วยหลวง  (Wat Huai Luang)
อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี (Phetchaburi Province)
ฝีมือช่างเมืองเพชร 
ยุคสมัยเดียวกัน
แต่คนละช่าง คนละวัด แล้วแต่ผู้อุปถัมภ์





[บทความเพิ่มเติมโดย Admin]
หากจะกล่าวถึงต้นตำรับงานช่างศิลป์ชั้นครูในประเทศไทย "ช่างเมืองเพชร" (Phetchaburi Artisans) ย่อมถูกยกไว้ในลำดับต้นๆ เสมอ จากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่ท่านอาจารย์ปฏิพัฒน์ได้หยิบยกมาเปรียบเทียบระหว่าง วัดหนองควง (อ.เมือง) และ วัดห้วยหลวง (อ.เขาย้อย) ทำให้เราเห็นถึงความรุ่มรวยของงานปูนปั้น (Stucco / Bas-relief) ที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ความโดดเด่นของศิลปะหน้าบัน:
งานปูนปั้นประดับเครื่องถ้วย: มีการนำจานชามเครื่องเคลือบมาประดับตกแต่งบนหน้าบันอย่างวิจิตรบรรจง สะท้อนถึงรสนิยมและการรับอิทธิพลศิลปะที่ส่งต่อกันมาในยุคนั้น
ลวดลายพรรณพฤกษา: การผูกลายต้นไม้และดอกไม้ที่มีความอ่อนช้อย แต่ยังคงความแข็งแรงในเชิงช่างปูนปั้น ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของสกุลช่างเพชรบุรี
ความแตกต่างในความคล้าย: แม้จะอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน แต่รายละเอียดของลายเส้นและการวางองค์ประกอบกลับมีความต่างกันไปตาม "รหัสนัย" ของแต่ละช่าง และงบประมาณความศรัทธาของผู้อุปถัมภ์ในแต่ละวัด
งานศิลปกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ของประดับอาคาร แต่คือมรดกที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศิลป์ (Buddhist Art) ในถิ่นเมืองเพชรที่ยังคงลมหายใจมาจนถึงปัจจุบัน

มุมมองเพิ่มเติมจาก Admin:
การพินิจพิเคราะห์ความแตกต่างของหน้าบันแต่ละวัดในบทความนี้ สะท้อนให้เห็นว่า "รายละเอียดเพียงเล็กน้อย คือกุญแจสำคัญของการชำระประวัติศาสตร์" เช่นเดียวกับการศึกษาประเด็นสำคัญเรื่องสถานที่สวรรคตของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งจากการค้นคว้าล่าสุดและหลักฐานใหม่ได้ชี้ชัดไปยัง "เมืองแหน" (Muang Hae) หรือ "เมืองแหง" (Muang Hang) located in Wiang Haeng, Chiang Mai, Thailand อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ไทยให้มีความสมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับข้อมูลเดิมที่เคยรับรู้กันมา






เล่าเรื่องตามเหรียญ: เหรียญเสมาเล็กหลวงพ่อโสธร ปี ๒๔๙๔ หลังธรรมจักร จมูกโด่ง พุทธคุณเหนือกาลเวลา

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
เนื้อหาต้นฉบับ
เล่าเรื่องตามเหรียญ

เหรียญพระพุทธโสธร วัดโสธร 

พิมพ์เสมาเล็ก เนื้อทองแดง ปี ๒๔๙๔ จ.ฉะเชิงเทรา 

ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ บนฐานมีผ้าทิพย์

ในกรอบเหรียญรูปใบเสมา กรอบด้านล่างมีอักษร ว่า "พระพุทธโสธร"

ด้านหลัง มีอักขระ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ 

เป็นคาถาหัวใจนวหรคุณที่มีดีทุกอย่างในตัว 

ส่วนตัวยันต์ตัวกลางซึ่งอยู่ในวงล้อมพระธรรมจักรเป็นตัว "อะ" 

เหรียญหลวงพ่อโสธรเสมาเล็กหลังธรรมจักร 

เหรียญนี้ สร้างในปี พ.ศ.๒๔๙๔ 

มีหลักฐานระบุเอาไว้ว่า

ผู้จัดสร้างเหรียญรุ่นนี้คือ พ.ต.อ หลวงพรหมโมปกรณ์กิจ 

ผู้บังคับการฯกรมตำรวจ 

เป็นประธานกรรมการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโสธร ในสมัยนั้น

เป็นเหรียญที่มีเอกลักษณ์และมีความงดงามคลาสสิก

ตามแบบฉบับ เหรียญรุ่นเก่า  

โดดเด่น มีประสบการณ์ พุทธคุณสูง มาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน




บทความเพิ่มเติมโดย Admin

หากจะกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ "หลวงพ่อโสธร" แห่งวัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในช่วงกึ่งพุทธกาลอย่าง "เหรียญเสมาเล็ก ปี ๒๔๙๔" รุ่นนี้

ความพิเศษที่ Admin อยากเน้นย้ำคือ "คาถาหัวใจนวหรคุณ" (อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ) ที่ประทับอยู่ด้านหลังเหรียญ ซึ่งเป็นหัวใจของบทสรรเสริญพระพุทธคุณ ๙ ประการ (อิติปิโสฯ) ถือเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ผู้ครอบครอง ประกอบกับบารมีของผู้สร้างอย่าง พ.ต.อ. หลวงพรหมโมปกรณ์กิจ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น ทำให้เหรียญรุ่นนี้ไม่ได้มีเพียงความงามทางศิลปะแบบย้อนยุค (Classic) เท่านั้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาและการคุ้มครองที่เล่าขานกันมาไม่รู้จบ


สิริมงคลรุ่นสุดท้าย: เหรียญนาคปรก วัดอุ่มพุทธาราม (วัดไผ่ขวาง) พ.ศ. ๒๕๑๔ อธิษฐานจิตโดย ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต

สิริมงคลรุ่นสุดท้าย: เหรียญนาคปรก วัดอุ่มพุทธาราม (วัดไผ่ขวาง) พ.ศ. ๒๕๑๔ อธิษฐานจิตโดย ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เหรียญรุ่นสุดท้าย ที่ปลุกเศก 
โดย เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต 
เหรียญ "พระนาคปรก" วัดอุ่มพุทธาราม 
(วัดไผ่ขวาง) อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา 
ด้านหน้า เป็นพระรูปสมาธิมีนาคปรก ๗ เศียร 
ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานบัวคว่ำบัวหงายบนลำตัวนาค
มีตัวหนังสือรายล้อมว่า 
"ปลุกเสกโดยท่านธมมวิตกโก (ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต)" 
ด้านหลัง ตรงกลางเหรียญเป็นรูปยันต์น้ำเต้า ใต้ลงมามีตัว "อุ" 
มีตัวหนังสือรายล้อม ว่า 
"ในงานทอดผ้าป่า วัดอุ่มพุทธาราม จ.ฉะเชิงเทรา 
ของจเรตำรวจ พ.ศ. ๒๕๑๔"
เหรียญที่เจ้าคุณนรรัตน์ ปลุกเศก ที่ วัดอุ่มพุทธาราม ปี ๒๕๑๔ 
จัดสร้างเนื้อทองคำ จำนวน ๙ เหรียญ, เนื้อเงิน จำนวน๑๐๐ เหรียญ, 
และ เนื้อทองแดงรมดำ จำนวน ๘๔,๐๐๐ เหรียญ.



บทความเพิ่มเติมโดย Admin
ในแวดวงนักสะสมวัตถุมงคลและศิษยานุศิษย์ผู้ศรัทธาใน ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ) แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ต่างทราบกันดีว่าวัตรปฏิบัติอันบริสุทธิ์ของท่านนั้นเป็นที่เลื่อมใสเพียงใด แม้ท่านจะไม่เคยออกจากวัดเพื่อไปร่วมพิธีปลุกเสกที่ใดเลยตลอดการครองสมณเพศ แต่เมตตาบารมีของท่านกลับแผ่ไพศาลผ่านวัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตให้

เหรียญนาคปรก วัดอุ่มพุทธาราม ปี ๒๕๑๔ รุ่นนี้ถือเป็นมรดกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง เนื่องจากเป็นรุ่นที่จัดสร้างขึ้นในนามงานทอดผ้าป่าของจเรตำรวจ ซึ่งมีพุทธศิลป์ที่งดงามและแฝงไปด้วยความหมายทางธรรม โดยเฉพาะ "ยันต์น้ำเต้า" และตัว "อุ" อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ปรากฏบนวัตถุมงคลที่ท่านเมตตาอธิษฐานจิต

ด้วยจำนวนการสร้างที่ชัดเจน โดยเฉพาะเนื้อทองคำที่มีเพียง ๙ เหรียญ และเนื้อเงินเพียง ๑๐๐ เหรียญ ทำให้เหรียญรุ่นนี้กลายเป็นที่แสวงหาและทรงคุณค่าอย่างยิ่งในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ในแง่ของพุทธคุณ แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกถึงความศรัทธาของพุทธบริษัทในจังหวัดฉะเชิงเทราและเหล่าข้าราชการตำรวจในยุคนั้น

หมายเหตุประวัติศาสตร์:
เช่นเดียวกับการสืบค้นร่องรอยประวัติศาสตร์ในอดีต อย่างเรื่องสถานที่สวรรคตของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งผลการค้นคว้าล่าสุดระบุว่าคือ "เมืองแหน" (อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่) การรวบรวมรายละเอียดข้อมูลของวัตถุมงคลแต่ละรุ่นอย่างละเอียดเช่นนี้ จึงเป็นการช่วยรักษาความถูกต้องของประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอย่างแท้จริง

ย้อนรอยจิตรกรรมฝีมือเชลยไทย ณ วัดกู่วุดจีกู่พญา: ร่องรอยอารยธรรม "โยเดีย" ในเมืองมินบู

 ฝีมือช่างจิตรกรรมเชลยไทย ในเมียนมาร์ วัดกู่วุดจีกู่พญา

ข้อความต้นฉบับโดย ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
วันที่โพสต์: วันเสาร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๒
ฝีมือช่างจิตรกรรมเชลยไทย ในเมียนมาร์
"วัดกู่วุดจีกู่พญา" เมืองมินบู 
เชื่อว่า เขียนโดยบรรพบุรุษของชาวบ้านโยเดีย
ที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งเสียกรุง ๒๓๑๐
เพราะมีอักษรภาษาไทย อยู่ใต้ภาพบางภาพ 
 อายุของภาพจึงควรอยู่ในสมัยพระเจ้าปดุง...ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
วันเสาร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๒

บทความเพิ่มเติมโดย Admin:
ท่ามกลางร่องรอยประวัติศาสตร์ในประเทศเมียนมาร์ "วัดกู่วุดจีกู่พญา" (Gu Wut Gyi Ku Phaya) ณ เมืองมินบู ปรากฏหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงสายสัมพันธ์อันเจ็บปวดแต่สวยงามระหว่างไทยและพม่า นั่นคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของบรรพบุรุษชาวไทยหรือ "ชาวโยเดีย"
ภาพเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวผ่านลายเส้นที่คุ้นตา ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นผลงานของเหล่าช่างฝีมือและเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๑๐)





จุดสังเกตสำคัญทางประวัติศาสตร์:
อักษรไทยใต้ภาพ: หลักฐานที่มัดตัวแน่นหนาที่สุดคือ การค้นพบ ภาพจิตรกรรมเป็นภาพสีลวดลายแบบไทย ได้อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของผู้เขียนที่ยังคงรักษาศิลปะไทยไว้แม้ในยามพลัดถิ่น
การวิเคราะห์อายุสมัย: เมื่อพิจารณาจากพุทธศิลป์และบริบทแวดล้อม คาดว่าภาพเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นในรัชสมัย พระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบอง ซึ่งตรงกับช่วง ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ของไทย
ศิลปะบนฝาผนังเหล่านี้จึงมิใช่เพียงความสวยงามเพื่อพุทธบูชา แต่คือ "จดหมายเหตุ" ที่บันทึกลมหายใจและจิตวิญญาณของชาวไทยในแผ่นดินอื่นที่ยังคงสืบทอดฝีมือช่างชั้นครูมาอย่างเข้มแข็ง









วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568

จิตรกรรมที่งดงามและไม่เหมือนใคร วัดชิโนรสารามวรวิหาร

 จิตรกรรมที่งดงามและไม่เหมือนใคร วัดชิโนรสารามวรวิหาร 

"จิตรกรรมที่งดงามและไม่เหมือนใคร"
จิตรกรรมฝาผนัง วัดชิโนรสารามวรวิหาร 
แสดง ภาพพระศรีอริยเมตไตรย 
เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต 
เพื่อทรงแสดงธรรม แก่ 
เทพยดาอันมีพระอินทร์ เป็นประธาน 
รวมทั้งหมู่พญามาร ทั้งหลาย
ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง.
ขอบคุณ ภาพจากชมรมพิพิธสยาม.









พระอุโบสถเก่า "วัดเจ้ามูล" แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

 เที่ยวกับชมรมพิพิธสยาม 

ว่าด้วยพระอุโบสถเก่า "วัดเจ้ามูล"

แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

พระอุโบสถหลังเก่า วัดเจ้ามูล
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก 
มีขนาด กว้าง ๗ เมตร ยาว ๘เมตร 
กรอบประตูหน้าต่างเป็นวงโค้ง และรูปวงโค้งมน  
ด้านบนของผนังทั้ง ๔ ทำเป็นลักษณะใบเสมาของป้อมกำแพง 
แต่เจาะเป็นช่องตะแกรง 
รวมทั้งช่องว่างระหว่างใบเสมาด้วย
เพื่อให้แสงเข้าได้โดยรอบ แล้วจึงสร้างหลังคามุงกระเบื้องว่าวปิด 
ทำให้ดูแล้วเหมือนอาคารป้อมปืน  
นับเป็นรูปแบบอาคารโบสถ์
ที่แปลกไปจากอาคารโบสถ์โดยทั่วไป
แต่เดิมด้านหน้าพระอุโบสถเก่า (หลวงพ่อทับทิม) หลังนี้ 
มีเจดีย์ และปรางค์ คู่หนึ่ง 
อายุการก่อสร้างตามประวัติ ว่า 
สร้าง ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ - พ.ศ.๒๔๖๕  
( ระหว่าง ปีที่ ๘ - ปีที่ ๑๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ) 
ต่อมาใน ปี พ.ศ.๒๕๐๙  
เจดีย์และปรางค์ คู่นี้ชำรุดทรุดโทรมลง 
พระครูโสภณสมาธิวัตร (หลวงพ่อเฟื่อง สมณศักดิ์ในสมัยนั้น) 
ได้ทำการรื้อถอนพระเจดีย์หน้าพระอุโบสถหลวงพ่อทับทิม
เพื่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ 
เมื่อทำการรื้อถอนพระเจดีย์หน้าพระอุโบสถ 
ได้พบพระเครื่องในกรุเข้าโดยบังเอิญ 
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระเครื่องเนื้อผง มีทั้งสีขาวและสีแดงแก่ว่านสบู่เลือด


















วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568

โบราณวัตถุ ๒ ชิ้น ที่สำคัญของวัดโพธาราม

 โบราณวัตถุ ๒ ชิ้น ที่สำคัญของวัดโพธาราม
คือ พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิ และ 
พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร

ประดิษฐานอยู่ในมณฑป ทั้งสององค์ 
พิจารณาจากสถานที่แล้ว
เชื่อว่า น่าจะเป็นโบราณวัตถุที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น 
แล้วนำมาประดิษฐาน ไว้ที่วัดโพธาราม (ตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏ)
จากการสำรวจจากภาพถ่ายทางอากาศและการเดินสำรวจ 
เมืองโบราณสมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๖
ที่ตั้งอยู่ใกล้ วัดโพธารามที่ สุด 
คือ เมืองโบราณบ้านคูเมือง อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี  
จึงอาจเป็นไปได้ว่า 
พระพุทธรูปศิลา ปางสมาธิ สมัยทวารวดี 
ได้ถูกนำมาจากเมืองนี้
อนึ่ง ใน พช.อู่ทอง มีพระพุทธรูปหิน ลักษณะใก้เคียงกัน 
จัดแสดงอยู่ ๑ องค์ 
แต่ ข้าพเจ้าไม่ทราบที่มาชัดเจน ว่า
เป็นโบราณวัตถุที่พบ ในเมืองอู่ทอง หรือ นำมาจากที่อื่น
ผู้ใดทราบ ขอเพิ่มเติมเป็นวิทยาทานด้วยจ้า


พระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ แผ่นหลังมีเรือนแก้วประกอบ ศิลา ศิลปแบบทวารวดี อายุ ๑๓-๑๖ วัดโพธาราม ชัยนาท
พระพุทธรูปหินสมัยทวารวดี วัดโพธาราม ต.แพรกศรีราชา อ.สรรค์บุรี จ.ชัยนาท


พระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ ที่ฐานด้านหน้า สลักรูปธรรมจักร และกวางหมอบ ศิลา ศิลปแบบทวารวดี อายุ ๑๓-๑๖ จัดแสดง อยู่ พช.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี...(ภาพของ อนุรักษ์ศิลป์ )

พระพุทธรูปสมัยทวารวดี ที่วัดโพธาราม (ต่อ)
เรื่องพระพุทธรูป สมัยทวารวดี วัดโพธาราม
Pramet Peet ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ว่า
พระพุทธรูปองค์นี้ ได้มาจาก “เมืองโบราณดงคอน” 
ต.แพรกศรีราช อ.สรรค์บุรี 
ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับวัดโพธาราม มากกว่า  
ดังนั้น การที่สันนิษฐานว่า 
อาจจะมาจากเมืองโบราณบ้านคูเมือง อ.อินทรบุรี 
เป็นอันตกไป  
เมื่อติดตามหาที่ตั้งของ “เมืองโบราณดงคอน” ต่อไป 
จึงพบว่า  มูลนิธิ เล็ก-ประไพ 
ได้สำรวจและทำผังที่ตั้งเมืองไว้ 
หลังจากตรวจสอบกับภาพถ่ายทางอากาศ 
และไปดูสถานที่จริงแล้ว 
เกือบจะไม่เห็นสภาพที่ยังคงอยู่เมืองโบราณดงคอนนี้เลย


แผนที่ ที่ตั้งเมืองโบราณดงคอน จาก มูลนิธิ เล็ก-ประไพ


ในวงแดง คือ สถาพ "เมืองโบราณดงคอน" ต.แพรกศรีราชา อ.สรรค์บุรี จ.ชัยนาท จาก Google Map ปัจจุบัน


สภาพคูเมืองคงคอน สมัยทวารวดี ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน










วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567

วัดโพธาราม วัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ต.แพรกศรีราชา อ.สรรค์บุรี จ.ชัยนาท

 วัดโพธาราม  

ต.แพรกศรีราชา อ.สรรค์บุรี จ.ชัยนาท 

เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งยังปรากฎเจดีย์ขนาดย่อม 
เหลือเพียงชั้นฐานอยู่ด้านหลังวิหาร อยู่ ๑ องค์
และ ชิ้นส่วน พระพุทธรูปหินทรายอีกหลายองค์
ต่อมา ราษฎรชาวบ้านซ่อง ได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นใหม่ 
ในบริเวณโบราณสถานร้าง  
เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของชาวบ้านซ่อง 
ที่จะมาทำบุญทำกุศลร่วมกัน 
และเรียกชื่อเป็นสามัญว่า “วัดบ้านซ่อง” ตามชื่อของหมู่บ้าน 
ภายหลัง วัดได้รับการพัฒนามากขึ้น 
มีเสนาสนะสมควรกับการเป็นวัด
สิ่งที่จะทำให้วัดสมบูรณ์ได้ จะต้องมีพระอุโบสถ 
เมื่อการก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จ 
ตามหลักฐานที่เขียนทั้งภาษาไทยและจีน บนซุ้มประตูพระอุโบสถ
ว่า “ปีจอ เดือน๗ ช่างย่งผู้ทำ” (พระอุโบสถหลังนี้)
"ปีจอ"ในที่นี้ หมายถึง ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ 
คือ สร้างเสร็จก่อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๕ ปี
เมื่อเสนาสนะและพระอุโบสถ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
จึงได้ทำเรื่องขอพระราชทานวิสุงคามสีมา 
และในปีที่ ๓๕ ปีครองราชย์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
"วัดบ้านซ่อง" จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา 
เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๕ (ปีขาล) 
และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดโพธาราม” มาจนถึงสมัยปัจจุบัน
สรุป 
วัดโพธาราม (วัดบ้านซ่อง) สร้างขึ้นใหม่สมัยรัชกาลที่ ๕ 
ในบริเวณวัดร้างเก่าสมัยอยุธยา 
สร้างพระอุโบสถเสร็จ ปี พ.ศ.๒๔๔๑
พระราชทานวิสุงคามสีมา ใน ปี พ.ศ.๒๔๔๕
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 
นับอายุถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๖๗) ได้ ๑๒๖ ปี


























จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ์ วัดโพธาราม อ.แพรกศรีราชา จ.ชัยนาท บ่งบอกที่มา ของ รถลาก และ รถเจ๊ก

 "รถลาก" และ "รถเจ๊ก"

 บนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ์ 

วัดโพธาราม อ.แพรกศรีราชา จ.ชัยนาท

บนฝาผนังด้านทิศเหนือ ของพระอุโบสถ
ตอนบนของผนังเขียนภาพพระสาวกยืน 
ในลักษณะยกมือขวาขึ้นเสมออก ยืนเรียงกันเป็นแถวไปโดยรอบ  
ตอนกลาง เขียนภาพนรกภูมิ และมนุษย์ภูมิ 
มีภาพสะท้อนชีวิตประชาชน คือ 
ภาพ "รถเจ๊ก" และ "รถลาก"  หรีอ "รถม้า"
ขับขี่โดยคนชั้นสูง เช่น ขุนนาง  
ชั้นล่างเขียนเป็น ภาพสัตว์เสือ ไล่กัดคน 
ภาพวิถีชีวิตดังกล่าว 
สามารถนำมาประกอบการกำหนดอายุพระอุโบสถหลังนี้ได้เป็นอย่างดี
กล่าวคือ 
 "รถลาก" คันแรกมีขึ้นในประเทศญี่ปุ่น 
เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๗๖  
ตรงกับรัชกาล ที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  
แต่เมื่อนำมาใช้ในสยามประเทศ
ส่วนใหญ่ กุลีชาวจีน จะเป็นคนลากรับจ้างชาวกรุงเทพฯ ทั่วไป 
จึงเรียกว่า “รถเจ๊ก”
ในปี พ.ศ.๒๔๔๐ สมัยรัชกาลที่ ๕  
พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก)  
ได้นำ "รถลาก" มาจาก "เมืองซัวเถา"ในจีนแผ่นดินใหญ่  
โดยนำขึ้นทูลเกล้าถวาย  
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  คันหนึ่ง  
ต่อมารถลาก กลายเป็นที่นิยมของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์  
แพร่หลายถึงบรรดาขุนนางและประชาชนชาวบางกอก
ในที่สุด  
เมื่อรถลากรับจ้างบนท้องถนนมีมากขึ้น 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ 
จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติรถลาก ร.ศ. ๑๒๐ (พ.ศ.๒๔๔๔ ) 
เพื่อควบคุมการใช้รถลากให้เป็นไปตามกฎหมาย.



















วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567

พระบรมธาตุชัยนาท สมัยอยุธยา หุ้มตะกั่วปิดทองครึ่งองค์

 พระบรมธาตุชัยนาท สมัยอยุธยา 

หุ้มตะกั่วปิดทองครึ่งองค์

ข้อความในจารึกสมัยอยุธยา (หลักที่ ๙๗)
ระบุไว้ละเอียดและชัดเจน ว่า 
หลังจากปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุแล้วเสร็จ...
จึงให้ ช่างดีบุกแลพระสงฆ์ขึ้นมาหุ้มพระบรมธาตุ หัวเมืองชัยนาทบุรี 
เป็นดีบุก๒๕หาบ 
หุ้มลงมาเถิงบัลลังก์ชั้นยี่ 
สําเร็จแล้ว ช่างดีบุกแลพระสงฆ์ ล่องลงไปบอกพระทิพมนต์ พระนครศรีอยุธยา
พระทิพย์มนต์จึงขึ้นมาปิดทองพระบรมธาตุ 
ณ วันศุกร์แรม ๕ คํ่าเดือน๗ (มิถุนายน) ปีระกานพศก 
พระพุทธศักราชได้๒๒๖๐ พระวัสสาเศษสังขยา เป็นปฐม
ตั้งแต่ฉัตร ลงมา ถึงชั้นเรือนธาตุ 
ส่วนชั้นบัลลังก์(ฐาน ๓ ชั้นล่างสุด) ฐานชั้นล่างสุด 
พระมหาพุทธสรวัดป่าข้าวเปลือกเมืองชัยนาทบุรี 
ได้ชักชวนพระสงฆ์เจ้าทั้งปวงแลสัปปุรุษทั้งปวง
ช่วยกันปฏิสังขรณ์ 
พระบรมธาตุบัลลังก์ชั้นตํ่าเป็นดีบุก๑๒๒๙. หาบ 
พื้นบัลลังก์ชั้นบนสองชั้นเป็นดีบุก๑๒หาบ
แสดงให้เห็นว่า พระบรมธาตุชัยนาท องค์นี้ 
ครึ่งล่าง (ฐานสามชั้น)  หุ้มด้วยดีบุก 
ส่วนครึ่งบนตั้งแต่ชั้นเรือนธาตุขึ้นไปจนถึงยอดฉัตร 
หุ้มดีบุกปิดทอง 
สวยงามสง่าสมกับเป็นพระบรมธาตุประจำเมืองโดยแท้.











วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567

พระบรมธาตุชัยนาท สร้างสมัยอยุธยาตอนต้น ซ่อมแปลง สมัยอยุธยาตอนปลาย

 พระบรมธาตุชัยนาท 

สร้างสมัยอยุธยาตอนต้น ซ่อมแปลง สมัยอยุธยาตอนปลาย

"พระบรมธาตุชัยนาท" มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรม
ที่แปลกแตกต่างไปจากสถาปัตยกรรมรูป
ปราสาทขอม หรือ ปรางค์ หรือ "พระมหาธาตุ"
และเจดีย์ทรงลังกา โดยทั่วไป
แต่เป็นส่วนผสมของรูปแบบสถาปัตยกรรมทั้ง ๒ แบบ
เข้าด้วยกัน นับเป็น เจดีย์ รูปแบบพิเศษ 
เช่นเดียวกับ "เจดีย์แบบพุ่มข้าวบิณฑ์"
ข้อความในจารึกลานทอง "วัดส่องคบ" กล่าวถึง 
"ขุนสรรเพชญ เจ้าเมือง ประดิษฐาน "พระศรีรัตนธาตุ" แห่งกรุงไชยสถาน" 
เมื่อ พ.ศ.๑๙๕๑ 
ตรงกับปีที่ ๑๔ในรัชกาลสมเด็จพระรามราชาธิราช พระนครศรีอยุธยา 
(สายลพบุรี หรือ สายพระเจ้าอู่ทอง)
สมัยอยุธยาตอนต้น
ซึ่งมีความสำคัญสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย
ดังปรากฏ ข้อความในจารึก อีกหลักหนึ่ง (หลักที่ ๙๗)  
เป็นจารึกอักษรขอม ภาษาไทย 
ข้อความโดยสรุป ว่า 
พระพุทธสร วัดป่าข้าวเปลือก เมืองไชยนาฎฐบูรี 
คิดอ่านปฏิสังขรณ์ "ซ่อมแปลงพระบรมธาตุ" 
และนิมนต์พระทิพมนต์ (จากพระนครศรีอยุธยา )
ขึ้นมาปิดทองพระบรมธาตุ ณ วันศุกร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๗ (มิถุนายน) 
ปีระกา นพศก พระพุทธศักราชได้ ๒๒๖๐ 
เสร็จบริบูรณ์แล้ว 
นิมนต์ "พระทิพมนต์" แล "สมเด็จพระรูป" 
ขึ้นมาฉลองสมโภช พระบรมธาตุ ด้วย 
เมื่อ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจอ สัมฤทธิศก 
พระพุทธศักราชได้ ๒๒๖๑ 
ตรงกับปีที่ ๙- ๑๐ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ 
"พระบรมธาตุ" หรือ "พระศรีรัตนมหาธาตุ" 
ที่กล่าวถึงในจารึกลานทอง วัดส่องคบ สมัยพระรามราชาธิราช พ.ศ.๑๙๕๑
กับ การซ่อมแปลง "พระบรมธาตุ" ในศิลาจารึกวัดพระบรมธาตุขัยนาท 
สมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ.๒๒๖๐- พ.ศ.๒๒๖๑ นั้น
คือ พระบรมธาตุ องค์เดียวกัน.


ภาพถ่ายทางอากาศแสดงที่ตั้งวัดพระบรมธาตุชัยนาท และ วัดส่องคบ ปากแม่น้ำน้อยสบแม่น้ำเจ้าพระยา (เหนือ)


พระบรมธาตุชัยนาท เมืองไชยนาฎฐบูรี


"เจดีย์วัดโตนดหลาย"เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ใต้สุดของอาณาจักรสุโขทัย ที่เมืองสรรคบุรี เมืองชัยนาท


จารึกลานทอง พบที่วัดส่องคบ ชัยนาท


จารึกลานทอง สมัยอยุธยาตอนต้น พบที่วัดส่องคบ เมืองชัยสถาน


ศิลาจารึก สมัยอยุธยาตอนปลาย วัดพระบรมธาตุชัยนาท














วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ชื่อเดิม เมืองชัยนาท ชื่อเมือง ชัยสถาน

 เมือง "ชัยสถาน" ชื่อ "เมืองชัยนาท" เดิม

ก่อนพุทธศักราช ๑๙๕๑

ออกจากวัดศาลาขาว ย้อนกลับมาทางเดิม 
ข้ามเขื่อนเจ้าพระยา 
เข้าถนนสายหลักเลียกคลองชลประทานฝั่งตะวันตก
แม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปทางเหนือ อีกประมาณ ๙.๕ กม. ก็ถึง 
"วัดส่องคบ" ต.ชัยนาท อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท 
ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของ "ปากแม่น้ำน้อย" สบกับ "แม่น้ำเจ้าพระยา" 
ที่วัดนี้ ได้พบ "จารึกลานทอง" มีจารึก
ระบุปี ชวด จ.ศ.๗๗๐  (พ.ศ.๑๙๕๑ ตรงกับปีที่ ๑๔ ในรัชกาลสมเด็จพระรามราชาธิราช) 
พระนครกรุงศรีอยุธยา สถาปนามาแล้ว ได้ ๕๙ ปี
กล่าวถึง ขุนเพชรสาร เจ้าเมืองชัยสถาน และญาติศรัทธาร่วมทำบุญ 
สร้างพระบรมธาตุ ขึ้นในเมืองชัยสถาน
ตามประวัติการค้นพบ บันทึกไว้ว่า 
พระครูบริรักษ์บรมธาตุขุดพบในเจดีย์วัดส่องคบ 
เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๔ 
และมอบให้อธิบดีกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๕ 
กำหนดเรียกชื่อจารึกลานทองชุดนี้ว่า “จารึกวัดส่องคบ”  
แต่ในครั้งนั้น เมื่อสอบถามถึงเจดีย์ที่พบลานทอง  
ก็ไม่พบร่องรอยของเจดีย์ดังกล่าวแล้ว 
หากพิจารณาทั้งโบราณวัตถุ (ลานทอง),
ข้อความที่กล่าวอ้างถึงในจารึก แล้ว 
ทำให้เกิดความสงสัยว่า 
ลานทองดังกล่าวจะเป็น ของ “วัดส่องคบ” 
หรือ ของ “วัดพระบรมธาตุชัยนาท” กันแน่ ? 
คณะเราจึงได้แต่นั่งรถเข้าไปวนดูในวัดส่องคบ
แต่ไม่ได้ลง เพราะเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัดล้วนสร้างขึ้นใหม่ทั้งสิ้น.