วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

รอยอดีตจากอิสฟาฮานสู่ลพบุรี: วิเคราะห์ "เชเฮล โซทุน" และตึกรับรองราชทูต ณ วังนารายณ์ราชนิเวศน์

 รอยอดีตจากอิสฟาฮานสู่ลพบุรี: วิเคราะห์ "เชเฮล โซทุน" และตึกรับรองราชทูต ณ วังนารายณ์ราชนิเวศน์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 5)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ก่อนจะเข้าสู่ภายใน พระตำหนักรับรองเชเฮล โซทุน (Chehel Sotoun) ผมได้พิจารณาถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างอิหร่านกับกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะเรื่องราวของ "เฉกอะหมัด" ต้นตระกูลบุนนาค ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าการเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในช่วงอยุธยาตอนปลายนั้น เกิดจากความปรารถนาที่จะตามเสด็จฯ ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่เมืองสระบุรี ซึ่งตามหลักศาสนาเดิมมีข้อห้ามในการเข้าร่วมพิธีกรรมต่างศาสนา ท่านจึงตัดสินใจละทิ้งศาสนาเดิมเพื่อแสดงความจงรักภักดีในการตามเสด็จฯ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อพิจารณาสถาปัตยกรรมบริเวณห้องโถงด้านหน้าซึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ใช้เสาไม้ทั้งต้นตั้งอยู่บนตอม่อหินแกะสลักรูปสิงโตสองตัวหนุนโคนเสา  และเมื่อเดินผ่านเข้าไปยังห้องเลี้ยงรับรองทางด้านซ้าย ผมพบว่าลักษณะโครงสร้างและการวางรูปหน้าต่างมีความคล้ายคลึงกับ "ตึกเลี้ยงรับรองราชทูต" ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี เป็นอย่างมาก สะท้อนถึงการส่งผ่านอิทธิพลงานช่างเปอร์เซียสู่ราชสำนักไทยในยุคนั้น








ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin รอยอดีตจากอิสฟาฮานสู่ลพบุรี

  • Sheikh Ahmad Qomi (เฉกอะหมัด): พ่อค้าชาวเปอร์เซียจากเมืองกุม (Qom) ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมท่าขวาและจุฬาราชมนตรีคนแรก ถือเป็นบุคคลสำคัญที่นำอิทธิพลเปอร์เซียเข้ามาสู่ราชสำนักอยุธยา
  • Architectural Parallels (สถาปัตยกรรมคู่ขนาน): ตึกรับรองราชทูตในวังสระปทุมหรือวังนารายณ์ราชนิเวศน์ มีลักษณะเด่นคือการใช้ซุ้มประตูหน้าต่างแบบโค้งแหลม (Pointed Arch) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอิสลามและเปอร์เซีย  สอดคล้องกับข้อสังเกตของท่านอาจารย์ที่พบความคล้ายคลึงในเชเฮล โซทุน
  • The Lion Pedestals: รูปสิงโตหนุนโคนเสาที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น เป็นศิลปะสมัยซาฟาวิดที่สะท้อนถึงอำนาจและความแข็งแกร่ง ซึ่งในสถาปัตยกรรมไทยยุคพระนารายณ์ฯ ก็มีการรับเอาลวดลายและคติการตกแต่งบางประการจากตะวันออกกลางมาผสมผสานกับช่างไทยจนกลายเป็น "ศิลปะแบบพระนารายณ์"
  • Diplomatic Context: ในปี พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685) คณะราชทูตเปอร์เซียนำโดย "มุฮัมมัด ฮุสัยน์ เบก" ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ การเดินทางครั้งนั้นอาจเป็นช่องทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ท่านอาจารย์กำลังวิเคราะห์อยู่


มหัศจรรย์เงาสะท้อน: ยลโฉม "วัง ๔๐ เสา" (Chehel Sotoun) และสายสัมพันธ์ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 มหัศจรรย์เงาสะท้อน: ยลโฉม "วัง ๔๐ เสา" (Chehel Sotoun) และสายสัมพันธ์ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เราเดินทางมาถึง พระตำหนักรับรองเชเฮล โซทุน (Chehel Sotoun) หรือที่รู้จักกันในนาม "วัง ๔๐ เสา" บริเวณด้านหน้ามีพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์และรูปจำลองสัตว์ดึกดำบรรพ์สร้างสีสันให้เราได้แวะถ่ายรูปก่อนที่ "ฟาม" จะจัดการเรื่องตั๋วให้เราผ่านประตูเข้าไปด้านใน

พระราชวังแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในสมัยชาฮ์ อับบาสที่ ๑ เพื่อเป็นที่พักผ่อนส่วนพระองค์ แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัย ชาฮ์ อับบาสที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. 2200 (ค.ศ. 1657) ซึ่งตรงกับปีที่ ๒ ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยาพอดี ตัววังโอบล้อมด้วยสวนเขียวชะอุ่มและกลิ่นหอมของดอกกุหลาบระย้า

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่สระน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าพระราชวัง ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อให้สะท้อนเงาของเสาไม้ ๒๐ ต้น จนดูเหมือนมีเสาถึง ๔๐ ต้น เป็นการเปรียบเปรยถึงความใสบริสุทธิ์ของน้ำในสระที่สะท้อนความงามได้เกินกว่าความเป็นจริง ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับอาคันตุกะและแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญโดยเฉพาะ
































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ยลโฉม "วัง ๔๐ เสา" (Chehel Sotoun)

  • Chehel Sotoun (Forty Columns): คำว่า "Chehel" ในภาษาเปอร์เซียแปลว่า 40 และ "Sotoun" แปลว่า เสา แม้ตัวอาคารจะมีเสาไม้ซีดาร์เพียง 20 ต้น แต่เมื่อรวมกับเงาสะท้อนในสระน้ำ (Reflecting Pool) จึงกลายเป็น 40 ต้น นอกจากนี้เลข 40 ยังเป็นเลขมงคลในวัฒนธรรมเปอร์เซียที่หมายถึง "ความมากมาย"
  • The Persian Garden (Bagh): สวนที่ท่านอาจารย์เห็นคือหนึ่งในต้นแบบ สวนสวรรค์เปอร์เซีย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO โดยเน้นองค์ประกอบของ น้ำ (สระน้ำ) ต้นไม้ (ร่มเงา) และสถาปัตยกรรมที่สอดรับกัน
  • Ayutthaya Connection: ข้อสังเกตเรื่องรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของท่านอาจารย์มีความสำคัญยิ่ง เพราะในยุคนี้เองที่อยุธยาได้ส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ซาฟาวิด ณ เมืองอิสฟาฮานแห่งนี้ (ปรากฏในบันทึก "สำเภากษัตริย์สุลัยมาน") สะท้อนถึงยุคสมัยที่ทั้งสองอาณาจักรรุ่งเรืองถึงขีดสุดพร้อมกัน
  • Interior Frescoes: ภายในวังแห่งนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวการต้อนรับคณะทูตและฉากการสู้รบ ซึ่งท่านอาจารย์อาจจะได้เห็นความละเอียดอ่อนของช่างเขียนสมัยซาฟาวิดที่ใช้ทองคำและสีจากธรรมชาติประดับตกแต่งอย่างหรูหรา


ปณิธานกวีสีกุหลาบ: สู่สัมปรายภพกลางสวนองุ่นกับ "รุไบยาต" บทสุดท้ายของโอมาร์ คัยยาม

 ปณิธานกวีสีกุหลาบ: สู่สัมปรายภพกลางสวนองุ่นกับ "รุไบยาต" บทสุดท้ายของโอมาร์ คัยยาม

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
อ้างอิงจาก: รุไบยาตโลกิยะทิฎฐธรรม บทที่ ๑๘๙

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ในบทที่ ๑๘๙ อันเป็นโคลงตอนท้ายที่ โอมาร์ คัยยาม (พ.ศ. ๑๕๙๕ - ๑๖๖๖) รจนาขึ้นก่อนจะลาจากโลกนี้ไป ท่านได้พรรณนาถึงความผูกพันที่มีต่อ "องุ่น" (เหล้า) อันเป็นสัญลักษณ์ของหยาดน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมาโดยตลอด แม้ในยามที่ต้องสละร่างจากโลกนี้ไป ท่านยังปรารถนาให้หยาดน้ำนี้สรงสการศพ และขอให้ฝังร่างไว้เพียงข้างสวนองุ่นที่เคยชื่นชอบ เพื่อให้กลิ่นอายและหยาดน้ำนั้นยังคงปลอบประโลมดวงวิญญาณให้หวานชื่นชั่วนิรันดร์

รุไบยาตโลกิยะทิฎฐธรรม (พากย์ไทย)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงแปลเผยแพร่ พ.ศ. ๒๔๕๗

@ โอ้องุ่นฉุนชื่นเลี้ยง.......ชีวิต พี่เอย
สรงศพ ปางสลบจิต...........จากแก้ว
ลมฉิว ไปล่ปลิวปลิด.......... ใบร่วง  โรยรา
ฝังพี่ข้าง สวนแก้ว.............. พี่กั้นหวานแดฯ








ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin "รุไบยาต" บทสุดท้ายของโอมาร์ คัยยาม

  • Omar Khayyam (โอมาร์ คัยยาม): นอกจากเป็นมหากวีแล้ว ท่านยังเป็นนักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะชาวเปอร์เซียผู้คิดค้นปฏิทิน Jalali ที่มีความแม่นยำสูง การที่ท่านเขียนถึง "เหล้าองุ่น" มักถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ (Sufi Mysticism) หมายถึง ความปีติยินดีในการเข้าถึงสัจธรรมหรือพระผู้เป็นเจ้า
  • Rubaiyat (รุไบยาต): คำนี้หมายถึงโคลงสี่สุภาพ (Quatrain) โดยรุไบยาตของคัยยามโด่งดังไปทั่วโลกจากการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Edward FitzGerald ก่อนที่กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์จะทรงนำมาแปลเป็นพากย์ไทยด้วยถ้อยคำที่สละสลวยและกินใจคนไทยเป็นอย่างยิ่ง
  • Vineyard Burial (การฝังศพกลางสวนองุ่น): ในทางประวัติศาสตร์ สุสานของโอมาร์ คัยยาม ตั้งอยู่ที่เมืองนิชาปูร์ (Nishapur) ประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้และดอกไม้ตามความปรารถนาในบทกวีของท่าน เพื่อให้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบและผลไม้ร่วงหล่นลงบนหลุมศพสืบไป
  • Krom Phra Narathip Prapanpong: การแปลรุไบยาตเป็นภาษาไทยในปี พ.ศ. 2457 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อารยธรรมเปอร์เซียได้หยั่งรากในวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ ทำให้ปราชญ์ไทยอย่างท่านอาจารย์ปฏิพัฒน์สามารถเชื่อมโยงสุนทรียภาพจากอิหร่านสู่ใจคนไทยได้จนถึงปัจจุบัน


วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา: ชม "สะพานคาจู" (Khaju Bridge) และมิตรภาพแสนชื่นมื่นกลางนครอิสฟาฮาน

 สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา: ชม "สะพานคาจู" (Khaju Bridge) และมิตรภาพแสนชื่นมื่นกลางนครอิสฟาฮาน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 3)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
หลังจากออกจากพิพิธภัณฑ์ เราเดินทางต่อไปยัง สะพานคาจู (Khaju Bridge) สะพานสองชั้นที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองอิสฟาฮาน สร้างขึ้นโดย ซาห์ อับบัสที่ ๒ (Shah Abbas II) เมื่อปี พ.ศ. 2193 (ค.ศ. 1650) เพื่อข้ามแม่น้ำซายันเดอรูด (Zayandehrud) เชื่อมเมืองฝั่งเหนือและฝั่งใต้เข้าด้วยกัน ซึ่งหากเทียบศักราชแล้วจะตรงกับปีที่ 22 ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยาพอดี

สะพานแห่งนี้ไม่เพียงแต่ใช้สัญจร แต่ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ในวันที่เราไปถึง ได้พบกับกลุ่มนักเรียนสาวชาวอิหร่านชุดใหญ่ที่มาทัศนศึกษา เมื่อพวกเธอเห็นคณะของเราที่เป็นชาวต่างชาติ ก็พากันเข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น จนเกิดบรรยากาศที่โกลาหลเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้คุณครูจะพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่ภาพมิตรภาพที่เกิดขึ้นกลางสะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็นับเป็นความทรงจำที่ประทับใจยิ่ง






















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา: ชม "สะพานคาจู" (Khaju Bridge)

  • Khaju Bridge Architecture: สะพานแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งสะพาน (Bridge) และเขื่อน (Dam) โดยมีประตูน้ำระบายระดับน้ำในแม่น้ำซายันเดอรูด ตัวสะพานมีความยาวประมาณ 133 เมตร มีซุ้มโค้งประดับกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามและมีที่นั่งพักผ่อนตลอดแนว
  • Shah Abbas II and Safavid Era: รัชสมัยของซาห์ อับบัสที่ 2 ถือเป็นยุคทองของศิลปะและสถาปัตยกรรมซาฟาวิด การเปรียบเทียบกับรัชกาล สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ของท่านอาจารย์น่าสนใจมาก เพราะในยุคนั้นอยุธยาก็มีการติดต่อค้าขายกับชาวเปอร์เซียอย่างแน่นแฟ้น (เช่น ตระกูลบุนนาค ที่มีต้นกำเนิดจากพ่อค้าเปอร์เซีย "เฉกอะหมัด")
  • The Tea House and Pavilion: ตรงกลางสะพานมีอาคารรูปทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งในอดีตใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนขององค์ซาห์เพื่อชมทัศนียภาพของแม่น้ำ และด้านล่างของสะพานยังคงเป็นที่นิยมของชาวเมืองในการมานั่งร้องเพลงขานรับเสียงก้องใต้ซุ้มโค้งจนถึงปัจจุบัน
  • Iranian Hospitality: ปฏิกิริยาของเด็กนักเรียนที่ท่านอาจารย์พบเจอ สะท้อนถึงนิสัย "Taarof" หรือความมีมิตรไมตรีจิตอย่างสูงของชาวอิหร่านต่อแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งมักจะแสดงออกด้วยความกระตือรือร้นและเป็นกันเอง

รอยต่อแห่งศรัทธา: ชมศิลปะเปอร์เซียผสมยุโรป ณ วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral) และปริศนาตัวอักษรบนเส้นผม

 รอยต่อแห่งศรัทธา: ชมศิลปะเปอร์เซียผสมยุโรป ณ วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral) และปริศนาตัวอักษรบนเส้นผม

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 2)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
รายการแรกของวันนี้ที่อิสฟาฮานคือการเข้าชม วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral) โบสถ์คริสต์อาร์เมเนียที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2198 ในย่านชุมชนที่เงียบสงบและเป็นระเบียบ ด้านหน้าวิหารมีรูปหล่อของ Bishop Khachatoor ประดิษฐานอยู่ แต่จุดที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือนาฬิกาบนหอคอยที่มีเครื่องหมายการค้า S.A.B. ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะซื้อไปจากประเทศไทยในอดีต

สถาปัตยกรรมของที่นี่เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศิลปะยุโรปและเปอร์เซีย บริเวณระเบียงด้านนอกประดับด้วยภาพเขียนสีรูปพันธุ์พฤกษาและดอกกุหลาบที่ยังคงร่องรอยความเก่าแก่แบบดั้งเดิม พื้นด้านล่างมีหลุมฝังศพของบุคคลสำคัญตามธรรมเนียมคริสต์ศาสนา ภายในโบสถ์วิจิตรด้วยจิตรกรรมเรื่องราวทางศาสนา ซึ่ง "น้องปารย์" ไกด์สาวชาวลำพูนผู้นับถือคริสต์ได้ทำหน้าที่บรรยายรายละเอียดของภาพได้อย่างลึกซึ้ง

เราปิดท้ายด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุและคัมภีร์ทางศาสนาอย่างเป็นระเบียบ แม้จะห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือ "การสลักตัวอักษรลงบนเส้นผม" ซึ่งต้องใช้แว่นขยายส่องดูจึงจะเห็นความมหัศจรรย์ของงานฝีมือชิ้นนี้

































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin รอยต่อแห่งศรัทธา: ชมศิลปะเปอร์เซียผสมยุโรป ณ วิหารแว้งค์ (Vank Cathedral)

  • Vank Cathedral (Holy Savior Cathedral): สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด โดยชาวอาร์เมเนียที่ถูกย้ายถิ่นฐานมายังย่าน New Julfa ในอิสฟาฮาน จุดเด่นคือโดมแบบมัสยิดเปอร์เซียแต่ภายในเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบคริสต์ศิลป์ (Frescoes)
  • The S.A.B. Clock Mystery: ข้อสังเกตเรื่องนาฬิกา S.A.B. ของท่านอาจารย์น่าสนใจมากครับ เพราะ S.A.B. (เอส.เอ.บี.) คือบริษัทนำเข้านาฬิกาและเครื่องจักรรายใหญ่ในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5-6 (ตั้งอยู่แยกเอส.เอ.บี. ในปัจจุบัน) การพบเครื่องหมายนี้ในอิหร่านสะท้อนถึงเส้นทางการค้าโลกในยุคนั้น
  • Bishop Khachatoor Tzaratsi: ผู้วางรากฐานโรงพิมพ์แห่งแรกในอิหร่านที่วิหารแห่งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับโบราณวัตถุประเภทหนังสือและคัมภีร์ที่ท่านอาจารย์เห็นในพิพิธภัณฑ์
  • The Micro-writing on Hair: งานศิลปะชิ้นนี้คือการสลักข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลลงบนเส้นผมด้วยปลายเข็มเพชร ถือเป็นหนึ่งในงานศิลปะขนาดจิ๋ว (Micro-art) ที่โด่งดังที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

อรุณรุ่งที่อิสฟาฮาน (Isfahan): ลัดฟ้าสายการบินดีเลย์ สู่มนต์เสน่ห์ริมน้ำและสะพาน ๓๓ ส่วน

 อรุณรุ่งที่อิสฟาฮาน (Isfahan): ลัดฟ้าสายการบินดีเลย์ สู่มนต์เสน่ห์ริมน้ำและสะพาน ๓๓ ส่วน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 1)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
การเดินทางจากชีราซสู่ เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan) เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อเที่ยวบิน IR 224 ของสายการบินอิหร่านแอร์เกิดดีเลย์ จนกว่าเราจะเดินทางถึงและเข้าเช็กอินที่โรงแรม KOWSAR ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ในเวลาตี ๒ เศษ แม้ไกด์สาวทั้งสองจะอนุญาตให้ใช้สูตรพักผ่อนแบบ ๖-๗-๘ เพื่อให้ตื่นสายได้บ้าง แต่ด้วยความเคยชินของนักเดินทาง ผมและพี่ใหญ่ยังคงตื่นตามปกติเพื่อลงมาซึมซับบรรยากาศยามเช้า

เราใช้เวลาที่เหลือเฟือเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามโรงแรม ซึ่งเป็นสวนสาธารณะทอดยาวริมแม่น้ำ จากจุดนั้นมองเห็น สะพานซิโอเซโปล (Si-o-se-pol) หรือสะพาน ๓๓ ส่วน ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล แม้จะไม่ได้เดินไปจนถึงตัวสะพานในเช้านี้ แต่สัมผัสแรกของอุณหภูมิที่หนาวเย็นจนต้องสวมเสื้อกันหนาวทับอีกชั้น ก็บอกให้รู้ว่าเราได้มาถึงนครที่ได้รับสมญาว่า "ครึ่งหนึ่งของโลก" อย่างเป็นทางการแล้ว












ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin มนต์เสน่ห์ริมน้ำและสะพาน ๓๓ ส่วน อิสฟาฮาน (Isfahan)

  • Isfahan (อิสฟาฮาน): อดีตเมืองหลวงที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด (Safavid Dynasty) มีคำกล่าวในภาษาเปอร์เซียว่า "Esfahan nesf-e-jahan" ซึ่งแปลว่า "อิสฟาฮานคือครึ่งหนึ่งของโลก" เพื่อยกย่องความงามของสถาปัตยกรรมที่นี่
  • Si-o-se-pol (สะพาน ๓๓ ส่วน): เป็นสะพานหินโค้งที่สร้างข้ามแม่น้ำซายันเดอรูด (Zayandehrud) มีซุ้มโค้งทั้งหมด ๓๓ ช่อง ถือเป็นสถาปัตยกรรมทางชลประทานและจุดพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง
  • Kowsar International Hotel: เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงและตั้งอยู่ในทำเลทางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของอิสฟาฮาน เนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำและสามารถเดินไปยังสะพานประวัติศาสตร์ได้ง่าย ตามที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น
  • Climate of Isfahan: เนื่องจากตั้งอยู่บนที่ราบสูงอิสฟาฮานจึงมีอากาศหนาวเย็นกว่าเมืองทางใต้อย่างชีราซ โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่อุณหภูมิอาจลดต่ำลงใกล้จุดเยือกแข็งในยามเช้า