วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

ภูมิปัญญาดินดิบและหอรับลม: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "บ้านกล่อง" ท้าพายุทราย ณ เมืองยาซด์ (Yazd)

ภูมิปัญญาดินดิบและหอรับลม: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "บ้านกล่อง" ท้าพายุทราย ณ เมืองยาซด์ (Yazd)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 5)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
การสังเกตบ้านเรือนของชาวบ้านทั่วไปในเมืองยาซด์ พบลักษณะการก่อสร้างที่น่าสนใจและสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศทะเลทรายอย่างยิ่ง ตัวบ้านและรั้วมักสร้างด้วย อิฐสีขาว (Mud-brick) ที่ทำจากดินทราย ดูคล้ายอิฐดิบที่ไม่ผ่านการเผา ใช้โครงสร้างคานเหล็กแผ่นใหญ่เชื่อมต่อกันแทนเหล็กข้ออ้อยแบบบ้านเรา ส่วนปูนฉาบมีการผสมฟางหรือหญ้าช่วยยึดเกาะ ซึ่งเป็นวิธีการก่อสร้างที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ

รูปทรงของอาคารเป็นทรงเหลี่ยมราบแบนดูคล้ายกล่อง ไม่มีหน้าจั่ว เนื่องจากพื้นที่แห้งแล้งฝนตกน้อย แต่ต้องเผชิญกับพายุทราย การออกแบบจึงเน้นความราบเรียบเพื่อลดแรงปะทะ ตัวอาคารส่วนหนึ่งจะถูกฝังจมลงไปใต้ดินเพื่อรักษาอุณหภูมิ และมักสร้างผนังทึบโดยไม่มีหน้าต่างมากนัก

หัวใจสำคัญของบ้านทุกหลังคือ "หอสูงดักลม" (Windcatcher) หรือช่องบนหลังคา เพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศและสร้างความเย็นภายในตัวบ้านเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูง โดยช่องนี้สามารถปิดได้เมื่ออากาศเย็นลง นอกจากนี้ตามบ้านเรือนยังมีระบบเตาผิงและท่อระบายควันเตรียมพร้อมไว้สำหรับใช้ในฤดูหนาวที่หนาวจัดอีกด้วย









ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Badgir (Windcatcher): หอสูงที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น คือ "บัดกีร์" หรือหอรับลม ภูมิปัญญาเปอร์เซียโบราณที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศธรรมชาติ โดยใช้หลักการความดันอากาศเพื่อดึงลมเย็นลงสู่ตัวบ้าน
  • Vernacular Architecture: สถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นที่ใช้ดิน (Earth Architecture) และวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางสับ (Straw) ผสมดินฉาบ (Kahgel) ช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีเยี่ยมในเขต Arid Climate
  • Sun-dried Bricks (Adobes): อิฐดินทรายที่ไม่ผ่านการเผาช่วยลดการสะสมความร้อนจากแสงแดดจัดในตอนกลางวัน ซึ่งท่านอาจารย์สังเกตเห็นความแตกต่างจากอิฐเผาชัดเจน
  • Underground Living (Sardab): การสร้างห้องฝังจมลงใต้ดิน หรือ "ซาร์ดาบ" เป็นวิธีดั้งเดิมในการหนีความร้อนระอุของทะเลทรายคาวีร์ (Kavir Desert) เพื่อให้คนในบ้านอยู่อาศัยได้อย่างสบาย

มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque): วิจิตรตระการตากระเบื้องสีครามและหอคอยคู่ที่สูงที่สุดในยาซ์ด (Yazd)

มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque): วิจิตรตระการตากระเบื้องสีครามและหอคอยคู่ที่สูงที่สุดในยาซ์ด (Yazd)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ออกจากร้านอาหาร รถนำคณะมาจอดใกล้กับหอนาฬิกาเมืองยาซ์ด ก่อนจะพากันเดินเท้าเข้าสู่ถนนอีกสายเพื่อมุ่งหน้าไปยัง มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque of Yazd) แหล่งท่องเที่ยวและศูนย์รวมจิตใจสำคัญของเมืองนี้ มัสยิดแห่งนี้มีอายุยาวนานกว่า 800 ปี เริ่มสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดย กษัตริย์การ์ซาส์บ (Ala ad-Dawla Garshasp) แห่งราชวงศ์ Al-e Bouyeh และได้รับการขยายต่อเติมให้ยิ่งใหญ่ในช่วงปี ค.ศ. 1324-1365

สถาปัตยกรรมที่นี่โดดเด่นด้วยสไตล์เปอร์เซียแท้ โดยเฉพาะ มินาเรต (Minarets) หรือเสาคู่ของสุเหร่าที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในอิหร่าน บริเวณอาคารระเบียงด้านหน้าถูกประดับประดาด้วยแผ่นกระเบื้องโมเสก (Mosaic Tiles) ลวดลายพันธุ์พฤกษาโทนสีน้ำเงินและฟ้าครามที่วิจิตรบรรจงตั้งแต่ยอดจรดฐาน แม้ในช่วงที่ไปถึงหอคอยด้านหน้าจะถูกปิดบังด้วยนั่งร้านเพื่อการบูรณะ ทำให้ภาพที่ออกมาไม่เหมือนในคู่มือท่องเที่ยวเสียทีเดียว แต่ความงามของรายละเอียดบนงานกระเบื้องดินเผาเขียนสีก็ยังคงคุณค่าและน่าประทับใจอย่างยิ่ง














































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Jameh Mosque of Yazd: เป็นมัสยิดที่ปรากฏอยู่บนธนบัตร 200 เรียลของอิหร่าน โดดเด่นด้วยหอคอยคู่ (Minarets) ที่สูงถึง 52 เมตร ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ
  • Persian Tilework (Haft Rang): งานกระเบื้องที่ท่านอาจารย์ชื่นชม เรียกว่างาน "เจ็ดสี" หรือโมเสกที่มีลวดลายเรขาคณิตและพันธุ์พฤกษา (Arabesque) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอิสลามในยุคอิลข่าน (Ilkhanid) และยุคติมูริด (Timurid)
  • Al-e Bouyeh (Buyid Dynasty): ราชวงศ์ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูวัฒนธรรมเปอร์เซียในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์อิสลาม
  • Restoration & Preservation: การติดตั้งนั่งร้านที่ท่านอาจารย์พบ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสภาพโบราณสถานของเมืองมรดกโลกยาซ์ด ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ UNESCO

มนต์เสน่ห์แห่งสวนสวรรค์: ลิ้มรสกาบัพ (Kebab) และสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ณ Moshir-Al-Mamalek เมืองยาซ์ด (Yazd)

มนต์เสน่ห์แห่งสวนสวรรค์: ลิ้มรสกาบัพ (Kebab) และสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ณ Moshir-Al-Mamalek เมืองยาซ์ด (Yazd)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
คณะเราแวะกินอาหารกลางวันกันที่ Moshir-Al-Mamalek Hotel Garden ซึ่งเป็นสถานที่ที่โอ่อ่าจนดูเหมือนวังมากกว่าร้านอาหารทั่วไป การจัดตกแต่งเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดสะอ้าน ภายในห้องต่าง ๆ ประดับประดาด้วยโบราณวัตถุอย่างตะเกียงเจ้าพายุที่นำมาทำเป็นโคมไฟ นาฬิกาโบราณ และหีบสมบัติ รวมถึงภาพเขียนบนฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และวรรณกรรมของอิหร่านอย่างวิจิตร

อาหารที่นี่เสิร์ฟแบบบุฟเฟต์ที่เน้นความสดใหม่ โดยเฉพาะสลัดผักที่ดูน่ากินไปเสียทุกอย่าง มี "นาน" (Naan) หรือแผ่นโรตีย่างเป็นเครื่องเคียงหลักสำหรับจิ้มกินกับแกงผักรวม ส่วนอาหารจานหลัก (Main Course) มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งข้าวสวยเม็ดเรียวยาวตามแบบฉบับเปอร์เซีย กินคู่กับ กาบัพ (Kebab) ที่มีให้เลือกทั้งไก่, แกะ, แพะ, เนื้อ และปลาเทราต์ ผมยังคงเลือก กาบัพเนื้อ (Beef Kebab) ซึ่งเป็นเนื้อบดเสียบไม้ปิ้งที่กินง่ายคล้ายหมูปิ้งบ้านเรา ตบท้ายด้วยการนั่งชมดอกไม้และดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์รสผลไม้ที่มีฟองซ่าเพิ่มความสดชื่นก่อนจะแยกย้ายกันไปหามุมถ่ายรูปตามใจชอบ











































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Moshir-Al-Mamalek Garden Hotel: เป็นโรงแรมและร้านอาหารที่ดัดแปลงมาจากสวนโบราณสมัยราชวงศ์กอจาร์ (Qajar Era) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติของอิหร่าน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสวนแบบเปอร์เซีย (Persian Garden)
  • Kebab (กาบัพ): อาหารประจำชาติของอิหร่าน โดยเฉพาะ "Kabab Koobideh" หรือเนื้อบดผสมเครื่องเทศเสียบไม้ปิ้งที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง เป็นเมนูยอดนิยมที่สุดในร้านอาหารอิหร่าน
  • Non-Alcoholic Beer: เนื่องจากกฎหมายศาสนาในอิหร่านห้ามดื่มแอลกอฮอล์ จึงมีการผลิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (Islamic Beer) ที่นิยมผสมรสผลไม้ เช่น มะนาว หรือทับทิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์การดื่มของที่นี่
  • Persian Naan: ขนมปัง "นาน" ในอิหร่านมีหลายประเภท เช่น Lavash หรือ Sangak ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของมื้ออาหารไม่ต่างจากข้าวในบ้านเรา

ยาซ์ด (Yazd): นิยามแห่งเมืองโอเอซิส ๓,๐๐๐ ปี และมรดกทางอารยธรรมท่ามกลางทะเลทรายคาวีร์

ยาซ์ด (Yazd): นิยามแห่งเมืองโอเอซิส ๓,๐๐๐ ปี และมรดกทางอารยธรรมท่ามกลางทะเลทรายคาวีร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 3)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เมืองยาซ์ด (Yazd) คือจังหวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทะเลทรายภาคกลางถึง 3 แห่ง ได้แก่ ทะเลทรายคาวีร์ (Kavir Desert), คาวีร์ลุท (Kavir Lut) และ คาวีร์นามาค (Kavir Namak) ด้วยสภาพที่แห้งแล้งอย่างยิ่ง รัฐบาลจึงต้องรักษาระบบชลประทานโบราณที่เป็นท่ออุโมงค์ส่งน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงการเพาะปลูกไว้เลี้ยงดูพลเมือง

ยาซ์ดเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติย้อนไปได้ไกลถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เดิมเป็นที่ตั้งของ ชนเผ่ามีดีส (Medes) เผ่าพันธุ์ดั้งเดิมที่เรียกขานบริเวณนี้ว่า "ยซาทิซ" (Ysatis) จนกระทั่งก้าวเข้าสู่สมัยของจักรวรรดิ อะคีเมนิด (Achaemenid) จึงได้เปลี่ยนมาเรียกขานว่า "ยาซ์ด"

ในอดีต ยาซ์ดเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดจนเป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ Atabakan และ Mozaffarid จนเมื่อนักเดินทางชื่อก้องโลกอย่าง มาร์โค โปโล (Marco Polo) เดินทางมาถึงในปี ค.ศ. 1272 เขาได้บันทึกไว้ด้วยความประทับใจว่า "เมืองนี้จะต้องเป็นเมืองที่ดี และมีศิลปกรรมอันสูงด้วยการทำผ้าไหม" ด้วยความที่เป็นเมืองเดียวที่แยกตัวออกมาอยู่กลางทะเลทราย จึงทำให้ยาซ์ดกลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและมีอัตลักษณ์สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Qanat (ระบบส่งน้ำใต้ดิน): ท่ออุโมงค์ส่งน้ำที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง คือภูมิปัญญา "กานาต" (Qanat) ซึ่งเป็นระบบชลประทานแบบอุโมงค์ใต้ดินที่ช่วยให้น้ำไม่ระเหยไปกับความร้อนของทะเลทราย เป็นหัวใจหลักที่ทำให้เมืองยาซ์ดอยู่รอดมาได้หลายพันปี
  • The Medes (มีดีส): เป็นกลุ่มชนเชื้อสายอารยันกลุ่มแรกๆ ที่วางรากฐานทางวัฒนธรรมในที่ราบสูงอิหร่าน ก่อนที่จะถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิเปอร์เซีย
  • Silk Road Connectivity: การที่มาร์โค โปโล ชื่นชมการทำผ้าไหม (Silk weaving) สะท้อนว่ายาซ์ดเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก
  • UNESCO World Heritage: ปัจจุบันเมืองประวัติศาสตร์ยาซ์ดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นเมืองที่สร้างด้วยดินเหนียว (Mud-brick) ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และมีการใช้งานจริงอยู่จนถึงทุกวันนี้