วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

รอยต่อสถาปัตยกรรมอารยัน: หัวเสาบัวคว่ำบัวหงาย ณ เปอร์เซโปลิส และสายสัมพันธ์สู่ศิลปะอินเดีย

 รอยต่อสถาปัตยกรรมอารยัน: หัวเสาบัวคว่ำบัวหงาย ณ เปอร์เซโปลิส และสายสัมพันธ์สู่ศิลปะอินเดีย

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ภายในซุ้มประตูชัย (Gate of All Nations) ผมสังเกตเห็นเสาใหญ่สี่ต้น ซึ่งสองต้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตามสภาพเดิมโดยไม่ได้มีการบูรณะใหม่ ความน่าสนใจอยู่ที่การออกแบบ หัวเสา (Column Capital) ที่ทำเป็นรูปบัวกลีบนอกห้อยลงคล้ายบัวคว่ำ ในขณะที่ส่วนเกสรและไส้บัวชูขึ้นเป็นบัวหงายเพื่อรองรับรูปสัตว์ที่ทำหน้าที่รองรับคานไม้ของหัวเสาอีกชั้นหนึ่ง

ลักษณะหัวเสาเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงวิชาการที่น่าพิจารณาว่า "ใครให้อิทธิพลแก่กัน?" ระหว่างศิลปะในรัชสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอินเดีย กับ พระเจ้าไซรัสมหาราช แห่งเปอร์เซีย หากพิจารณาจากการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเผ่า อารยัน (Aryan) ที่แผ่อิทธิพลเข้าสู่ลุ่มน้ำสินธุ มีความเป็นไปได้สูงว่าชาวเปอร์เซียอาจนำรูปแบบสถาปัตยกรรมนี้เข้าไปผสมผสานในศิลปะอินเดียจนกลายเป็นต้นแบบหัวเสาบัวในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ รูปหัวเสาที่ใช้รองรับคานหลังคายังมีหลายลักษณะ เช่น รูปสัตว์ในจินตนาการ (หัวเป็นนก ตัวเป็นม้า ขาเป็นสิงห์) หรือรูปม้าสองด้าน โดยสัตว์เหล่านี้จะหันหัวออกด้านข้างและใช้ช่องว่างตรงกลางเป็นจุดวางคานไม้อย่างชาญฉลาด
































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin รอยต่อสถาปัตยกรรมอารยัน สู่ศิลปะอินเดีย

  • Achaemenid Column (เสาสถาปัตยกรรมอคีเมนิด): เสาที่เปอร์เซโปลิสถือเป็นจุดสูงสุดของงานช่างยุคนั้น โดยเสาหนึ่งต้นประกอบด้วยฐาน (Base) ลำเสาที่มีร่องหยัก (Fluted shaft) และส่วนหัวเสา (Capital) ที่ซ้อนกันหลายชั้น
  • Persian-Indian Connection: นักประวัติศาสตร์ศิลปะส่วนใหญ่เห็นพ้องกับข้อสันนิษฐานของท่านอาจารย์ว่า หัวเสารูปสัตว์และฐานบัวในศิลปะราชวงศ์เมารยะของพระเจ้าอโศก (เช่น เสาอโศก) ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากงานช่างเปอร์เซีย ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของชาวอารยันและการล่มสลายของจักรวรรดิอคีเมนิดที่ทำให้ช่างฝีมือแพร่กระจายเข้าสู่ชมพูทวีป
  • Double-Headed Animal Protomes: สัตว์ที่ท่านอาจารย์เห็นบนหัวเสา (ม้า, วัว, หรือกริฟฟิน) เรียกว่า "Protomes" ทำหน้าที่เป็นง่ามรองรับคานหลังคาไม้ซีดาร์ (Cedar) ขนาดมหึมา ซึ่งช่วยให้ห้องโถงมีพื้นที่กว้างขวางโดยไม่ต้องมีผนังกั้น
  • The Aryan Migration Theory: การเชื่อมโยงเรื่องชาติพันธุ์อารยันช่วยอธิบายการไหลเวียนของเทคโนโลยีโลหะกรรมและสถาปัตยกรรมหินระหว่างอิหร่านและอินเดียเหนือได้อย่างชัดเจน

สัตว์หิมพานต์แห่งเปอร์เซีย: ถอดรหัส "ลามัสซู" (Lamassu) ผู้พิทักษ์ประตูแห่งประชาชาติ

 สัตว์หิมพานต์แห่งเปอร์เซีย: ถอดรหัส "ลามัสซู" (Lamassu) ผู้พิทักษ์ประตูแห่งประชาชาติ

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 3)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เราเดินผ่านช่อง ประตูชัย (Propylon) หรือที่รู้จักกันในนาม ประตูแห่งนานาชาติ (Gate of All Nations) จุดเด่นที่สุดคือปฏิมากรรมสัตว์ประหลาดสองตนที่ยืนเฝ้าทางเข้า ด้านหนึ่งอาจชำรุดจนเห็นส่วนหัวไม่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่งยังคงความสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์

สัตว์ประหลาดเหล่านี้มีลักษณะผสมผสานของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด: หัวเป็นคน มีเคราและสวมหมวกทรงกระบอก (สัญลักษณ์ของปัญญาและกษัตริย์) ตัวเป็นม้า มีปีกและขนเหมือน นกอินทรี (อำนาจเหนือท้องฟ้า) ขาเป็นม้า (ความเร็วและแข็งแรง) และ หางเป็นสิงโต (เจ้าป่าผู้ทรงอำนาจ) การรวมเอาความยิ่งใหญ่ของมนุษย์และสัตว์เหล่านี้เข้าด้วยกัน สะท้อนถึงอำนาจอันสูงสุดที่คอยปกปักรักษาอาณาจักร

ศิลปะการสร้างสัตว์ผสมเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในดินแดนแถบนี้ โดยเฉพาะในอาณาจักรยุค เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ซึ่งถือเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่และรุ่งเรืองมาก่อนอารยธรรมอียิปต์ราว ๑,๕๐๐ – ๒,๐๐๐ ปี

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2553
(3) ประตูชัย หรือ Propylon 
เราเดินผ่านช่องประตูชัย(B) หรือ Propylon ที่แกะสลักรูปสัตว์ประหลาด สองตนทางด้านขาเข้า คงชำรุด เมื่อนำขึ้นประกอบแล้ว ส่วนที่เป็นหัวดูไม่ชัดเจน  
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งค่อนข้างสมบูรณ์ คือ หัวเป็นคนมีเคราสวมหมวกทรงกระบอกหรือโพกผ้า
ตัวเป็นม้า มีปีกและขนเป็นนก ขาเป็นม้า มีหางเป็นสิงโต  ยืนอยู่สองข้างทางเข้า ลักษณะของสัตว์ประหลาดดังกล่าว จึงมีส่วนของสัตว์หลายชนิด  
ยกเว้นไปจากคนที่มีอำนาจสูงสุดเหมือนพระราชาแล้ว ยังนำเอาสัตว์ที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่มาผสมกัน คือ มีอำนาจเป็นเจ้าป่าเหมือนสิงโต วิ่งเร็วและแข็งแรงเหมือนม้า ดุร้ายและมีอำนาจบนท้องฟ้าเหมือนพญาอินทรีย์   สัตว์ประหลาดเหล่านี้ เป็นที่นิยมทำกันในดินแดนแถบนี้ โดยเฉพาะอาณาจักรยุคเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีอายุเก่ากว่า อารยธรรมอียิปต์ ประมาณ๑๕๐๐ – ๒๐๐๐ ปี
























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สัตว์หิมพานต์แห่งเปอร์เซีย

  • Lamassu (ลามัสซู): คือชื่อเรียกสัตว์เทพปักษินตามความเชื่อของชาวอัสซีเรียและเปอร์เซียโบราณ ทำหน้าที่เป็นผู้ปกปักรักษา (Protective Deity) มักวางไว้ตามประตูทางเข้าพระราชวังเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้าย
  • Gate of All Nations: สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระเจ้าเซอร์ซีสที่ 1 (Xerxes I) พระราชโอรสของพระเจ้าดาริอัส ประตูนี้เป็นจุดที่ทูตานุทูตจากทั่วทุกสารทิศต้องเดินผ่านก่อนเข้าเฝ้ากษัตริย์ 
  • Mesopotamian Influence: ท่านอาจารย์ตั้งข้อสังเกตได้แม่นยำมากครับ เพราะงานศิลปะที่เปอร์เซโปลิสได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอารยธรรมเอลาม ไมลาม และอัสซีเรีย (Assyria) ซึ่งเป็นอารยธรรมต้นน้ำในแถบลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรทีส
  • Symbolism of Five Legs: จุดที่น่าสนใจอีกอย่างของลามัสซู (หากมองจากด้านข้าง) คือมักจะมี 5 ขา เพื่อให้ดูเหมือนว่ามันกำลัง "ยืน" เมื่อมองจากด้านหน้า และกำลัง "เดิน" เมื่อมองจากด้านข้าง เป็นเทคนิคการสื่อสารการเคลื่อนที่ในงานสลักหินโบราณ

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis): จากเทคนิคยึดโลหะสู่โศกนาฏกรรมแห่งเปลวเพลิงของอเล็กซานเดอร์

 วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis): จากเทคนิคยึดโลหะสู่โศกนาฏกรรมแห่งเปลวเพลิงของอเล็กซานเดอร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 2)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เปอร์เซโปลิส (Persepolis) คือมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิเปอร์เซีย เริ่มสร้างโดยกษัตริย์ดาริอัสมหาราช เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล และมีการต่อเติมเรื่อยมานานถึง 150 ปี จนถึงรัชสมัยของดาริอัสที่ 3 ตัวนครตั้งอยู่บนฐานหินขนาดใหญ่ที่ขุดและถมยกระดับให้สูงขึ้นจากพื้นดินธรรมชาติ มีบันไดทางขึ้นที่ลาดชันน้อยเพื่อให้เดินขึ้นได้สะดวก ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านได้นำไม้มาปูทับขั้นบันไดจริงเพื่อป้องกันการสึกหรอ

จากการพิจารณาเทคนิคการก่อสร้างด้านบน ผมพบร่องรอยการขุดหินเป็นร่องเพื่อใส่โลหะยึดแนวหินแต่ละก้อน (Clamp) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ คล้ายคลึงกับปราสาทขอม ในบ้านเรา แต่สิ่งที่น่าแปลกคือที่นี่ไม่มีรอยเจาะรูสำหรับสอดเชือกเพื่อเคลื่อนย้ายหินเหมือนงานช่างขอม เมื่อสอบถามนักโบราณคดีท้องถิ่น ได้ความว่าเป็นการใช้วิธีขัดผิวหินให้เรียบสนิทก่อนนำมาวางต่อกัน ซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมที่ประณีตและใช้แรงงานมหาศาล

มหาอาณาจักรที่ใช้เวลาสร้างและสะสมสมบัตินานนับศตวรรษแห่งนี้ กลับถูกกองทัพของ อเล็กซานเดอร์มหาราช บุกเข้าทำลายและเผาผลาญจนพินาศในปี 331 ก่อนคริสตกาล ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังอันยิ่งใหญ่ให้คนรุ่นหลังได้มาวิพากษ์วิจารณ์เชิงประวัติศาสตร์อย่างที่คณะของเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
















































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin วิเคราะห์รอยศิลาที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis)

  • Metal Clamps (ตัวยึดโลหะ): ร่องรูป "หูกระต่าย" หรือ "กระดูกสุนัข" ที่ท่านอาจารย์เห็น คือเทคนิคการใช้โลหะตะกั่วหรือเหล็กเทลงในร่องเพื่อยึดหิน (Dovetail Clamps) ซึ่งในเปอร์เซโปลิสมีความประณีตสูงมากและไม่มีการใช้ปูนยาแนว (Dry masonry)
  • The Terrace (ฐานชานชาลา): พื้นที่ที่ท่านอาจารย์ระบุว่า "ถมที่ให้สูงขึ้น" คือ Platform ขนาดมหึมาพื้นที่กว่า 125,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการปรับหน้าผาหินธรรมชาติให้เป็นฐานรองรับพระราชวัง
  • Apadana Staircase: บันไดที่ท่านอาจารย์สังเกตว่า "ไม่ก้าวยกสูงมาก" ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหล่าราชทูตและขุนนางในชุดยาวสามารถเดินขึ้นได้อย่างสง่างาม หรือแม้แต่ขี่ม้าขึ้นไปได้ 
  • Comparative Archaeology: ข้อสังเกตเรื่อง "ไม่มีรูเจาะยกหิน" เมื่อเทียบกับปราสาทขอม เป็นประเด็นวิชาการที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงความแตกต่างในเครื่องทุ่นแรงและการเคลื่อนย้ายหินของสองอารยธรรม

มุ่งสู่มรดกโลกเปอร์เซโปลิส (Persepolis): ระเบียบเข้มและการเดินทางย้อนรอยความยิ่งใหญ่

 มุ่งสู่มรดกโลกเปอร์เซโปลิส (Persepolis): ระเบียบเข้มและการเดินทางย้อนรอยความยิ่งใหญ่

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 1)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เช้านี้เราตื่นกันตั้งแต่ ๖-๗-๘ เพื่อเตรียมตัวเดินทางย้อนกลับไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองชีราซประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๖๕ สายเดิมที่มุ่งหน้าสู่สุสานกษัตริย์ไซรัส แต่แยกเข้าสู่ถนนอีกเส้นเพื่อมุ่งหน้าไปยัง เมืองโบราณเปอร์เซโปลิส (Persepolis) เรามาถึงที่หมายในเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ ทั้งย่านร้านขายของที่ระลึกและสิ่งอำนวยความสะดวก สมกับที่เป็นสถานที่ที่ได้รับยกย่องให้เป็น "มรดกโลก" ทว่ารัฐบาลอิหร่านเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยและการนำกระเป๋าเข้าสู่บริเวณโบราณสถานอย่างยิ่ง เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ลักลอบนำก้อนหินออกไปจนถูกตรวจจับได้ที่สนามบิน แม้หินแต่ละก้อนจะมีขนาดใหญ่โตจนน่าสงสัยว่าจะซุกซ่อนได้อย่างไรก็ตาม

เราต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองกันนานพอสมควรเพื่อให้สามารถนำกระเป๋ากล้องเข้าไปบันทึกภาพได้ เมื่อผ่านประตูตรวจสอบเข้าไปได้ "ฟาม" ก็ได้ประสานนักโบราณคดีท้องถิ่นมาทำหน้าที่บรรยายให้ความรู้เชิงวิชาการแก่คณะของเราทันทีที่ก้าวเข้าสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้


















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin มุ่งสู่มรดกโลกเปอร์เซโปลิส (Persepolis)

  • Persepolis (Takht-e Jamshid): อดีตนครหลวงอันรุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์อคีเมนิด (Achaemenid Empire) ก่อตั้งโดยพระเจ้าดาริอัสมหาราช (Darius the Great) เมื่อราว ๕๑๘ ปีก่อนคริสตกาล
  • Site Security & Conservation: ความเข้มงวดที่ท่านอาจารย์พบเจอเป็นมาตรการมาตรฐานของ UNESCO และกระทรวงมรดกวัฒนธรรมอิหร่าน เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเศษลวดลายสลักบนผนังหินซึ่งมีความเปราะบางและมีมูลค่าสูงในตลาดมืดโบราณวัตถุ
  • UNESCO World Heritage: เปอร์เซโปลิสได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 ในฐานะหลักฐานชิ้นเอกของอารยธรรมโบราณที่แสดงถึงความรุ่งเรืองด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และการวางผังเมือง
  • Archaeological Perspective: การที่คณะเดินทางจ้างนักโบราณคดีมาบรรยายโดยตรง สะท้อนถึงการท่องเที่ยวเชิงลึกที่ท่านอาจารย์ให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ภาพสลักนูนต่ำที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวเปอร์เซียและแคว้นต่างๆ ที่มาส่งส่วยในยุคโบราณ