วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

สุสานไซรัสมหาราช: ปฐมบทแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย และศรัทธาที่กาลเวลา (และสงคราม) มิอาจทำลาย

 สุสานไซรัสมหาราช: ปฐมบทแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย และศรัทธาที่กาลเวลา (และสงคราม) มิอาจทำลาย

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
หลังจากเติมพลังด้วยคาบัฟไก่และน้ำพริกตาแดงมาม่าที่เป็นเมนูช่วยชีวิต คณะเราเดินทางต่ออีก 2 ชั่วโมงผ่านทะเลทรายคาวีร์และเทือกเขาที่มีรูปร่างแปลกตา จนเข้าสู่เขต พาซาร์การ์ด (Pasargadae) นครหลวงแห่งแรกของอาณาจักร อคีเมนิด (Achaemenid) ซึ่งก่อตั้งโดย พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) แม้ภายหลังพระองค์และพระโอรส (Cambyses) จะทรงย้ายราชธานีไปยัง เพอร์เซโพลิส (Persepolis) เนื่องจากชัยภูมิที่เหมาะสมกว่า แต่พาซาร์การ์ดยังคงความสำคัญในฐานะที่ตั้งของ สุสานพระเจ้าไซรัสมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้รวบรวมอาณาจักรมีเดียน ลีเดีย และนีโอบาบิโลเนีย เข้าเป็นหนึ่งเดียว

ประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชกรีฑาทัพมาพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซียและโค่นล้มกษัตริย์ดาริอุสที่ 3 พระองค์ทรงปรารถนาจะค้นหาสุสานแห่งนี้ ทว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวเปอร์เซียในขณะนั้น ทำให้สุสานของพระเจ้าไซรัสรอดพ้นจากการถูกขุดทำลายและคงอยู่เป็นอนุสรณ์สถานมรดกโลกให้เราได้เห็นจนถึงทุกวันนี้



































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สุสานไซรัสมหาราช

  • Tomb of Cyrus the Great: สุสานทรงพีระมิดขั้นบันไดฐาน 6 ชั้น สร้างจากหินปูนสีขาว มีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะจากดินแดนต่างๆ ที่พระองค์พิชิตได้ โดดเด่นด้วยความเรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง
  • Pasargadae (UNESCO World Heritage): ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2004 ในฐานะต้นแบบของสถาปัตยกรรมและสวนแบบเปอร์เซีย (Persian Garden) แห่งแรกของโลก
  • Alexander the Great’s Respect: ตามบันทึกของอาเรียน (Arrian) นักประวัติศาสตร์โบราณ เมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชทรงค้นพบสุสานนี้ในภายหลัง พระองค์ไม่ได้ทำลาย แต่กลับทรงสั่งให้บูรณะและให้ความเคารพในฐานะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงยึดเป็นต้นแบบ
  • Cyrus Cylinder: พระเจ้าไซรัสไม่เพียงยิ่งใหญ่ในด้านการรบ แต่ยังทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ให้กำเนิด "ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลก" ผ่านจารึกทรงกระบอก (Cyrus Cylinder) ที่ประกาศมอบเสรีภาพแก่เชลยศึกและเสรีภาพทางศาสนา

มรดกที่มีลมหายใจ: ยลโฉม "ต้นไซเปรส ๔,๐๐๐ ปี" แห่งเมืองอาบาร์คูฮ์ (Abarkuh)

 มรดกที่มีลมหายใจ: ยลโฉม "ต้นไซเปรส ๔,๐๐๐ ปี" แห่งเมืองอาบาร์คูฮ์ (Abarkuh)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 3)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
คณะเราล้อหมุนออกเดินทางแต่เช้าประมาณ ๘ โมงเศษ ไปตามทางหลวงสายเดิม จนกระทั่งเวลาเกือบ ๑๑ โมง ก็เข้าสู่เขต เมืองอาบาร์คูฮ์ (Abarkuh) เพื่อแวะชมสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า Zoroastrian Sarv หรือ Sarv-e-Abarkooh

มันคือต้นไซเปรส (Cypress) ที่ผ่านการพิสูจน์จากวงปีแล้วพบว่ามีอายุยืนยาวถึง ๔,๐๐๐ ปี (บางข้อมูลระบุว่าอาจถึง ๔,๕๐๐ ปี) แม้ตัวเลขจะดูน่าอัศจรรย์ใจจนเหลือเชื่อ แต่มันได้รับการจัดอันดับให้เป็นต้นไม้ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก โดยมีความสูงถึง ๘๒ ฟุต (ประมาณ ๒๕ เมตร)

แทบไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่ซึ่งดูเหมือนโอเอซิสกลางทะเลทรายแห่งนี้ จะมีแหล่งน้ำใต้ดินที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอให้มันยืนต้นอยู่ได้ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุมานับพันปี ชาวอิหร่านคงให้การดูแลเป็นอย่างดี เพราะสภาพพื้นที่รอบๆ ต้นไม้ใหญ่ดูเป็นดินชุ่มน้ำและแฉะพอสมควร แสดงถึงระบบการจัดการน้ำที่ยอดเยี่ยมเพื่อรักษามรดกที่มีชีวิตชิ้นนี้ไว้

























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin มรดกที่มีลมหายใจ: "ต้นไซเปรส ๔,๐๐๐ ปี" แห่งเมืองอาบาร์คูฮ์ (Abarkuh)

  • Sarv-e Abarkuh: หรือ "ไซเปรสแห่งอาบาร์คูฮ์" ถือเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติแห่งชาติของอิหร่าน ต้นไม้ชนิดนี้คือสายพันธุ์ Cupressus sempervirens ซึ่งมีความทนทานสูงมาก
  • Symbol of Zoroastrianism: ในทางวัฒนธรรมเปอร์เซีย ต้นไซเปรสเป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืนและความเป็นอมตะ มักปรากฏในงานศิลปะและกวีนิพนธ์ของอิหร่าน และมีความเชื่อว่าถูกปลูกโดยศาสดาพยากรณ์โซโรอัสเตอร์
  • National Living Treasure: ปัจจุบันต้นไม้ต้นนี้ถูกเสนอชื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage) ในฐานะมรดกทางธรรมชาติที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์
  • Hydrology in Desert: การที่พื้นที่รอบต้นไม้ "ดินแฉะ" ตามที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น สะท้อนถึงภูมิปัญญาการรักษาระดับน้ำใต้ดินในเขตพื้นที่กึ่งทะเลทรายที่สืบทอดมาแต่อดีต

ความทรงจำในโอเอซิส: อำลาป้อมคาราวาน และรอยยิ้มที่ตกค้างกลางทะเลทรายยาซด์ (Yazd)

 ความทรงจำในโอเอซิส: อำลาป้อมคาราวาน และรอยยิ้มที่ตกค้างกลางทะเลทรายยาซด์ (Yazd)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 2)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ก่อนจากลาป้อมค่ายกองคาราวานในเขตเมืองยาซด์ ผมได้จารึกนามและความรู้สึกไว้ในสมุดเยี่ยมเล่มใหญ่เพื่อเป็นที่ระลึก ก่อนจะพากันออกมาสูดอากาศและถ่ายรูปรอบๆ ค่าย พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือน โอเอซิส (Oasis) ในทะเลทราย เพราะมีกลุ่มต้นไม้สีเขียวขจีอันเป็นเครื่องยืนยันถึงแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ได้มานานนับร้อยปี

ภาพความทรงจำที่น่าเอ็นดูคือ สุนัขเฝ้ายามตัวหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่นอกกุฏิหน้าที่เก็บน้ำ มันทำหน้าที่อย่างแข็งขันและดุดันเมื่อพวกเราเข้าใกล้แหล่งน้ำที่เจ้านายฝากให้ดูแล แต่กลับเปลี่ยนเป็นอาการประจบดีใจอย่างที่สุดเมื่อเจ้านายของมันปรากฏตัว เป็นธรรมชาติของความซื่อสัตย์ที่เหมือนกันหมดทั่วโลก

คณะของเราจากลาที่พักแห่งนี้ด้วยความเสียดาย แม้มันจะไม่ใช่ที่พักที่เลิศหรู และไม่ได้ลำบากอย่างที่ "น้องปารย์" และ "ฟาม" เคยหวาดหวั่น แต่มันคือการ "ย้อนรอย" เข้าไปสู่อดีตของกองคาราวานอย่างแท้จริง ความสุขของการเดินทางในต่างแดนครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เกิดจากความเป็นกันเองและรสนิยมของนักเดินทางที่มีหัวใจดวงเดียวกัน










































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ความทรงจำในโอเอซิส: อำลาป้อมคาราวาน และรอยยิ้มที่ตกค้างกลางทะเลทรายยาซด์ (Yazd)

  • Oasis & Caravanserai Relationship: ในอดีต การสร้างคาราวานซารายไม่สามารถสร้างสุ่มสี่สุ่มห้าได้ จำเป็นต้องมีแหล่งน้ำใต้ดิน (Qanat) หรือโอเอซิสธรรมชาติเป็นที่ตั้ง การมีกลุ่มต้นไม้สีเขียวที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น คือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตรอดในทะเลทราย
  • Cultural Heritage Tourism: เสน่ห์ของที่พักแบบนี้ถูกจัดอยู่ในหมวด "Experiential Travel" หรือการท่องเที่ยวเชิงสัมผัสประสบการณ์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์มากกว่าโรงแรมสมัยใหม่
  • The Guard Dog of the Desert: สุนัขเฝ้ายามในอิหร่านมักเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีความทนทานต่ออากาศหนาวและร้อนจัดได้ดี การที่มันเฝ้า "แหล่งน้ำ" สะท้อนถึงทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในทะเลทราย
  • Sign-in Book (Guestbook): การเซ็นสมุดเยี่ยมในสถานที่ประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนการจารึกตัวตนลงในหน้าประวัติศาสตร์ของสถานที่นั้นๆ ซึ่งนักเดินทางผู้ทรงคุณวุฒิมักจะทิ้งแง่คิดดีๆ ไว้เสมอ

ทัศนาจากหลังป้อม: ย่ำรุ่งบนเส้นทางสายไหม และรอยล้อจากยาซด์ (Yazd) สู่ชีราซ (Shiraz)

 ทัศนาจากหลังป้อม: ย่ำรุ่งบนเส้นทางสายไหม และรอยล้อจากยาซด์ (Yazd) สู่ชีราซ (Shiraz)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 1)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
อรุณสวัสดิ์ยามเช้ากลางทะเลทราย ผมเดินฝ่ากระแสลมหนาวออกมาไต่บันไดวนขึ้นไปบนหลังป้อมที่พักเพื่อสัมผัสบรรยากาศเหนือที่พักกองคาราวาน ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือสายพานของรถบรรทุกที่วิ่งล้อไปตามถนนไฮเวย์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่สร้างทับซ้อนบนแนวทางเดินเดิมของกองคาราวานโบราณที่เชื่อมระหว่าง เมืองยาซด์ (Yazd) มุ่งหน้าสู่ เมืองชีราซ (Shiraz) รวมระยะทางประมาณ 528 กิโลเมตร

ในอดีตที่การเดินทางไม่ได้รวดเร็วเช่นนี้ เราจึงพบเห็น ป้อมค่ายที่พักคาราวาน (Caravanserai) ตั้งอยู่เป็นระยะตลอดเส้นทาง บางแห่งได้รับการบูรณะจนกลับมามีชีวิตเป็นที่พักแรมได้เหมือนแห่งที่เรานอนเมื่อคืน แต่หลายแห่งก็ชำรุดทรุดโทรมจนเหลือเพียงซากโบราณสถานรอการแตกสลายไปตามกาลเวลา

บนท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก แสงดาวยังคงส่องสว่างชัดเจนจนทำให้นึกถึงเหล่านักเดินทางในอดีตที่ใช้ดวงดาวแทนเข็มทิศนำทางผ่านทะเลทราย และเลือกเดินทางในยามค่ำคืนที่หนาวเย็นเพื่อหลีกหนีความร้อนระอุของแสงแดดในเวลากลางวัน































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ทัศนาจากหลังป้อม: ย่ำรุ่งบนเส้นทางสายไหม และรอยล้อจากยาซด์ (Yazd) สู่ชีราซ (Shiraz)

  • Caravanserai (คาราวานซาราย): สถาปัตยกรรมแบบป้อมปราการที่กระจายตัวอยู่ทุกๆ 30-40 กิโลเมตร (ระยะทางที่อูฐสามารถเดินได้ในหนึ่งวัน) ตลอดเส้นทางสายไหมในอิหร่าน
  • Yazd to Shiraz Highway: ถนนหมายเลข 65 ในปัจจุบัน เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่ออารยธรรมโบราณของเปอร์เซียผ่านเทือกเขาซากรอส (Zagros Mountains) และทะเลทรายตอนกลาง
  • Celestial Navigation (การนำทางด้วยดวงดาว): ชาวเปอร์เซียโบราณมีความเชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์อย่างมาก การใช้ดาวเหนือ (Polaris) และกลุ่มดาวต่างๆ ในการข้ามทะเลทรายเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดมานับพันปี
  • Heritage Revitalization: การเปลี่ยนคาราวานซารายเป็นที่พักนักท่องเที่ยว (Boutique Hotels) เป็นโครงการระดับชาติของอิหร่านเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้มีรายได้และไม่ถูกทิ้งร้างเป็นซากโบราณสถาน