วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis): จากเทคนิคยึดโลหะสู่โศกนาฏกรรมแห่งเปลวเพลิงของอเล็กซานเดอร์

 วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis): จากเทคนิคยึดโลหะสู่โศกนาฏกรรมแห่งเปลวเพลิงของอเล็กซานเดอร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 2)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เปอร์เซโปลิส (Persepolis) คือมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิเปอร์เซีย เริ่มสร้างโดยกษัตริย์ดาริอัสมหาราช เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล และมีการต่อเติมเรื่อยมานานถึง 150 ปี จนถึงรัชสมัยของดาริอัสที่ 3 ตัวนครตั้งอยู่บนฐานหินขนาดใหญ่ที่ขุดและถมยกระดับให้สูงขึ้นจากพื้นดินธรรมชาติ มีบันไดทางขึ้นที่ลาดชันน้อยเพื่อให้เดินขึ้นได้สะดวก ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านได้นำไม้มาปูทับขั้นบันไดจริงเพื่อป้องกันการสึกหรอ

จากการพิจารณาเทคนิคการก่อสร้างด้านบน ผมพบร่องรอยการขุดหินเป็นร่องเพื่อใส่โลหะยึดแนวหินแต่ละก้อน (Clamp) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ คล้ายคลึงกับปราสาทขอม ในบ้านเรา แต่สิ่งที่น่าแปลกคือที่นี่ไม่มีรอยเจาะรูสำหรับสอดเชือกเพื่อเคลื่อนย้ายหินเหมือนงานช่างขอม เมื่อสอบถามนักโบราณคดีท้องถิ่น ได้ความว่าเป็นการใช้วิธีขัดผิวหินให้เรียบสนิทก่อนนำมาวางต่อกัน ซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมที่ประณีตและใช้แรงงานมหาศาล

มหาอาณาจักรที่ใช้เวลาสร้างและสะสมสมบัตินานนับศตวรรษแห่งนี้ กลับถูกกองทัพของ อเล็กซานเดอร์มหาราช บุกเข้าทำลายและเผาผลาญจนพินาศในปี 331 ก่อนคริสตกาล ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังอันยิ่งใหญ่ให้คนรุ่นหลังได้มาวิพากษ์วิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์อย่างที่คณะของเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
















































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis)

  • Metal Clamps (ตัวยึดโลหะ): ร่องรูป "หูกระต่าย" หรือ "กระดูกสุนัข" ที่ท่านอาจารย์เห็น คือเทคนิคการใช้โลหะตะกั่วหรือเหล็กเทลงในร่องเพื่อยึดหิน (Dovetail Clamps) ซึ่งในเปอร์เซโปลิสมีความประณีตสูงมากและไม่มีการใช้ปูนยาแนว (Dry masonry)
  • The Terrace (ฐานชานชาลา): พื้นที่ที่ท่านอาจารย์ระบุว่า "ถมที่ให้สูงขึ้น" คือ Platform ขนาดมหึมาพื้นที่กว่า 125,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการปรับหน้าผาหินธรรมชาติให้เป็นฐานรองรับพระราชวัง
  • Apadana Staircase: บันไดที่ท่านอาจารย์สังเกตว่า "ไม่ก้าวยกสูงมาก" ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหล่าราชทูตและขุนนางในชุดยาวสามารถเดินขึ้นได้อย่างสง่างาม หรือแม้แต่ขี่ม้าขึ้นไปได้ 
  • Comparative Archaeology: ข้อสังเกตเรื่อง "ไม่มีรูเจาะยกหิน" เมื่อเทียบกับปราสาทขอม เป็นประเด็นวิชาการที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงความแตกต่างในเครื่องทุ่นแรงและการเคลื่อนย้ายหินของสองอารยธรรม

มุ่งสู่มรดกโลกเปอร์เซโปลิส (Persepolis): ระเบียบเข้มและการเดินทางย้อนรอยความยิ่งใหญ่

 มุ่งสู่มรดกโลกเปอร์เซโปลิส (Persepolis): ระเบียบเข้มและการเดินทางย้อนรอยความยิ่งใหญ่

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 1)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เช้านี้เราตื่นกันตั้งแต่ ๖-๗-๘ เพื่อเตรียมตัวเดินทางย้อนกลับไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองชีราซประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๖๕ สายเดิมที่มุ่งหน้าสู่สุสานกษัตริย์ไซรัส แต่แยกเข้าสู่ถนนอีกเส้นเพื่อมุ่งหน้าไปยัง เมืองโบราณเปอร์เซโปลิส (Persepolis) เรามาถึงที่หมายในเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ ทั้งย่านร้านขายของที่ระลึกและสิ่งอำนวยความสะดวก สมกับที่เป็นสถานที่ที่ได้รับยกย่องให้เป็น "มรดกโลก" ทว่ารัฐบาลอิหร่านเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยและการนำกระเป๋าเข้าสู่บริเวณโบราณสถานอย่างยิ่ง เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ลักลอบนำก้อนหินออกไปจนถูกตรวจจับได้ที่สนามบิน แม้หินแต่ละก้อนจะมีขนาดใหญ่โตจนน่าสงสัยว่าจะซุกซ่อนได้อย่างไรก็ตาม

เราต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองกันนานพอสมควรเพื่อให้สามารถนำกระเป๋ากล้องเข้าไปบันทึกภาพได้ เมื่อผ่านประตูตรวจสอบเข้าไปได้ "ฟาม" ก็ได้ประสานนักโบราณคดีท้องถิ่นมาทำหน้าที่บรรยายให้ความรู้เชิงวิชาการแก่คณะของเราทันทีที่ก้าวเข้าสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้


















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin มุ่งสู่มรดกโลกเปอร์เซโปลิส (Persepolis)

  • Persepolis (Takht-e Jamshid): อดีตนครหลวงอันรุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์อคีเมนิด (Achaemenid Empire) ก่อตั้งโดยพระเจ้าดาริอัสมหาราช (Darius the Great) เมื่อราว ๕๑๘ ปีก่อนคริสตกาล
  • Site Security & Conservation: ความเข้มงวดที่ท่านอาจารย์พบเจอเป็นมาตรการมาตรฐานของ UNESCO และกระทรวงมรดกวัฒนธรรมอิหร่าน เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเศษลวดลายสลักบนผนังหินซึ่งมีความเปราะบางและมีมูลค่าสูงในตลาดมืดโบราณวัตถุ
  • UNESCO World Heritage: เปอร์เซโปลิสได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 ในฐานะหลักฐานชิ้นเอกของอารยธรรมโบราณที่แสดงถึงความรุ่งเรืองด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และการวางผังเมือง
  • Archaeological Perspective: การที่คณะเดินทางจ้างนักโบราณคดีมาบรรยายโดยตรง สะท้อนถึงการท่องเที่ยวเชิงลึกที่ท่านอาจารย์ให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ภาพสลักนูนต่ำที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวเปอร์เซียและแคว้นต่างๆ ที่มาส่งส่วยในยุคโบราณ

ธรณีประตูแห่งจิตวิญญาณ: สัมผัส "ประตูอัลกุรอาน" (Qur'an Gate) สัญลักษณ์แห่งความแคล้วคลาด ณ เมืองชีราซ

 ธรณีประตูแห่งจิตวิญญาณ: สัมผัส "ประตูอัลกุรอาน" (Qur'an Gate) สัญลักษณ์แห่งความแคล้วคลาด ณ เมืองชีราซ

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 5)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
คณะเราออกจากสุสานพระเจ้าไซรัสมหาราช มุ่งหน้าเข้าสู่ เมืองชีราซ (Shiraz) แม้ระยะทางจะไม่ไกลนัก แต่การจราจรเริ่มหนาแน่นและต้องหยุดจอดที่จุดเช็กพอยต์เป็นระยะ "น้องปารย์" และ "ฟาม" ได้จอดรถให้พวกเราลงไปเก็บภาพความประทับใจกับ ประตูอัลกุรอาน (Qur'an Gate หรือ Darvazeh Qur'an)

ประตูเมืองแห่งนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเข้าสู่เมือง ภายในมีรูปแกะสลักของกวีเอกแห่งชีราซประดับไว้ ประตูนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทางเข้าสู่โลกภายนอกเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือน "ธรณีประตูทางจิตวิญญาณ" ด้วยความเชื่อโบราณที่ว่า การเดินผ่านประตูที่มีคัมภีร์อัลกุรอานประดิษฐานอยู่ด้านบน จะนำพาการปกป้องคุ้มครองจากสวรรค์มาสู่นักเดินทางให้แคล้วคลาดปลอดภัย

สำหรับชาวเมืองชีราซ ประตูอัลกุรอานเป็นมากกว่าโบราณสถาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรม ความแข็งแกร่ง และอัตลักษณ์ที่หยั่งรากลึก และสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่จิตวิญญาณอันเปี่ยมด้วยบทกวีของชีราซอย่างแท้จริง























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ธรณีประตูแห่งจิตวิญญาณ "ประตูอัลกุรอาน" (Qur'an Gate)

  • Qur'an Gate (Darvazeh Qur'an): เดิมสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์บูยิด (Buyid dynasty) และมีการนำคัมภีร์อัลกุรอานไปวางไว้ที่ช่องด้านบนประตูเพื่อให้ผู้เดินทางผ่านไปมาได้รับพรรวมถึงความปลอดภัย
  • The Tradition of Passing Under the Qur'an: เป็นธรรมเนียมของชาวเปอร์เซียที่เมื่อจะออกเดินทางไกล สมาชิกในครอบครัวจะให้ผู้เดินทางเดินลอดใต้คัมภีร์อัลกุรอานเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งประตูเมืองแห่งนี้สะท้อนวัฒนธรรมดังกล่าวในระดับเมือง
  • Shiraz (The City of Poets): เมืองชีราซได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งกวี (City of Poets) เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของกวีเอกระดับโลกอย่าง ฮาเฟซ (Hafez) และ ซาดี (Saadi) ซึ่งท่านอาจารย์ได้สังเกตเห็นรูปแกะสลักกวีที่ประตูเมืองอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญ
  • Architectural Evolution: ประตูที่ท่านอาจารย์เห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1949 หลังจากประตูเดิมชำรุดเสียหาย โดยยังคงรักษารูปแบบศิลปะอิสลามที่สง่างามเอาไว้

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

สุสานไซรัสมหาราช: ปฐมบทแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย และศรัทธาที่กาลเวลา (และสงคราม) มิอาจทำลาย

 สุสานไซรัสมหาราช: ปฐมบทแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย และศรัทธาที่กาลเวลา (และสงคราม) มิอาจทำลาย

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
หลังจากเติมพลังด้วยคาบัฟไก่และน้ำพริกตาแดงมาม่าที่เป็นเมนูช่วยชีวิต คณะเราเดินทางต่ออีก 2 ชั่วโมงผ่านทะเลทรายคาวีร์และเทือกเขาที่มีรูปร่างแปลกตา จนเข้าสู่เขต พาซาร์การ์ด (Pasargadae) นครหลวงแห่งแรกของอาณาจักร อคีเมนิด (Achaemenid) ซึ่งก่อตั้งโดย พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) แม้ภายหลังพระองค์และพระโอรส (Cambyses) จะทรงย้ายราชธานีไปยัง เพอร์เซโพลิส (Persepolis) เนื่องจากชัยภูมิที่เหมาะสมกว่า แต่พาซาร์การ์ดยังคงความสำคัญในฐานะที่ตั้งของ สุสานพระเจ้าไซรัสมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้รวบรวมอาณาจักรมีเดียน ลีเดีย และนีโอบาบิโลเนีย เข้าเป็นหนึ่งเดียว

ประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชกรีฑาทัพมาพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซียและโค่นล้มกษัตริย์ดาริอุสที่ 3 พระองค์ทรงปรารถนาจะค้นหาสุสานแห่งนี้ ทว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวเปอร์เซียในขณะนั้น ทำให้สุสานของพระเจ้าไซรัสรอดพ้นจากการถูกขุดทำลายและคงอยู่เป็นอนุสรณ์สถานมรดกโลกให้เราได้เห็นจนถึงทุกวันนี้



































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สุสานไซรัสมหาราช

  • Tomb of Cyrus the Great: สุสานทรงพีระมิดขั้นบันไดฐาน 6 ชั้น สร้างจากหินปูนสีขาว มีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะจากดินแดนต่างๆ ที่พระองค์พิชิตได้ โดดเด่นด้วยความเรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง
  • Pasargadae (UNESCO World Heritage): ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2004 ในฐานะต้นแบบของสถาปัตยกรรมและสวนแบบเปอร์เซีย (Persian Garden) แห่งแรกของโลก
  • Alexander the Great’s Respect: ตามบันทึกของอาเรียน (Arrian) นักประวัติศาสตร์โบราณ เมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชทรงค้นพบสุสานนี้ในภายหลัง พระองค์ไม่ได้ทำลาย แต่กลับทรงสั่งให้บูรณะและให้ความเคารพในฐานะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงยึดเป็นต้นแบบ
  • Cyrus Cylinder: พระเจ้าไซรัสไม่เพียงยิ่งใหญ่ในด้านการรบ แต่ยังทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ให้กำเนิด "ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลก" ผ่านจารึกทรงกระบอก (Cyrus Cylinder) ที่ประกาศมอบเสรีภาพแก่เชลยศึกและเสรีภาพทางศาสนา