วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปัจฉิมบทแห่งสังขาร: เยือน "หอคอยแห่งความเงียบ" (Tower of Silence) และสัจธรรมใต้ดวงตะวันลับขอบฟ้า

 ปัจฉิมบทแห่งสังขาร: เยือน "หอคอยแห่งความเงียบ" (Tower of Silence) และสัจธรรมใต้ดวงตะวันลับขอบฟ้า

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 8)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
คณะเราเดินทางออกจากวิหารไฟ มุ่งหน้าสู่ "หอคอยแห่งความเงียบ" (Tower of Silence) หรือ Dakhma ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาใกล้ทะเลทรายทางตอนใต้ของเมืองยาซ์ด สถานที่แห่งนี้คือร่องรอยอารยธรรมเปอร์เซียโบราณที่ประกอบพิธีศพตามความเชื่อของศาสนา โซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism)

ด้วยความศรัทธาในพระเจ้า อะฮูรา มาสดา (Ahura Mazda) และความเชื่อว่าร่างที่ไร้วิญญาณไม่ควรทำให้ดินอันบริสุทธิ์ต้องมัวหมอง จึงนำศพมาวางไว้บนหอคอยเพื่อให้เหล่านกแร้งได้ทำหน้าที่ตามธรรมชาติ จนเหลือเพียงโครงกระดูกที่สะอาดก่อนจะนำไปฝังหรือเก็บรักษาต่อไป ในอดีตญาติพี่น้องจะมาสร้างที่พักรออยู่ใกล้ ๆ หอคอยแห่งนี้ ทว่าปัจจุบันพิธีกรรมดังกล่าวได้ยุติลงและเปลี่ยนเป็นการฝังในสุสานบริเวณใกล้เคียงแทน

การจากลาสถานที่แห่งนี้ทิ้งความรู้สึก "ใจแป่ว" อย่างบอกไม่ถูก ผมมองเห็นภาพสะท้อนของ "ปัจฉิมวัย" ผ่านใบหน้าที่นิ่งเฉย สงบ และไร้ซึ่งความทะยานอยากของผู้คนที่ยังพำนักอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ใกล้สุสาน เพื่อรอเวลาลาลับโลกไป เช่นเดียวกับดวงตะวันที่ค่อย ๆ ลับเหลี่ยมหอคอยแห่งความเงียบสงบแห่งนี้ไปชั่วนิรันดร์

























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Dakhma (หอคอยแห่งความเงียบ): เป็นโครงสร้างทรงกลมยกระดับสูงเพื่อใช้ในพิธีศพแบบ "ท้องฟ้า" (Sky Burial) เพื่อป้องกันไม่ให้ศพสัมผัสกับธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ
  • Ahura Mazda: พระเจ้าสูงสุดในศาสนาโซโรอัสเตอร์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ของปัญญาและความดีงาม (Light and Wisdom)
  • Modern Transition: รัฐบาลอิหร่านสั่งระงับพิธีศพบนหอคอยในช่วงทศวรรษที่ 1970 ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัย ทำให้ชาวโซโรอัสเตอร์เปลี่ยนมาใช้การฝังในสุสานที่กรุด้วยคอนกรีตเพื่อไม่ให้ศพสัมผัสกับดินโดยตรง ตามที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็นพื้นที่สุสานใหม่ใกล้ ๆ กัน
  • Philosophy of Impermanence: บันทึกของท่านอาจารย์สะท้อนถึงหลัก มรณสติ ในพุทธศาสนาที่มาบรรจบกับสถานที่ต่างความเชื่อได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการเปรียบเปรย "วัย" และ "ดวงตะวัน"


รากเหง้าแห่งอารยัน: "ผานไถ" และเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism)

 รากเหง้าแห่งอารยัน: "ผานไถ" และเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 7)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) หรือที่รู้จักกันในนาม "ลัทธิบูชาไฟ" เป็นศาสนาประจำชาติดั้งเดิมของอิหร่านก่อนการเข้ามาของศาสนาอิสลาม มีคติความเชื่อที่เคร่งครัดเรื่องความบริสุทธิ์ของธาตุธรรมชาติ โดยเชื่อว่า "พื้นดินเป็นสิ่งบริสุทธิ์" ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถนำร่างที่ไร้วิญญาณไปฝังลงใต้ดินได้ แต่ต้องนำไปวางไว้บนหน้าผาหรือหอคอยสูงเพื่อให้ร่างสลายไปตามธรรมชาติ

จากการศึกษาค้นคว้าลึกลงไป พบว่าการบูชาไฟคือวัฒนธรรมดั้งเดิมของ ชาวอารยัน (Aryan) หรือชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว (แขกขาว) ซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนนี้มานานหลายพันปี ชาวอารยันมีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีโลหะกรรมอย่างสูง สามารถหลอมโลหะด้วยความร้อนสูงเพื่อสร้างอาวุธและเครื่องมือตัดหิน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสำเร็จในการประดิษฐ์ "ผานไถเหล็ก" สำหรับการกสิกรรม ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกในยุคดึกดำบรรพ์ ทำให้เกิดความมั่งคั่งรุ่งเรืองทัดเทียมอารยธรรมอียิปต์และอิรัก ความภูมิใจในภูมิปัญญานี้สะท้อนผ่านนาม "อารยัน" (Aryan) ซึ่งมีความหมายนัยหนึ่งเชื่อมโยงกับ "ผานไถ" อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการสร้างสมอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้นในโลก






















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin 

  • Etymology of "Aryan": คำว่า Aryan มีรากศัพท์จากภาษาอินโด-อิหร่านโบราณว่า Arya ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่มระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับรากศัพท์ที่แปลว่า "ไถ" (to plough) สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของท่านอาจารย์ที่มองว่าอารยธรรมอารยันเติบโตขึ้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรม
  • Sky Burial (การศพบนท้องฟ้า): คติที่ไม่ฝังศพเพื่อไม่ให้ดินแปดเปื้อน นำไปสู่การสร้าง "หอคอยแห่งความเงียบ" (Dakhma) ที่พบได้ในเมืองยาซด์ (Yazd)
  • Technological Prowess: ชาวอารยันเป็นผู้บุกเบิกการใช้รถศึก (Chariot) และเครื่องมือเหล็ก ซึ่งความร้อนจาก "ไฟ" ที่ใช้ในการถลุงโลหะนี้เองที่อาจเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของการยกย่องไฟเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเชิงเทคโนโลยีและจิตวิญญาณ
  • Zoroaster in Yazd: ปัจจุบันเมืองยาซด์ยังคงเป็นศูนย์กลางของชาวโซโรอัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่าน บันทึกของท่านอาจารย์จึงเป็นหลักฐานยืนยันความต่อเนื่องของอารยธรรมที่ยังมีลมหายใจ

ไฟศักดิ์สิทธิ์พันปี: เยือนวิหารโซโรอัสเตอร์ (Fire Temple) มรดกแห่งศรัทธาที่ไม่มีวันดับ ณ เมืองยาซด์

 ไฟศักดิ์สิทธิ์พันปี: เยือนวิหารโซโรอัสเตอร์ (Fire Temple) มรดกแห่งศรัทธาที่ไม่มีวันดับ ณ เมืองยาซด์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 6)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
หลังจากออกจาก Jameh Mosque เราเดินทางต่อเพื่อไปยัง วิหารไฟ (Fire Temple) หรือ Atash Behram แหล่งรวมความเชื่อของลัทธิเก่าแก่ที่ยังคงสืบทอดอยู่ในเมืองยาซด์ ในวันที่เราไปถึงต้องเข้าทางประตูเล็กด้านข้างเนื่องจากประตูใหญ่ด้านหน้าปิด

วิหารแห่งนี้เป็นอาคารหลังเล็กที่แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองตอน พื้นที่ด้านในสุดเป็นที่ตั้งของ กระถางไฟศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Fire) ซึ่งเชื่อกันว่าไฟกองนี้ลุกโชนต่อเนื่องมานานนับพันปีโดยไม่เคยดับ เพราะมีสมณะหรือนักบวชคอยดูแลเติมเชื้อไฟมิให้ขาด พื้นที่ส่วนนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป

สำหรับผู้มาเยือนสามารถชมและถ่ายภาพได้จากห้องโถงด้านนอกผ่านกระจกกันกั้น ซึ่งภาพที่ได้อาจไม่ชัดเจนนักเนื่องจากกระจกค่อนข้างมัว อย่างไรก็ตาม บริเวณด้านหน้าอาคารมีสระน้ำรูปทรงกลมที่ทอดยาวไปถึงประตูหน้า มองเห็นเงาสะท้อนของอาคารบนผิวน้ำอย่างสวยงาม ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้สีเขียวขจีที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณวิหาร


















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Zoroastrianism (ศาสนาโซโรอัสเตอร์): หนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่ยังมีการปฏิบัติอยู่ มีความเชื่อเรื่องการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว โดยใช้ "ไฟ" เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และปัญญาของพระเจ้า (Ahura Mazda)
  • Yazd Atash Behram: วิหารไฟในเมืองยาซด์แห่งนี้มีความสำคัญระดับสูงสุด ไฟที่ประดิษฐานอยู่ภายในเชื่อว่าถูกจุดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 470 และถูกย้ายมายังสถานที่ปัจจุบันในปี ค.ศ. 1934
  • Architectural Symbolism: สระน้ำหน้าอาคารที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ในทางคติโซโรอัสเตอร์ น้ำและไฟคือองค์ประกอบสำคัญในการชำระล้างจิตใจ สถาปัตยกรรมจึงมักวางสระน้ำไว้หน้าวิหารไฟเสมอ
  • Faravahar: เหนืออาคารวิหารมักมีสัญลักษณ์รูปมนุษย์มีปีก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนจิตวิญญาณและการเลือกทำความดีตามความเชื่อของชาวโซโรอัสเตอร์

มรดกพุทธศิลป์ถิ่นจันท์: เหรียญพระสังกัจจายน์ วัดพลับ (บางกะจะ) ปี ๒๕๑๖ และบันทึกความทรงจำศิษย์ศิลปากรที่ ๕

มรดกพุทธศิลป์ถิ่นจันท์: เหรียญพระสังกัจจายน์ วัดพลับ (บางกะจะ) ปี ๒๕๑๖ และบันทึกความทรงจำศิษย์ศิลปากรที่ ๕

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ความทรงจำครั้ง: ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๕ ฉะเชิงเทรา (พ.ศ. ๒๕๒๒)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๕ ฉะเชิงเทรา (ซึ่งในขณะนั้นมีเขตพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมไปถึงจังหวัดจันทบุรี) ผมได้รับมอบ เหรียญพระสังกัจจายน์ วัดพลับ บางกะจะ จ.จันทบุรี รุ่นปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มาเป็นมลคลที่ระลึก

เหรียญรุ่นนี้ถือเป็นสุดยอดวัตถุมงคลของภาคตะวันออก เนื่องจากมีพระเกจิอาจารย์ระดับตำนานร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกอย่างเข้มขลัง โดยมี หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ จ.ระยอง เป็นองค์ประธานพิธี พร้อมด้วย หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จ.จันทบุรี และ หลวงพ่อรวย วัดท่าเรือ จ.ระยอง รวมถึงคณาจารย์อีกหลายท่านในยุคนั้น นับเป็นเหรียญที่ผมเก็บรักษาไว้เป็นเครื่องระลึกถึงช่วงเวลาการปฏิบัติหน้าที่ดูแลโบราณสถานในเขตภาคตะวันออก






ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • วัดพลับ (บางกะจะ): เป็นวัดเก่าแก่และสำคัญยิ่งของจังหวัดจันทบุรี มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย และมีความเกี่ยวเนื่องกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งมาพักทัพที่เมืองจันท์ การสร้างวัตถุมงคลที่นี่จึงมักแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
  • พิธีปลุกเสกปี ๒๕๑๖: เป็นที่ยอมรับในวงการนักสะสมว่า วัตถุมงคลวัดพลับรุ่นนี้ได้รับความนิยมสูงมาก เพราะชื่อเสียงของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ที่ร่วมพิธีปลุกเสกใหญ่ในครั้งนั้น ซึ่งถือเป็นช่วงที่บารมีของท่านกำลังขจรขจายไปทั่วประเทศ
  • หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส: ท่านคือสุดยอดพระเกจิผู้เรืองวิทยาคมแห่งเมืองจันท์ การที่ท่านร่วมปลุกเสกเหรียญนี้คู่กับหลวงปู่ทิม ยิ่งทำให้เหรียญพระสังกัจจายน์รุ่นนี้มีพุทธคุณโดดเด่นทั้งด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด
  • หน่วยศิลปากรที่ ๕ ฉะเชิงเทรา: บันทึกของท่านอาจารย์สะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารงานอนุรักษ์ในอดีต ซึ่งจังหวัดจันทบุรีและระยองอยู่ในเขตความดูแลของหน่วยศิลปากรที่ ๕ ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำนักศิลปากรในเวลาต่อมา

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

สถาปัตยกรรมแห่งรัชสมัย: จารึกธรรมและงานศิลป์ ณ วัดป่าวชิรบรรพต (ชลบุรี)

 สถาปัตยกรรมแห่งรัชสมัย: จารึกธรรมและงานศิลป์ ณ วัดป่าวชิรบรรพต (ชลบุรี)

คำกลอนโดย: ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๙
สถานที่: วัดป่าวชิรบรรพต จ.ชลบุรี


[บทประพันธ์]

บุญหนุนนำ ทำด้วยแรง แลทรัพย์สิน
ให้หมดสิ้น โสโครก โศกทั้งหลาย
ให้อยู่ดี มีกิน จนวันวาย
พ้นอบาย พ้นกรรม เคยทำกันฯ

[เนื้อหาจากบันทึก]

วัดป่าวชิรบรรพต จังหวัดชลบุรี เป็นวัดที่มีความใหญ่โตและร่มรื่น ตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของป่าเขา เป็นศูนย์รวมจิตใจที่มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาปฏิบัติธรรมอย่างเนืองแน่น

ในฐานะนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้มีความน่าสนใจยิ่ง แม้จะเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่รวมถึงตัวพระอุโบสถ แต่การออกแบบไม่ได้ยึดถือตามจารีตประเพณีการก่อสร้างแบบเดิมทั้งหมด หากพระอุโบสถหลังนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในยุคปัจจุบัน ก็นับได้ว่าเป็น "สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ ๑๐" แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ชัดเจน และถือเป็นพระอุโบสถหลังต้นๆ ของรัชกาลนี้ที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ศิลป์













ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • วัดป่าวชิรบรรพต (Wat Pa Wachirabanphot): เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านการเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่เน้นความสงบและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
  • สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ ๑๐: ในทางวิชาการ การนิยามสถาปัตยกรรมยุคต้นรัชกาลมักพิจารณาจากการผสมผสานระหว่างวัสดุสมัยใหม่ เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ก้าวหน้า แต่ยังคงจิตวิญญาณของพุทธศิลป์ไว้ ซึ่งบันทึกของท่านอาจารย์ได้ให้ทัศนะที่แหลมคมในการจัดหมวดหมู่ศิลปกรรมยุคนี้
  • นิยามสถาปัตยกรรมใหม่: การที่ท่านอาจารย์ระบุว่า "ไม่ได้ยึดจารีตแบบเดิม" สะท้อนถึงวิวัฒนาการของงานช่างไทยที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย (Evolution of Thai Art) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะที่ไม่หยุดนิ่ง

มรดกจากองค์พระธาตุ: พระนาคปรกดินพระธาตุ พ.ศ. ๒๔๘๒ กับบันทึกการทำทะเบียนโบราณวัตถุ ณ วัดพระธาตุพนม

มรดกจากองค์พระธาตุ: พระนาคปรกดินพระธาตุ พ.ศ. ๒๔๘๒ กับบันทึกการทำทะเบียนโบราณวัตถุ ณ วัดพระธาตุพนม

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ความทรงจำครั้ง: การลงพื้นที่เก็บข้อมูลและทำทะเบียนโบราณวัตถุที่พบในองค์พระธาตุพนม (พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ ระหว่างที่ผมปฏิบัติหน้าที่เก็บข้อมูลและจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุที่พบภายในองค์ พระธาตุพนม ผมได้รับมอบวัตถุมงคลอันล้ำค่าจากท่านเจ้าคุณ พระเทพรัตนราชโมลี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม

วัตถุมงคลชิ้นนี้คือ พระนาคปรก หลังอุณาโลม รุ่นแรกที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ความพิเศษคือสร้างจาก ดินพระธาตุ และผ่านพิธีปลุกเสกโดยสุดยอดคณาจารย์แห่งยุค ได้แก่:
  • พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญโรจน์ นนฺตโร) เป็นประธานพิธี
  • หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่าวิปัสสนากรรมฐาน
  • หลวงปู่สนธิ์ สุรชโย (พระครูสันธานพนมเขต์) วัดท่าดอกแก้ว
  • หลวงปู่จันทร์ เขมิโย (พระเทพสิทธาจารย์) วัดศรีเทพประดิษฐาราม
  • พร้อมด้วยคณาจารย์อีกหลายรูป นับเป็นวัตถุมงคลที่รวมพลังศรัทธาและประวัติศาสตร์ของชาวนครพนมไว้อย่างเข้มขลัง








ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • พระธาตุพนมล้ม (พ.ศ. ๒๕๑๘): บันทึกของท่านอาจารย์อยู่ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่พระธาตุพนมองค์เดิมได้ล้มลงเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ นำไปสู่การค้นพบโบราณวัตถุและพระกรุจำนวนมหาศาล ซึ่งท่านอาจารย์คือหนึ่งในคณะทำงานสำคัญที่เข้าไปจัดทำทะเบียนหลักฐานเหล่านี้
  • พระครูวิโรจน์รัตโนบล: ท่านคือผู้นำในการบูรณะพระธาตุพนมครั้งใหญ่ (พ.ศ. ๒๔๔๔) และเป็นที่เคารพศรัทธาในฐานะ "ผู้นำจิตวิญญาณแห่งอีสาน" การที่ท่านเป็นประธานในปี ๒๔๘๒ จึงถือเป็นรุ่นที่เป็นทางการและสำคัญมาก
  • ดินพระธาตุพนม: มวลสารที่ใช้สร้างพระรุ่นนี้ เชื่อกันว่าเป็นดินที่คัดจากบริเวณองค์พระธาตุ ซึ่งตามคติความเชื่อถือเป็นดินศักดิ์สิทธิ์ที่รองรับพระอุรังคธาตุ
  • หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต: การที่หลวงปู่มั่นร่วมปลุกเสกในปี ๒๔๘๒ ถือเป็นข้อมูลที่นักสะสมสายกรรมฐานให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านมักไม่ออกหน้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกทั่วไป ยกเว้นในวาระที่เกี่ยวข้องกับปูชนียสถานสำคัญของแผ่นดิน

ศรัทธาเหนือวัตถุ: ตะกรุดโทนหลวงปู่เครื่อง และหลักธรรมจาก "เทพเจ้าอีสานใต้" ณ วัดสระกำแพงใหญ่

ศรัทธาเหนือวัตถุ: ตะกรุดโทนหลวงปู่เครื่อง และหลักธรรมจาก "เทพเจ้าอีสานใต้" ณ วัดสระกำแพงใหญ่

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
ความทรงจำครั้ง: ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๖ พิมาย (ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๐)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผมยังรับราชการเป็น หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๖ พิมาย ระหว่างเดินทางไปตรวจโบราณสถานในจังหวัดศรีสะเกษ ผมได้มีโอกาสกราบนมัสการ หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท (พระมงคลวุฒิ) ณ วัดสระกำแพงใหญ่ ท่านเป็นพระผู้มีผิวพรรณผ่องใส มีเมตตาสูง ใครได้อยู่ใกล้ต่างรู้สึกสบายใจ ในครั้งนั้นผมได้รับ "ตะกรุดโทน" มาจากมือของหลวงพ่อเอง และได้แขวนติดตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ผ่านประสบการณ์โชกโชนมากมาย

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่เครื่อง หรือที่ผู้คนยกย่องให้เป็น "เทพเจ้าแห่งอีสานใต้" ได้เคยให้ข้อคิดเกี่ยวกับวัตถุมงคลไว้อย่างน่าสนใจว่า:

"ความขลังไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุมงคล แต่อยู่ที่คนถือคนใช้ต่างหาก... ถ้าคนไหนมีพระวิสุทธิคุณ พระธรรมคุณ และพระปัญญาคุณ รวมทั้งถือคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์อยู่ในตัว ไม่แขวนพระใดผู้นั้นก็มีความขลังอยู่ในตัว ต่อให้แขวนวัตถุมงคลนับร้อยชิ้น ถ้าไม่มีธรรมะอยู่ในใจ วัตถุมงคลก็ไม่แตกต่างจากตุ๊กตาพระ แขวนไว้ก็หนักคอเท่านั้น"






ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท (พระมงคลวุฒิ): อดีตเจ้าอาวาสวัดสระกำแพงใหญ่ จ.ศรีสะเกษ ท่านเป็นพระมหาเถระที่มีอายุยืนยาว (๑๐๘ ปี) และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างมากในฐานะพระนักพัฒนาผู้มีเมตตาธรรม
  • วัดสระกำแพงใหญ่ (Wat Sra Kamphaeng Yai): เป็นสถานที่ตั้งของ ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ โบราณสถานขอมที่สำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของท่านอาจารย์ปฏิพัฒน์ในการตรวจเยี่ยมและดูแลโบราณสถานในเขตอีสานใต้
  • หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๖ พิมาย: ตำแหน่งหน้าที่นี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของท่านอาจารย์ในการอนุรักษ์มรดกโลกและโบราณคดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมขอมโบราณ
  • ตะกรุดโทน (Takrut): เครื่องรางดั้งเดิมที่ทำจากโลหะม้วนจารอักขระ ซึ่งในกรณีนี้เป็นสื่อกลางที่นำไปสู่ "ธรรมะ" ตามที่หลวงปู่ได้อบรมไว้


วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

ภูมิปัญญาดินดิบและหอรับลม: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "บ้านกล่อง" ท้าพายุทราย ณ เมืองยาซด์ (Yazd)

ภูมิปัญญาดินดิบและหอรับลม: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "บ้านกล่อง" ท้าพายุทราย ณ เมืองยาซด์ (Yazd)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 5)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
การสังเกตบ้านเรือนของชาวบ้านทั่วไปในเมืองยาซด์ พบลักษณะการก่อสร้างที่น่าสนใจและสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศทะเลทรายอย่างยิ่ง ตัวบ้านและรั้วมักสร้างด้วย อิฐสีขาว (Mud-brick) ที่ทำจากดินทราย ดูคล้ายอิฐดิบที่ไม่ผ่านการเผา ใช้โครงสร้างคานเหล็กแผ่นใหญ่เชื่อมต่อกันแทนเหล็กข้ออ้อยแบบบ้านเรา ส่วนปูนฉาบมีการผสมฟางหรือหญ้าช่วยยึดเกาะ ซึ่งเป็นวิธีการก่อสร้างที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ

รูปทรงของอาคารเป็นทรงเหลี่ยมราบแบนดูคล้ายกล่อง ไม่มีหน้าจั่ว เนื่องจากพื้นที่แห้งแล้งฝนตกน้อย แต่ต้องเผชิญกับพายุทราย การออกแบบจึงเน้นความราบเรียบเพื่อลดแรงปะทะ ตัวอาคารส่วนหนึ่งจะถูกฝังจมลงไปใต้ดินเพื่อรักษาอุณหภูมิ และมักสร้างผนังทึบโดยไม่มีหน้าต่างมากนัก

หัวใจสำคัญของบ้านทุกหลังคือ "หอสูงดักลม" (Windcatcher) หรือช่องบนหลังคา เพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศและสร้างความเย็นภายในตัวบ้านเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูง โดยช่องนี้สามารถปิดได้เมื่ออากาศเย็นลง นอกจากนี้ตามบ้านเรือนยังมีระบบเตาผิงและท่อระบายควันเตรียมพร้อมไว้สำหรับใช้ในฤดูหนาวที่หนาวจัดอีกด้วย









ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Badgir (Windcatcher): หอสูงที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็น คือ "บัดกีร์" หรือหอรับลม ภูมิปัญญาเปอร์เซียโบราณที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับอากาศธรรมชาติ โดยใช้หลักการความดันอากาศเพื่อดึงลมเย็นลงสู่ตัวบ้าน
  • Vernacular Architecture: สถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่นที่ใช้ดิน (Earth Architecture) และวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางสับ (Straw) ผสมดินฉาบ (Kahgel) ช่วยเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีเยี่ยมในเขต Arid Climate
  • Sun-dried Bricks (Adobes): อิฐดินทรายที่ไม่ผ่านการเผาช่วยลดการสะสมความร้อนจากแสงแดดจัดในตอนกลางวัน ซึ่งท่านอาจารย์สังเกตเห็นความแตกต่างจากอิฐเผาชัดเจน
  • Underground Living (Sardab): การสร้างห้องฝังจมลงใต้ดิน หรือ "ซาร์ดาบ" เป็นวิธีดั้งเดิมในการหนีความร้อนระอุของทะเลทรายคาวีร์ (Kavir Desert) เพื่อให้คนในบ้านอยู่อาศัยได้อย่างสบาย

มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque): วิจิตรตระการตากระเบื้องสีครามและหอคอยคู่ที่สูงที่สุดในยาซ์ด (Yazd)

มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque): วิจิตรตระการตากระเบื้องสีครามและหอคอยคู่ที่สูงที่สุดในยาซ์ด (Yazd)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 4)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ออกจากร้านอาหาร รถนำคณะมาจอดใกล้กับหอนาฬิกาเมืองยาซ์ด ก่อนจะพากันเดินเท้าเข้าสู่ถนนอีกสายเพื่อมุ่งหน้าไปยัง มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque of Yazd) แหล่งท่องเที่ยวและศูนย์รวมจิตใจสำคัญของเมืองนี้ มัสยิดแห่งนี้มีอายุยาวนานกว่า 800 ปี เริ่มสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดย กษัตริย์การ์ซาส์บ (Ala ad-Dawla Garshasp) แห่งราชวงศ์ Al-e Bouyeh และได้รับการขยายต่อเติมให้ยิ่งใหญ่ในช่วงปี ค.ศ. 1324-1365

สถาปัตยกรรมที่นี่โดดเด่นด้วยสไตล์เปอร์เซียแท้ โดยเฉพาะ มินาเรต (Minarets) หรือเสาคู่ของสุเหร่าที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในอิหร่าน บริเวณอาคารระเบียงด้านหน้าถูกประดับประดาด้วยแผ่นกระเบื้องโมเสก (Mosaic Tiles) ลวดลายพันธุ์พฤกษาโทนสีน้ำเงินและฟ้าครามที่วิจิตรบรรจงตั้งแต่ยอดจรดฐาน แม้ในช่วงที่ไปถึงหอคอยด้านหน้าจะถูกปิดบังด้วยนั่งร้านเพื่อการบูรณะ ทำให้ภาพที่ออกมาไม่เหมือนในคู่มือท่องเที่ยวเสียทีเดียว แต่ความงามของรายละเอียดบนงานกระเบื้องดินเผาเขียนสีก็ยังคงคุณค่าและน่าประทับใจอย่างยิ่ง














































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Jameh Mosque of Yazd: เป็นมัสยิดที่ปรากฏอยู่บนธนบัตร 200 เรียลของอิหร่าน โดดเด่นด้วยหอคอยคู่ (Minarets) ที่สูงถึง 52 เมตร ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ
  • Persian Tilework (Haft Rang): งานกระเบื้องที่ท่านอาจารย์ชื่นชม เรียกว่างาน "เจ็ดสี" หรือโมเสกที่มีลวดลายเรขาคณิตและพันธุ์พฤกษา (Arabesque) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอิสลามในยุคอิลข่าน (Ilkhanid) และยุคติมูริด (Timurid)
  • Al-e Bouyeh (Buyid Dynasty): ราชวงศ์ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูวัฒนธรรมเปอร์เซียในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์อิสลาม
  • Restoration & Preservation: การติดตั้งนั่งร้านที่ท่านอาจารย์พบ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสภาพโบราณสถานของเมืองมรดกโลกยาซ์ด ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ UNESCO