วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หน้าด่านปิดสกัดช่องเขาอารักขาพรมแดน: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ" รอยต่อล้านนา-อยุธยา

 หน้าด่านปิดสกัดช่องเขาอารักขาพรมแดน: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ" รอยต่อล้านนา-อยุธยา

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๔: ..."บ้านหอรบ ต.เวียงมอก"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดท่านาง เดินทางไปดูแนวกำแพงที่กั้นเขตแดน ระหว่าง อาณาจักรล้านนา ที่ เวียงมอก เมืองเถิน กับ ทุ่งเสลี่ยม เมืองสุโขทัย อาณาจักรทางใต้ ในเขตปกครองของอยุธยา

10.30 น. คณะเราก็เดินทางไปถึง กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ

ลักษณะของด่าน เป็นสิ่งก่อสร้างที่ประกอบด้วย แนวกำแพงก่ออิฐสอปูนที่สร้างปิดช่องเขา มีช่องประตูอยู่ตรงกลาง ส่วนกลางปรากฏช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สำหรับไว้มอง หรือไว้ยิงปืนคาบศิลา ส่วนบนสุดปรากฏร่องรอยของใบบัง(เสมา) หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สู่พื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ด้านหลังกำแพงปรากฏเชิงเทินโครงสร้างก่อด้วยหินปูนภูเขา โดยโครงสร้างทั้งของกำแพงและเชิงเทิน ถูกสร้างพาดขึ้นไปบนไหล่เขา เพื่อปิดช่องเขา

โบราณสถานกำแพงหอรบ แห่งนี้ แต่เดิม นอกจากแนวกำแพงที่ยังปรากฎแล้ว ยัช่องทางถนนปัจจุบัน เป็นแค่ทางเกวียนผ่านได้ จึงเรียกกันว่า “ด่านบ้านท่าเกวียน”

ดังนั้น แนวกำแพงแห่งนี้ จึงมีความสำคัญในฐานะด่านเสริมปิดช่องเขาของฝ่ายอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางโบราณ บริเวณเขตแดนรอยต่ออำนาจทางการเมืองการปกครอง ระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านนา น่าเสียดายว่า กำแพงทั้งสองข้างถูกรื้อ เพื่อทำเป็นช่องถนนให้รถผ่านได้สะดวก

สันนิษฐานว่า ลักษณะของกำแพงหอรบแห่งนี้ ไม่น่าจะใช้เป็นกำแพงหลักในการทำสงคราม และควรจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Military Outpost & Border Pass (ด่านหน้าค่ายและช่องเขาจุดยุทธศาสตร์): บันทึกของท่านอาจารย์ที่อธิบายว่าแนวกำแพงสร้างขึ้นเพื่อ "ปิดช่องเขา" (Mountain Pass Fortification) ระหว่างเวียงมอก (เมืองเถิน) และทุ่งเสลี่ยม (สุโขทัย) สอดคล้องกับระเบียบวิธีการศึกแบบจารีตโบราณ ชัยภูมิดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติที่กองทัพหรือขบวนคาราวานค้าขายสามารถเดินผ่านไปมาได้ง่าย การตั้ง "ด่านบ้านท่าเกวียน" หรือด่านหอรบจึงเป็นการสร้างแนวสกัดกั้นเพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคมและตรวจตราการผ่านเข้าออกของกำลังพล
  • Defensive Architecture (สถาปัตยกรรมระบบป้องกันภัย): รายละเอียดเชิงลึกที่ท่านอาจารย์ระบุเกี่ยวกับส่วนประกอบของกำแพง ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญทางโบราณคดีป้อมปราการ:
    • ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กสำหรับยิงปืนคาบศิลา: ในทางสถาปัตยกรรมทหารเรียกว่า ช่องพลการ หรือ ช่องมอง-ช่องยิง (Loophole / Embrasure) ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยของพลปืนฝั่งป้องกัน
    • ใบบัง (เสมา): หรือ ใบค่าย (Merlon) ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังหัวระเบิดหรือลูกธนูให้ทหารที่ยืนประจำการอยู่บน เชิงเทิน (Rampart) ซึ่งโครงสร้างเชิงเทินด้านหลังก่อขึ้นด้วยหินปูนภูเขาท้องถิ่นเพื่อเสริมความมั่นคงแข็งแรงรองรับน้ำหนัก
  • Geopolitics and Flanking Wall (ภูมิรัฐศาสตร์และด่านเสริม): ข้อสันนิษฐานของท่านอาจารย์ที่ว่ากำแพงแห่งนี้ "ไม่ใช่กำแพงหลักในการทำสงคราม แต่เป็นด่านเสริมของฝ่ายอยุธยา" ถือเป็นทัศนะที่เฉียบคมมาก เนื่องจากเมืองเถินและสุโขทัยเป็น "พื้นที่เขตแดนกันชน" (Buffer Zone) ที่มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจอยู่บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ ด่านนี้จึงทำหน้าที่เป็นจุดแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Outpost) เพื่อชะลอทัพไม่ให้ข้าศึกรุกล้ำทะลวงเข้าสู่หัวเมืองชั้นในของสุโขทัยและพิษณุโลกได้โดยง่าย
  • Chronology and Weapons Warfare (เส้นเวลาประวัติศาสตร์และปืนไฟ): อายุเวลาที่ท่านอาจารย์ประเมินไว้อยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 21-22 (ตรงกับยุคอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง ร่วมสมัยกับสงครามระหว่างสมเด็จพระไชยราชาธิราช, สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ "ปืนคาบศิลา" (Musket) หรือปืนไฟที่เริ่มแพร่หลายและเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการสร้างป้อมค่ายในอุษาคเนย์ ยืนยันว่าด่านนี้ผ่านการปฏิสังขรณ์และใช้งานจริงในฐานะสถานีทหารชายแดนมาอย่างยาวนาน
















































ปริศนาสุสานสุมหัวกะโหลกครอบสำริด: ถอดรหัสพิธีกรรมชนชั้นสูงและโครงข่ายกลองมโหระทึก ๖ ใบ ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

 ปริศนาสุสานสุมหัวกะโหลกครอบสำริด: ถอดรหัสพิธีกรรมชนชั้นสูงและโครงข่ายกลองมโหระทึก ๖ ใบ ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: หลุมขุด “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

หลุมขุด “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” บ้านดอนพลับ  ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

เป็นแหล่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ที่พบกลองมโหระทึกจำนวน ๖ใบ ที่ฝังรวม (ล้อม) อยู่กับโครงกระดูกหลายโครง ที่มีเครื่องประดับเป็นกำไลทอง, แหวน, ลูกปัดฯลฯ เครื่องสำริด และภาชนะดินเผา

ลักษณะการฝังๆรวมเป็นกลุ่มทับซ้อนกัน ๒ กลุ่ม มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (แต่ยังกำหนดเพศไม่ได้) กลุ่มหนึ่งมี ภาชนะสำริดคลอบบนกะโหลกศีรษะ และรองอยู่ใต้คาง เหมือนเป็นเครื่องป้องกัน แต่ไม่พบเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทอาวุธ ?

ลักษณะเครื่องประกอบในการฝังศพ ทั้งสองกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงพิธีกรรมฝังศพของชนชั้นสูง หรือผู้นำ ในอดีต เมื่อปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อ"ยุคสำริด" ในสมัยทวาราวดี ประมาณ ๒๕๐อน - ๑,๕๐๐ ปีถึงปัจจุบัน และคาดว่า จะยังมีการพบโครงกระดูกอีกในบริเวณใกล้เคียง

ลักษณะของหลุมศพเช่นนี้ ยังไม่เคยพบ "การฝังแบบสุมกัน" เช่นนี้ที่ไหนมาก่อน

เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า บริเวณที่พบโครงกระดูกชุดนี้ เป็นท้องทุ่งนาที่ราบเรียบ ได้ความขยายจากชาวบ้านว่า แต่เดิมเคยมีการไถปรับที่เป็นสนามแข่งวิ่งวัว ? และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาทำนาจนปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหลือหลังจากการปรับพื้นที่ในครั้งนั้น  คือ ยังทิ้งโคกเนินมีอิฐขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นพุ่มไม้เล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ไว้เป็นหลักฐานให้สืบค้นต่อไปว่า "โคกเนินเจดีย์" นี้ กับ "การฝังศพ" ชุดนี้ จะมีความเกี่ยวพันกันมากน้อยเพียงใด คงเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร ที่จะต้องขยายโครงการ สำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดี นี้ เพื่อตรวจสอบปัญหาให้กระจ่างต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Dong Son Drum Culture & Elites Heritage (วัฒนธรรมกลองมโหระทึกดองซอนและมรดกชนชั้นนำ): การขุดค้นพบ กลองมโหระทึกสำริด (Dong Son Drums) จำนวนถึง 6 ใบ ฝังในลักษณะล้อมรอบกลุ่มโครงกระดูก จัดเป็นประจักษ์พยานครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ กลองเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี แต่เป็น "สัญญะแห่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์" (Status Symbol) และเครื่องมือในพิธีกรรมเรียกฝนของผู้นำหรือชนชั้นปกครองระดับสูง ยืนยันว่าดอนยายทองเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง สูงพอที่จะครอบครองวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีราคาสูงและเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าทางทะเลโบราณ (Maritime Silk Road)
  • Anomalous Communal Burial & Skull-Capping (พิธีกรรมฝังศพร่วมแบบพิเศษและการครอบกะโหลก): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์ที่ว่า "ไม่เคยพบการฝังแบบสุมกัน (Communal/Mass Burial) เช่นนี้ที่ไหนมาก่อน" ถือเป็นประเด็นท้าทายต่อนักโบราณคดีอย่างยิ่ง ประกอบกับลักษณะเด่นที่มี "ภาชนะสำริดครอบบนกะโหลกศีรษะและรองใต้คาง" (Bronze Vessel Skull-Capping) ซึ่งในทางมานุษยวิทยากายภาพและการศึกษาพิธีกรรมปลงศพ (Mortuary Archaeology) อาจสะท้อนถึงคติการปกป้องจิตวิญญาณของผู้ตาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่สอง (Secondary Burial) ของบุคคลระดับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ การไม่พบอาวุธเลยบ่งชี้ว่าชุมชนแห่งนี้อาจเติบโตด้วยความมั่งคั่งจากการค้าและเกษตรกรรมมากกว่าการทำสงครามแย่งชิง
  • Protohistoric to Early Historical Transition (รอยต่อยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์สู่ทวารวดี): อายุเวลาประมาณ 2,500 - 1,500 ปีมาแล้วตามที่ท่านอาจารย์ระบุ จัดอยู่ในช่วง "ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์" (Proto-history) หรือยุคเหล็กตอนปลาย (Late Iron Age) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฒนธรรมแรกรับอารยธรรมอินเดีย หรือ สมัยทวารวดี แหล่งโบราณคดีดอนยายทองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม (Cultural Continuity) ของคนท้องถิ่นดั้งเดิมในลุ่มน้ำเพชรบุรี ก่อนที่จะเติบโตขึ้นเป็นรัฐหรือเมืองท่าในยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น
  • Micro-topography & Sacred Landscape (ภูมิสัณฐานระดับจุลภาคและภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับ "โคกเนินเจดีย์" ที่หลงเหลือจากการไถปรับพื้นที่สนามวิ่งวัวและการทำนา มีความสำคัญในเชิงโบราณคดีภูมิทัศน์ (Landscape Archaeology) เป็นอย่างยิ่ง ก้อนอิฐขนาดใหญ่บนเนินบ่งชี้ถึงโครงสร้างของศาสนสถานดั้งเดิมในวัฒนธรรมทวารวดี การที่สุสานฝังศพแบบกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ใกล้หรือสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่กับเนินเจดีย์นี้ น่าจะเป็นหลักฐานชั้นดีในการศึกษาการซ้อนทับกันของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Overlapping) โดยศาสนสถานยุคหลังมักจะสร้างสร้างทับหรือใกล้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เพื่อสืบทอดสิทธิธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนสืบไป


































ขอบอ่าวไทยโบราณกับเครือข่ายแกนน้ำเจ้าพระยา: ถอดรหัสภูมิทัศน์วัฒนธรรม "ทวารวดี" เชื่อมต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์

 ขอบอ่าวไทยโบราณกับเครือข่ายแกนน้ำเจ้าพระยา: ถอดรหัสภูมิทัศน์วัฒนธรรม "ทวารวดี" เชื่อมต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อวิจัย: เส้นทางวัฒนธรรมเมืองทวารวดี ต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในที่ราบลุ่มอ่าวไทย : โดย ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

เส้นทางวัฒนธรรมเมืองทวารวดี ต่อยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในที่ราบลุ่มอ่าวไทย โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแกนแม่น้ำหลัก ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๖

ขอบอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

เมืองศรีพะโล  เมืองพนัสนิคม ชลบุรี

เมืองศรีมโหสถ ปราจีนบุรี

เมืองดงละคร นครนายก

เมืองโคกไม้เดน เมืองอู่ตะเภา นครสวรรค์

และขอบอ่าวไทยตะวันตก

เมืองโบราณบ้านคูเมือง สิงห์บุรี

เมืองบ้านคูเมือง อ.แสวงหา อ่างทอง

เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี

เมืองโกสินารายณ์ กาญจนบุรี

เมืองนครปฐม

เมืองโบราณคูบัว ราชบุรี

แหล่งโบราณสถาน เมืองเพชรบุรี: ถ้ำยายจูงหลาน, แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง, โบราณสถานโคกเศรษฐี ชะอำ เพชรบุรี

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Ancient Gulf of Thailand & Palaeogeography (อ่าวไทยโบราณและภูมิศาสตร์บรรพกาล): ข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ที่ชี้ให้เห็นการตั้งถิ่นฐานบริเวณ "ขอบอ่าวไทย" สอดรับกับทฤษฎีทางธรณีวิทยาเรื่อง ระดับน้ำทะเลโบราณ (Holocene Highstand) ซึ่งในอดีตช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 ชายฝั่งทะเลอยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินมากกว่าปัจจุบัน (เกือบถึงอยุธยาและลพบุรี) ทำให้เมืองโบราณทวารวดีที่อยู่รายรอบมีสภาพเป็น เมืองท่าชายฝั่ง (Coastal Port) หรือเมืองริมปากแม่น้ำที่สามารถติดต่อค้าขายทางทะเลระดับนานาชาติได้โดยตรง
  • Chao Phraya River System as a Central Axis (ระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยาในฐานะแกนกลาง): การระบุให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็น "แกนแม่น้ำหลัก" สื่อถึงเครือข่ายการคมนาคมและคมนาคมทางน้ำ (Hydrological Network) ที่เชื่อมโยงเอาสินค้า เทคโนโลยี และอุดมการณ์ทางศาสนา (พุทธศาสนานิกายเถรวาทและมหายาน รวมถึงศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) จากชายฝั่งทะเลแพร่กระจายขึ้นสู่หัวเมืองภายใน (Hinterland) และเป็นเส้นทางลำเลียงทรัพยากรธรรมชาติจากป่าเขากลับลงมาสู่สถานีการค้าชายฝั่ง
  • The Eastern Seaboard Network (เครือข่ายขอบอ่าวฝั่งตะวันออก): กลุ่มเมืองที่ท่านอาจารย์รวบรวมไว้ ตั้งแต่เมืองศรีพะโล และเมืองพนัสนิคม (ชลบุรี) ซึ่งเป็นจุดพักเรือสำคัญ ขยายตัวเชื่อมโยงทางน้ำเข้าสู่เมืองศรีมโหสถ (ปราจีนบุรี) และเมืองดงละคร (นครนายก) ผ่านระบบแม่น้ำบางปะกง ขณะที่เมืองโคกไม้เดนและเมืองอู่ตะเภา (นครสวรรค์) คือยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณ ปากน้ำโพ อันเป็นจุดสบกันของแม่น้ำสายเหนือ ถือเป็นประตูกลางที่ควบคุมเส้นทางแกนหลักเจ้าพระยาอย่างแท้จริง
  • The Western Maritime Route (เครือข่ายขอบอ่าวฝั่งตะวันตก): ในฟากตะวันตก เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) และเมืองนครปฐมโบราณ ถือเป็น ศูนย์กลางแรกเริ่ม (Early Urban Centers) ที่เติบโตมาจากชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (Iron Age) มีร่องรอยการติดต่อกับอินเดียและเปอร์เซียอย่างเด่นชัด ก่อนจะส่งผ่านวัฒนธรรมไปยังเมืองคูบัว (ราชบุรี) และขยายลงใต้ไปยังแหล่งโบราณสถานของเพชรบุรี เช่น ถ้ำยายจูงหลาน, แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง และ โบราณสถานโคกเศรษฐี (ชะอำ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลุ่มเมืองท่าวัดใจและสถานีพักเรือตามแนวชายฝั่งตะวันตก (Maritime Silk Road)
  • Prehistoric Transition to Urbanism (การเปลี่ยนผ่านจากยุคก่อนประวัติศาสตร์สู่ความเป็นเมือง): เส้นทางวัฒนธรรมนี้ส่องสะท้อนให้เห็นว่า เมืองโบราณทวารวดีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ แต่เป็นการ พัฒนาการทางสังคมอย่างต่อเนื่อง (Cultural Continuity) จากชุมชนกษตรกรรมและถลุงโลหะยุคก่อนประวัติศาสตร์ ขยับขยายขึ้นมาสร้างคูน้ำคันดินล้อมรอบเมือง (Moated Site) กลายเป็นรัฐแรกเริ่มในดินแดนไทยที่มีอัตลักษณ์ทางศิลปกรรมและระบบความเชื่อร่วมกันระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 ตามที่ท่านอาจารย์ได้จัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระบบ









จากตำนานท่าสรงสองเทวีสู่จารึกปีจัดระเบียบเมือง: แกะรอยประวัติศาสตร์ "วัดท่านาง" ในยุคเปลี่ยนผ่านมณฑลเทศาภิบาล

 จากตำนานท่าสรงสองเทวีสู่จารึกปีจัดระเบียบเมือง: แกะรอยประวัติศาสตร์ "วัดท่านาง" ในยุคเปลี่ยนผ่านมณฑลเทศาภิบาล

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๒: ..."วัดท่านาง"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วัดท่านาง ตั้งอยู่ ในเขตตำบลล้อมแรด เช่นเดียวกัน

ตามประวัติ กล่าวว่า บริเวณวัดนี้ เคยเป็นที่ประทับอาศัยของเจ้าแม่จอมเทวี และ เจ้าแม่จันต๊ะเทวี สองพี่น้อง อาศัยอยู่ และชอบไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำวัง จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านท่านาง

ต่อมามีเจ้าพ่อตำหนัก, เจ้าพ่อคำลือ, เจ้าพ่อสุนันตา และเจ้าพ่อศิริชัย มาครองเมืองเถิน ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นที่เนินแห่งหนึ่ง ให้ชื่อว่า 'วัดท่านาง'

ช่วง พ.ศ.๒๔๓๔ - พ.ศ.๒๔๓๖ เมืองเถิน เป็นหัวเมืองชั้นในของสยาม ขึ้นกับมณฑลลาวเฉียง เมืองนครเชียงใหม่ มี พระเมืองไชยราชา (เจ้าหนานอินทรศ) เป็น เจ้าเมืองเถิน และ เปลี่ยนมาเป็น ผู้ว่าราชการเมืองเถินบุรี คนแรก แต่มี หลวงประสงค์เกษมราษฎร์ เป็นข้าหลวงจากสยาม มาประจำกำกับเมืองเถิน อีกชั้นหนึ่ง

จนในปี พ.ศ.๒๔๔๖ (ปีที่ ๓๖ ในรัชกาลที่ ๕ ) จึงยุบเมืองเถินลง ไป รวมไปเข้ากับเมืองนครลำปาง

หลังจากยุบเมืองเถิน ไปขึ้นกับนครลำปางแล้ว ได้ ๕ ปี ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ( ปีที่ ๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ) จึงมีหลักฐานการสร้างวัดท่านาง เป็นจารึก ที่เจดีย์ประธานของวัด ว่า “สร้างขึ้นใน ปี พ.ศ.๒๔๕๑” จึงอาจกล่าวได้ว่า "วัดท่านาง" สร้างขึ้นในปีนี้ หรือ ช่วงระยะที่เมืองเถิน กำลังมีการเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองใหม่ ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕

“โรงจำศีล ศรัทธานางลูกจันสร้างสิ้นเงิน ๖๐๐ บาท 
อุทิศส่วนบุญถึงเตี่ยฉ่ำแม่บุญทองด้วยเทอญ ๒๙/๗/๒๔๗๕”

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Folk Etymology & River Culture (คติชนนิทานอธิบายชื่อบ้านนามเมืองและวัฒนธรรมสายน้ำ): ตำนานเกี่ยวกับ เจ้าแม่จอมเทวี และ เจ้าแม่จันต๊ะเทวี สองพี่น้องที่ชอบลงเล่นน้ำในแม่น้ำวัง จนกลายเป็นที่มาของชื่อ "บ้านท่านาง" สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนโบราณที่ผูกพันกับอุทกวิทยาและการคมนาคมทางน้ำ ขณะที่กลุ่มรายนามผู้ครองเมืองยุคถัดมา เช่น เจ้าพ่อตำหนัก, เจ้าพ่อคำลือ, เจ้าพ่อสุนันตา และเจ้าพ่อศิริชัย ที่ร่วมกันสร้างวัดบนเนินดิน (Topographical Mound) ได้เปลี่ยนผ่านสถานะทางอารยธรรมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นมาสู่การเป็นระบบผีอารักษ์เมืองหรือวีรบุรุษในตำนาน (Hero Cult/City Guardians) ที่ปกปักรักษาชุมชนล้อมแรด
  • Monthon Lao Chiang Era (ยุคมณฑลลาวเฉียงและข้าหลวงสยาม): ข้อวิเคราะห์ช่วงปี พ.ศ. 2434 - 2436 ของท่านอาจารย์ ขยายภาพประวัติศาสตร์การเมืองช่วง การปฏิรูปส่วนภูมิภาค (Administrative Centralization) ได้อย่างแม่นยำยิ่ง ในช่วงเวลานั้นเมืองเถินมีสถานะเป็นหัวเมืองชั้นในที่ขึ้นตรงต่อ มณฑลลาวเฉียง (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพในเวลาต่อมา) มีการตั้งตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองเถินบุรี โดยส่งข้าหลวงส่วนกลางจากกรุงเทพฯ คือ หลวงประสงค์เกษมราษฎร์ มากำกับดูแลร่วมกับเจ้าเมืองเดิมคือ พระเมืองไชยราชา (เจ้าหนานอินทรศ) เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบกินเมืองแบบดั้งเดิมเข้าสู่ระบบเทศาภิบาล
  • Administrative Reorganization (การยุบรวมเมืองจัดระเบียบปกครอง): การปรับปรุงโครงสร้างครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2446 ด้วยการยุบเมืองเถินไปรวมเข้ากับเมืองนครลำปาง เป็นการจัดกลุ่มเมืองขนาดเล็กให้ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินมีความกระชับและรวมศูนย์อำนาจได้เบ็ดเสร็จขึ้นในช่วงกึ่งกลางยุคอาณานิคมรายล้อม
  • Epigraphy & Architectural Chronology (หลักฐานประจักษ์ทางจารึกและความสัมพันธ์เชิงเวลา): การที่ท่านอาจารย์ค้นพบหลักฐาน จารึกที่เจดีย์ประธาน (Stupa Inscription) ระบุศักราชชัดเจนตรงกับปี พ.ศ. 2451 (หลังจากยุบรวมเมือง 5 ปี) ถือเป็นข้อยืนยันทางโบราณคดีที่สำคัญยิ่ง การสถาปนาศาสนสถานหรือเจดีย์ประธานในเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างวัดเพื่อการจำศีลภาวนา แต่ในเชิงสังคมวิทยา คือหมุดหมายของการแสดงความมั่นคงและความร่วมมือของชุมชนในท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านสิ่งก่อสร้าง แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ระบบโครงสร้างการเมืองส่วนบนกำลังสั่นคลอนและเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ก็ตาม












































สถาปัตยกรรมเอกลักษณ์กลางสระน้ำปูน: ถอดรหัส "หอธรรมไม้สักเสาอิฐแดง" บันไดโค้งวนแห่งวัดสันป่าหนาด

 สถาปัตยกรรมเอกลักษณ์กลางสระน้ำปูน: ถอดรหัส "หอธรรมไม้สักเสาอิฐแดง" บันไดโค้งวนแห่งวัดสันป่าหนาด

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดสันป่าหนาด"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

คณะเราออกจากวัดดอยป่าตาล เกือบ 17 น. เดินทางไปตามถนนลาดยางผ่านผืนที่ป่าโปร่ง ทุ่งนา ไปจนถึงวัดที่ ๖ สำหรับการท่องเที่ยวในวันนี้ คือ "วัดสันป่าหนาด" เมื่อเวลา 17.03 น.

วัดสันป่าหนาด ตั้งอยู่ที่บ้านสันป่าหนาด ต.นาโป่ง อ.เถิน จ.ลำปาง  สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ( ปีที่ ๑๐ ในรัชกาลที่ ๕)

ต่อมา วิหารหลังเดิมของวัดชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก จึงได้ถูกรื้อและสร้างวิหารหลังใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ เป็นต้นมา

ส่วนหอธรรม สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ( ปีที่  ๗ ในรัชกาลที่ ๙)  อายุ ๖๕ ปี โดยการริเริ่มของ "พระครูบาอ้าย" มีลักษณะแตกต่างไปจากทั่วไป คือ ตัวหอธรรม สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เสาเป็นเสาปูนก่ออิฐแดง บันไดขึ้นชั้นลอยเป็นบันไดวนและโค้ง ส่วนหลังคาเป็นกระเบื้องเผาปลายแหลมแบบโบราณ ฉาบด้วยปูนอีกครั้ง  

โดยพระและเณรช่วยกันขุดสระ ซึ่งสมัยนั้นใช้จอบและเสียม ช่วยกันขุด มีความลึกประมาณ  ๒ เมตร หอธรรมนี้ ออกแบบโดยอาจารย์สนิท ปัญญา เคยบูรณะมาแล้ว ๑ ครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓  

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Ho Trai or Ho Tham (หอไตรหรือหอธรรมล้านนา): อาคารที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเป็น "หอธรรม" คืองานสถาปัตยกรรมเฉพาะทางพระพุทธศาสนา (Buddhist Library) ที่ใช้สำหรับเก็บรักษาคัมภีร์ใบลานและพระไตรปิฎก คติการสร้างหอธรรมไว้กลางสระน้ำลึก 2 เมตรที่พระและเณรใช้แรงงานดั้งเดิม (จอบและเสียม) ร่วมกันขุดขึ้นมานั้น เป็นภูมิปัญญาโบราณในการป้องกันภัยจากมด ปลวก และแมลงไม่ให้เข้าไปกัดเซาะทำลายเอกสารใบลานศักดิ์สิทธิ์
  • Eclectic Architecture & Materiality (สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานและการเลือกใช้วัสดุ): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับความแตกต่างไปจากทั่วไปของหอธรรมฝีมือการออกแบบของ อาจารย์สนิท ปัญญา ในปี พ.ศ. 2495 มีความโดดเด่นในทางประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างยิ่ง ตัวอาคารโครงสร้างหลักด้านบนสร้างด้วย ไม้สัก (Teakwood) ตามทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ในแอ่งเถิน ผสานกับฐานล่างที่เป็น เสาปูนก่ออิฐแดง จัดเป็นยุคเปลี่ยนผ่านวัสดุก่อสร้างร่วมสมัย (Mid-20th Century Transition) ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้าง บันไดวนและโค้ง (Spiral Staircase) ถือเป็นอิทธิพลแนวคิดงานช่างตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นล้านนาได้อย่างแปลกตาและงดงาม
  • Traditional Clay Roof Tiles (กระเบื้องดินเผาปลายแหลมฉาบปูน): ลักษณะหลังคาที่ใช้ กระเบื้องดินเผาปลายแหลมแบบโบราณ (หรือกระเบื้องขอ/กระเบื้องดินขอ) แล้วทำการฉาบปูนทับอีกชั้น ถือเป็นเทคนิคช่างพื้นเมืองโบราณเพื่อความมั่นคงแข็งแรง ป้องกันการรั่วซึมของน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และช่วยยืดอายุรักษาโครงสร้างไม้สักด้านล่างให้คงทนยาวนานมาถึง 65 ปีตามที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้
  • Historical Timeline & Preservation (เส้นเวลาประวัติศาสตร์และการสืบสาน): ภาพรวมของวัดสันป่าหนาดมีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์และสิ่งก่อสร้างตามกาลเวลา นับตั้งแต่ยุคก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2420) จนถึงยุครื้อถอนและสร้างวิหารหลังใหม่ทดแทน (Reconstruction) ในช่วง พ.ศ. 2546-2547 แต่อาคารหอธรรมพระครูบาอ้ายที่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ สะท้อนถึงคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) ที่ผสมผสานความร่วมมือกันระหว่างคณะสงฆ์ สล่า (ช่าง) และศรัทธาประชาชนในตำบลนาโป่งอย่างยั่งยืน








กำลังอัปโหลด: อัปโหลดแล้ว 2346630 จาก 2346630 ไบต์





























รอยศรัทธาปีขาลบนม่อนวัวนอน: ถอดรหัสภูมิสถาปัตยกรรมและบารมีครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ "วัดดอยป่าตาล" เมืองเถิน

 รอยศรัทธาปีขาลบนม่อนวัวนอน: ถอดรหัสภูมิสถาปัตยกรรมและบารมีครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ "วัดดอยป่าตาล" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดดอยป่าตาล"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดล้อมแรด เดินทางต่อไปถึงวัดที่ ๕  สำหรับวันนี้ "วัดดอยป่าตาล"  ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตก บนดอยเล็ก ๆ ดอยหนึ่ง  มีทางเดินขึ้นเป็นบันได แต่พวกเราเลือกที่จะไปทางรถ ขึ้นไปถึงวัดบนดอยเมื่อเวลา 16.35 น. จอดรถแล้วเดินต่อไปที่วิหาร

วัดดอยป่าตาล ตั้งอยู่ในเขตตำบลเถินบุรี  ตำนานเล่าว่า ในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพญาวัว อันกำเนิดมาแต่พ่อแม่วัวแดง ฝูงพ่อแม่วัวแดง ได้เดินทางรอนแรมมาจนถึงป่าด้านตะวันตกแม่น้ำวัง อันเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด มียักษ์ใหญ่ ๓ ตน รักษาขุมแก้ว เงิน ทองคำ ฝูงพ่อแม่วัวได้มานอน ที่ดอยแห่งนี้ จึงเรียก ดอยนี้ ว่า “ม่อนวัวนอน” ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เห็นรูปวัวหมอบนอน ทั่วไปหมด

ในปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙  ( ปีที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๗ )  ครูบาเจ้าศรีวิชัย หรือ ครูบาศิลธรรม อายุครบ ๔๘ พรรษา ได้นำคณะสานุศิษย์ เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับคณะศรัทธาในอำเภอเถิน และอำเภอใกล้เคียง ร่วมกันสร้างสิ่งต่าง ๆ เช่น เจดีย์ และ วิหาร

โดยวิหารหลวง มีลักษณะเป็นวิหารก่ออิฐถือปูน หน้าบันด้านหน้าแกะลวดลายก้านขดพรรณพฤกษา เทพพนม และ เสือ (ปีขาล)  พ.ศ ๒๔๒๑ ( ปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๕  ) )   ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ปีเกิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย นั้นเอง

ด้วยสภาพภูมิประเทศ ทำให้พระธาตุเจดีย์อยู่ทางด้านหน้าของวิหาร ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ไม่ได้อยู่ด้านหลัง (ตะวันตก) ของวิหาร ตามรูปแบบโดยทั่วไป

คณะเราเดินไปเข้าทางประตูด้านหน้า ที่มีตุ๊เจ้าเปิดประตูวิหารรออยู่แล้ว ตุ๊เจ้าเล่าถึงอภินิหารของพระธาตุเจดีย์ ว่า วันดีคืนดีจะมีคนเห็นดวงแก้ว (พระธาตุเสด็จ) ไปทางวัดเวียง บ้าง เสด็จมาจากวัดเวียงสู่ดอยป่าตาลนี้บ้างเป็นอัศจรรย์

คณะเราร่วมกันทำบุญถวายปัจจัยแก่ตุ๊เจ้าอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับลงมาทางบันไดแบบสบาย ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Sacred Topography & Local Myth (ภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์และคติชนนิทานประจำถิ่น): ตำนานพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พญาวัวแดง และการตั้งชื่อศาสนสถานบนยอดดอยว่า "ม่อนวัวนอน" สอดคล้องกับคติการอธิบายชัยภูมิหรือชื่อบ้านนามเมืองในอดีต (Folk Etymology) ซึ่งเป็นกลวิธีสร้างความจำและสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง การสร้างประติมากรรมรูปวัวหมอบนอนกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัด ถือเป็นสัญญะตอกย้ำความเชื่อเรื่องชาดกท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา
  • The Era of Kruba Srivichai (สถาปัตยกรรมยุคบารมีตนบุญแห่งล้านนา): บันทึกของท่านอาจารย์ในปี พ.ศ. 2469 ซึ่งเป็นปีขาล สัมพันธ์โดยตรงกับปีนักษัตรประสูติของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย (ท่านประสูติปีขาล พ.ศ. 2421) การที่ท่านนำคณะศรัทธาในอำเภอเถินและหัวเมืองใกล้เคียงมาร่วมสมทบกัลปนาสร้างเจดีย์และวิหารหลวง เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ "ขบวนการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน" ทั่วแผ่นดินล้านนาของครูบาศรีวิชัย เพื่อรื้อฟื้นฟูจิตใจชุมชนในฐานะศูนย์รวมศรัทธา
  • Zodiacal Iconography (สัญลักษณ์วิจิตรศิลป์ปีนักษัตร): งานประดับ หน้าบัน (Tympanum) ของวิหารหลวงที่เป็นลายปูนปั้นหรือแกะสลักรูป ก้านขดพรรณพฤกษา (Foliage Motif) และเทพพนม แทรกด้วยรูป เสือ (ปีขาล) เป็นการผสานคติสัญลักษณ์ (Iconography) เพื่อระลึกถึงปีเกิดและจารึกบารมีธรรมขององค์ครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้ในงานสถาปัตยกรรมอย่างแยบคาย
  • Anomalous Orientation (การปรับเปลี่ยนผังเพื่อรับภูมิสัณฐาน): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์ในทางสถาปัตยกรรมศาสตร์น่าสนใจมาก เนื่องจากโดยทั่วไปผังวัดล้อมแรดหรือวัดล้านนามักวางพระธาตุเจดีย์ไว้ด้านหลัง (ทิศตะวันตก) ของวิหารประธาน แต่ที่วัดดอยป่าตาลกลับมี พระธาตุเจดีย์อยู่ทางด้านหน้าวิหาร (ทิศตะวันออก) ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการปรับผังตามสัณฐานวิทยาของพื้นที่ภูเขา (Topographical Adaptation) ช่างเลือกที่จะหันหน้าวิหารลงสู่ที่ราบทิศตะวันออกเพื่อเปิดรับทางขึ้นและสายตาของผู้เข้าสู่ตัววัด แม้จะต้องเปลี่ยนตำแหน่งเจดีย์ประธานก็ตาม
  • Miraculous Network (เครือข่ายความศักดิ์สิทธิ์ผ่านปรากฏการณ์พระธาตุเสด็จ): คำบอกเล่าของตุ๊เจ้า (พระสงฆ์) เรื่องดวงแก้วหรือ พระธาตุเสด็จ (Relic Radiance) ลอยข้ามไปมาระหว่างวัดดอยป่าตาลและวัดเวียง สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ผูกพันกันระหว่างวัดบนยอดดอย (พื้นที่ป่า/วิปัสสนา) และวัดใจกลางเมืองป้อม (พื้นที่เมือง/ศาสนจักรศูนย์กลาง) สถาปนาให้พื้นที่ทั้งสองมีความศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันทางจิตวิญญาณ