วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จากตำนานท่าสรงสองเทวีสู่จารึกปีจัดระเบียบเมือง: แกะรอยประวัติศาสตร์ "วัดท่านาง" ในยุคเปลี่ยนผ่านมณฑลเทศาภิบาล

 จากตำนานท่าสรงสองเทวีสู่จารึกปีจัดระเบียบเมือง: แกะรอยประวัติศาสตร์ "วัดท่านาง" ในยุคเปลี่ยนผ่านมณฑลเทศาภิบาล

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๒: ..."วัดท่านาง"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วัดท่านาง ตั้งอยู่ ในเขตตำบลล้อมแรด เช่นเดียวกัน

ตามประวัติ กล่าวว่า บริเวณวัดนี้ เคยเป็นที่ประทับอาศัยของเจ้าแม่จอมเทวี และ เจ้าแม่จันต๊ะเทวี สองพี่น้อง อาศัยอยู่ และชอบไปเล่นน้ำที่ท่าน้ำวัง จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านท่านาง

ต่อมามีเจ้าพ่อตำหนัก, เจ้าพ่อคำลือ, เจ้าพ่อสุนันตา และเจ้าพ่อศิริชัย มาครองเมืองเถิน ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นที่เนินแห่งหนึ่ง ให้ชื่อว่า 'วัดท่านาง'

ช่วง พ.ศ.๒๔๓๔ - พ.ศ.๒๔๓๖ เมืองเถิน เป็นหัวเมืองชั้นในของสยาม ขึ้นกับมณฑลลาวเฉียง เมืองนครเชียงใหม่ มี พระเมืองไชยราชา (เจ้าหนานอินทรศ) เป็น เจ้าเมืองเถิน และ เปลี่ยนมาเป็น ผู้ว่าราชการเมืองเถินบุรี คนแรก แต่มี หลวงประสงค์เกษมราษฎร์ เป็นข้าหลวงจากสยาม มาประจำกำกับเมืองเถิน อีกชั้นหนึ่ง

จนในปี พ.ศ.๒๔๔๖ (ปีที่ ๓๖ ในรัชกาลที่ ๕ ) จึงยุบเมืองเถินลง ไป รวมไปเข้ากับเมืองนครลำปาง

หลังจากยุบเมืองเถิน ไปขึ้นกับนครลำปางแล้ว ได้ ๕ ปี ในปี พ.ศ.๒๔๕๑ ( ปีที่ ๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ) จึงมีหลักฐานการสร้างวัดท่านาง เป็นจารึก ที่เจดีย์ประธานของวัด ว่า “สร้างขึ้นใน ปี พ.ศ.๒๔๕๑” จึงอาจกล่าวได้ว่า "วัดท่านาง" สร้างขึ้นในปีนี้ หรือ ช่วงระยะที่เมืองเถิน กำลังมีการเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองใหม่ ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕

“โรงจำศีล ศรัทธานางลูกจันสร้างสิ้นเงิน ๖๐๐ บาท 
อุทิศส่วนบุญถึงเตี่ยฉ่ำแม่บุญทองด้วยเทอญ ๒๙/๗/๒๔๗๕”

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Folk Etymology & River Culture (คติชนนิทานอธิบายชื่อบ้านนามเมืองและวัฒนธรรมสายน้ำ): ตำนานเกี่ยวกับ เจ้าแม่จอมเทวี และ เจ้าแม่จันต๊ะเทวี สองพี่น้องที่ชอบลงเล่นน้ำในแม่น้ำวัง จนกลายเป็นที่มาของชื่อ "บ้านท่านาง" สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนโบราณที่ผูกพันกับอุทกวิทยาและการคมนาคมทางน้ำ ขณะที่กลุ่มรายนามผู้ครองเมืองยุคถัดมา เช่น เจ้าพ่อตำหนัก, เจ้าพ่อคำลือ, เจ้าพ่อสุนันตา และเจ้าพ่อศิริชัย ที่ร่วมกันสร้างวัดบนเนินดิน (Topographical Mound) ได้เปลี่ยนผ่านสถานะทางอารยธรรมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นมาสู่การเป็นระบบผีอารักษ์เมืองหรือวีรบุรุษในตำนาน (Hero Cult/City Guardians) ที่ปกปักรักษาชุมชนล้อมแรด
  • Monthon Lao Chiang Era (ยุคมณฑลลาวเฉียงและข้าหลวงสยาม): ข้อวิเคราะห์ช่วงปี พ.ศ. 2434 - 2436 ของท่านอาจารย์ ขยายภาพประวัติศาสตร์การเมืองช่วง การปฏิรูปส่วนภูมิภาค (Administrative Centralization) ได้อย่างแม่นยำยิ่ง ในช่วงเวลานั้นเมืองเถินมีสถานะเป็นหัวเมืองชั้นในที่ขึ้นตรงต่อ มณฑลลาวเฉียง (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพในเวลาต่อมา) มีการตั้งตำแหน่ง ผู้ว่าราชการเมืองเถินบุรี โดยส่งข้าหลวงส่วนกลางจากกรุงเทพฯ คือ หลวงประสงค์เกษมราษฎร์ มากำกับดูแลร่วมกับเจ้าเมืองเดิมคือ พระเมืองไชยราชา (เจ้าหนานอินทรศ) เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบกินเมืองแบบดั้งเดิมเข้าสู่ระบบเทศาภิบาล
  • Administrative Reorganization (การยุบรวมเมืองจัดระเบียบปกครอง): การปรับปรุงโครงสร้างครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2446 ด้วยการยุบเมืองเถินไปรวมเข้ากับเมืองนครลำปาง เป็นการจัดกลุ่มเมืองขนาดเล็กให้ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินมีความกระชับและรวมศูนย์อำนาจได้เบ็ดเสร็จขึ้นในช่วงกึ่งกลางยุคอาณานิคมรายล้อม
  • Epigraphy & Architectural Chronology (หลักฐานประจักษ์ทางจารึกและความสัมพันธ์เชิงเวลา): การที่ท่านอาจารย์ค้นพบหลักฐาน จารึกที่เจดีย์ประธาน (Stupa Inscription) ระบุศักราชชัดเจนตรงกับปี พ.ศ. 2451 (หลังจากยุบรวมเมือง 5 ปี) ถือเป็นข้อยืนยันทางโบราณคดีที่สำคัญยิ่ง การสถาปนาศาสนสถานหรือเจดีย์ประธานในเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างวัดเพื่อการจำศีลภาวนา แต่ในเชิงสังคมวิทยา คือหมุดหมายของการแสดงความมั่นคงและความร่วมมือของชุมชนในท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านสิ่งก่อสร้าง แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ระบบโครงสร้างการเมืองส่วนบนกำลังสั่นคลอนและเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ก็ตาม












































สถาปัตยกรรมเอกลักษณ์กลางสระน้ำปูน: ถอดรหัส "หอธรรมไม้สักเสาอิฐแดง" บันไดโค้งวนแห่งวัดสันป่าหนาด

 สถาปัตยกรรมเอกลักษณ์กลางสระน้ำปูน: ถอดรหัส "หอธรรมไม้สักเสาอิฐแดง" บันไดโค้งวนแห่งวัดสันป่าหนาด

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดสันป่าหนาด"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

คณะเราออกจากวัดดอยป่าตาล เกือบ 17 น. เดินทางไปตามถนนลาดยางผ่านผืนที่ป่าโปร่ง ทุ่งนา ไปจนถึงวัดที่ ๖ สำหรับการท่องเที่ยวในวันนี้ คือ "วัดสันป่าหนาด" เมื่อเวลา 17.03 น.

วัดสันป่าหนาด ตั้งอยู่ที่บ้านสันป่าหนาด ต.นาโป่ง อ.เถิน จ.ลำปาง  สร้างเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ( ปีที่ ๑๐ ในรัชกาลที่ ๕)

ต่อมา วิหารหลังเดิมของวัดชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก จึงได้ถูกรื้อและสร้างวิหารหลังใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ เป็นต้นมา

ส่วนหอธรรม สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ( ปีที่  ๗ ในรัชกาลที่ ๙)  อายุ ๖๕ ปี โดยการริเริ่มของ "พระครูบาอ้าย" มีลักษณะแตกต่างไปจากทั่วไป คือ ตัวหอธรรม สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เสาเป็นเสาปูนก่ออิฐแดง บันไดขึ้นชั้นลอยเป็นบันไดวนและโค้ง ส่วนหลังคาเป็นกระเบื้องเผาปลายแหลมแบบโบราณ ฉาบด้วยปูนอีกครั้ง  

โดยพระและเณรช่วยกันขุดสระ ซึ่งสมัยนั้นใช้จอบและเสียม ช่วยกันขุด มีความลึกประมาณ  ๒ เมตร หอธรรมนี้ ออกแบบโดยอาจารย์สนิท ปัญญา เคยบูรณะมาแล้ว ๑ ครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓  

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Ho Trai or Ho Tham (หอไตรหรือหอธรรมล้านนา): อาคารที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเป็น "หอธรรม" คืองานสถาปัตยกรรมเฉพาะทางพระพุทธศาสนา (Buddhist Library) ที่ใช้สำหรับเก็บรักษาคัมภีร์ใบลานและพระไตรปิฎก คติการสร้างหอธรรมไว้กลางสระน้ำลึก 2 เมตรที่พระและเณรใช้แรงงานดั้งเดิม (จอบและเสียม) ร่วมกันขุดขึ้นมานั้น เป็นภูมิปัญญาโบราณในการป้องกันภัยจากมด ปลวก และแมลงไม่ให้เข้าไปกัดเซาะทำลายเอกสารใบลานศักดิ์สิทธิ์
  • Eclectic Architecture & Materiality (สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานและการเลือกใช้วัสดุ): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับความแตกต่างไปจากทั่วไปของหอธรรมฝีมือการออกแบบของ อาจารย์สนิท ปัญญา ในปี พ.ศ. 2495 มีความโดดเด่นในทางประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างยิ่ง ตัวอาคารโครงสร้างหลักด้านบนสร้างด้วย ไม้สัก (Teakwood) ตามทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ในแอ่งเถิน ผสานกับฐานล่างที่เป็น เสาปูนก่ออิฐแดง จัดเป็นยุคเปลี่ยนผ่านวัสดุก่อสร้างร่วมสมัย (Mid-20th Century Transition) ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้าง บันไดวนและโค้ง (Spiral Staircase) ถือเป็นอิทธิพลแนวคิดงานช่างตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นล้านนาได้อย่างแปลกตาและงดงาม
  • Traditional Clay Roof Tiles (กระเบื้องดินเผาปลายแหลมฉาบปูน): ลักษณะหลังคาที่ใช้ กระเบื้องดินเผาปลายแหลมแบบโบราณ (หรือกระเบื้องขอ/กระเบื้องดินขอ) แล้วทำการฉาบปูนทับอีกชั้น ถือเป็นเทคนิคช่างพื้นเมืองโบราณเพื่อความมั่นคงแข็งแรง ป้องกันการรั่วซึมของน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และช่วยยืดอายุรักษาโครงสร้างไม้สักด้านล่างให้คงทนยาวนานมาถึง 65 ปีตามที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้
  • Historical Timeline & Preservation (เส้นเวลาประวัติศาสตร์และการสืบสาน): ภาพรวมของวัดสันป่าหนาดมีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์และสิ่งก่อสร้างตามกาลเวลา นับตั้งแต่ยุคก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2420) จนถึงยุครื้อถอนและสร้างวิหารหลังใหม่ทดแทน (Reconstruction) ในช่วง พ.ศ. 2546-2547 แต่อาคารหอธรรมพระครูบาอ้ายที่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ สะท้อนถึงคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) ที่ผสมผสานความร่วมมือกันระหว่างคณะสงฆ์ สล่า (ช่าง) และศรัทธาประชาชนในตำบลนาโป่งอย่างยั่งยืน








กำลังอัปโหลด: อัปโหลดแล้ว 2346630 จาก 2346630 ไบต์





























รอยศรัทธาปีขาลบนม่อนวัวนอน: ถอดรหัสภูมิสถาปัตยกรรมและบารมีครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ "วัดดอยป่าตาล" เมืองเถิน

 รอยศรัทธาปีขาลบนม่อนวัวนอน: ถอดรหัสภูมิสถาปัตยกรรมและบารมีครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ "วัดดอยป่าตาล" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดดอยป่าตาล"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดล้อมแรด เดินทางต่อไปถึงวัดที่ ๕  สำหรับวันนี้ "วัดดอยป่าตาล"  ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตก บนดอยเล็ก ๆ ดอยหนึ่ง  มีทางเดินขึ้นเป็นบันได แต่พวกเราเลือกที่จะไปทางรถ ขึ้นไปถึงวัดบนดอยเมื่อเวลา 16.35 น. จอดรถแล้วเดินต่อไปที่วิหาร

วัดดอยป่าตาล ตั้งอยู่ในเขตตำบลเถินบุรี  ตำนานเล่าว่า ในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพญาวัว อันกำเนิดมาแต่พ่อแม่วัวแดง ฝูงพ่อแม่วัวแดง ได้เดินทางรอนแรมมาจนถึงป่าด้านตะวันตกแม่น้ำวัง อันเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด มียักษ์ใหญ่ ๓ ตน รักษาขุมแก้ว เงิน ทองคำ ฝูงพ่อแม่วัวได้มานอน ที่ดอยแห่งนี้ จึงเรียก ดอยนี้ ว่า “ม่อนวัวนอน” ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เห็นรูปวัวหมอบนอน ทั่วไปหมด

ในปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙  ( ปีที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๗ )  ครูบาเจ้าศรีวิชัย หรือ ครูบาศิลธรรม อายุครบ ๔๘ พรรษา ได้นำคณะสานุศิษย์ เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับคณะศรัทธาในอำเภอเถิน และอำเภอใกล้เคียง ร่วมกันสร้างสิ่งต่าง ๆ เช่น เจดีย์ และ วิหาร

โดยวิหารหลวง มีลักษณะเป็นวิหารก่ออิฐถือปูน หน้าบันด้านหน้าแกะลวดลายก้านขดพรรณพฤกษา เทพพนม และ เสือ (ปีขาล)  พ.ศ ๒๔๒๑ ( ปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๕  ) )   ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ปีเกิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย นั้นเอง

ด้วยสภาพภูมิประเทศ ทำให้พระธาตุเจดีย์อยู่ทางด้านหน้าของวิหาร ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ไม่ได้อยู่ด้านหลัง (ตะวันตก) ของวิหาร ตามรูปแบบโดยทั่วไป

คณะเราเดินไปเข้าทางประตูด้านหน้า ที่มีตุ๊เจ้าเปิดประตูวิหารรออยู่แล้ว ตุ๊เจ้าเล่าถึงอภินิหารของพระธาตุเจดีย์ ว่า วันดีคืนดีจะมีคนเห็นดวงแก้ว (พระธาตุเสด็จ) ไปทางวัดเวียง บ้าง เสด็จมาจากวัดเวียงสู่ดอยป่าตาลนี้บ้างเป็นอัศจรรย์

คณะเราร่วมกันทำบุญถวายปัจจัยแก่ตุ๊เจ้าอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับลงมาทางบันไดแบบสบาย ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Sacred Topography & Local Myth (ภูมิศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์และคติชนนิทานประจำถิ่น): ตำนานพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พญาวัวแดง และการตั้งชื่อศาสนสถานบนยอดดอยว่า "ม่อนวัวนอน" สอดคล้องกับคติการอธิบายชัยภูมิหรือชื่อบ้านนามเมืองในอดีต (Folk Etymology) ซึ่งเป็นกลวิธีสร้างความจำและสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง การสร้างประติมากรรมรูปวัวหมอบนอนกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัด ถือเป็นสัญญะตอกย้ำความเชื่อเรื่องชาดกท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา
  • The Era of Kruba Srivichai (สถาปัตยกรรมยุคบารมีตนบุญแห่งล้านนา): บันทึกของท่านอาจารย์ในปี พ.ศ. 2469 ซึ่งเป็นปีขาล สัมพันธ์โดยตรงกับปีนักษัตรประสูติของ ครูบาเจ้าศรีวิชัย (ท่านประสูติปีขาล พ.ศ. 2421) การที่ท่านนำคณะศรัทธาในอำเภอเถินและหัวเมืองใกล้เคียงมาร่วมสมทบกัลปนาสร้างเจดีย์และวิหารหลวง เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ "ขบวนการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน" ทั่วแผ่นดินล้านนาของครูบาศรีวิชัย เพื่อรื้อฟื้นฟูจิตใจชุมชนในฐานะศูนย์รวมศรัทธา
  • Zodiacal Iconography (สัญลักษณ์วิจิตรศิลป์ปีนักษัตร): งานประดับ หน้าบัน (Tympanum) ของวิหารหลวงที่เป็นลายปูนปั้นหรือแกะสลักรูป ก้านขดพรรณพฤกษา (Foliage Motif) และเทพพนม แทรกด้วยรูป เสือ (ปีขาล) เป็นการผสานคติสัญลักษณ์ (Iconography) เพื่อระลึกถึงปีเกิดและจารึกบารมีธรรมขององค์ครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้ในงานสถาปัตยกรรมอย่างแยบคาย
  • Anomalous Orientation (การปรับเปลี่ยนผังเพื่อรับภูมิสัณฐาน): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์ในทางสถาปัตยกรรมศาสตร์น่าสนใจมาก เนื่องจากโดยทั่วไปผังวัดล้อมแรดหรือวัดล้านนามักวางพระธาตุเจดีย์ไว้ด้านหลัง (ทิศตะวันตก) ของวิหารประธาน แต่ที่วัดดอยป่าตาลกลับมี พระธาตุเจดีย์อยู่ทางด้านหน้าวิหาร (ทิศตะวันออก) ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าการปรับผังตามสัณฐานวิทยาของพื้นที่ภูเขา (Topographical Adaptation) ช่างเลือกที่จะหันหน้าวิหารลงสู่ที่ราบทิศตะวันออกเพื่อเปิดรับทางขึ้นและสายตาของผู้เข้าสู่ตัววัด แม้จะต้องเปลี่ยนตำแหน่งเจดีย์ประธานก็ตาม
  • Miraculous Network (เครือข่ายความศักดิ์สิทธิ์ผ่านปรากฏการณ์พระธาตุเสด็จ): คำบอกเล่าของตุ๊เจ้า (พระสงฆ์) เรื่องดวงแก้วหรือ พระธาตุเสด็จ (Relic Radiance) ลอยข้ามไปมาระหว่างวัดดอยป่าตาลและวัดเวียง สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ผูกพันกันระหว่างวัดบนยอดดอย (พื้นที่ป่า/วิปัสสนา) และวัดใจกลางเมืองป้อม (พื้นที่เมือง/ศาสนจักรศูนย์กลาง) สถาปนาให้พื้นที่ทั้งสองมีความศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันทางจิตวิญญาณ





























































จากท้ายเวียงสู่ศูนย์กลางอำนาจ: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ผังเมือง ผู้นำ และการเปลี่ยนผ่าน ณ "วัดล้อมแรด" เมืองเถิน

 จากท้ายเวียงสู่ศูนย์กลางอำนาจ: ถอดรหัสประวัติศาสตร์ผังเมือง ผู้นำ และการเปลี่ยนผ่าน ณ "วัดล้อมแรด" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดล้อมแรด"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดเวียง ขึ้นรถเดินทางต่อไปดูวัดล้อมแรด เป็นวัดที่ ๔ เมื่อเวลา 15.50 น.

วัดล้อมแรด  ถนนเถินบุรี บ้านล้อมแรด ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

เป็นวัดท้ายเวียง ในสมัยที่ ๑ และเป็นที่ตั้งทำการของคุ้มเจ้าเมืองในสมัยที่ ๒  ( ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๒๗ - พ.ศ.๒๔๓๓ ) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำให้ความเจริญถูกขยายมาทาง (ทิศใต้แม่น้ำวัง) ด้านท้ายเมืองเถินมากยิ่งขึ้น

วัดล้อมแรดมีประวัติความเป็นมาเหมือนกับทุกวัดในเมืองเถิน ที่มารื้อฟื้นเมืองขึ้นใหม่ ในช่วงต้นของสมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ )  แต่มีชุมชนและความเจริญมากขึ้น จนสามารถสร้างเสนาสนะ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในสมัยรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๒๗ เมื่อผู้ปกครองเมืองเถิน หรือ พระสถลบุรินทร (เจ้าหนานจันทร์คำ) เจ้าเมืองเถิน มาตั้งคุ้มอยู่ที่บ้านล้อมแรด

ภายในวิหาร ประดิษฐาน พระประธานก่ออิฐถือปูนปิดทององค์ใหญ่ ศิลปะแบบล้านนา  แต่อาคารวิหารทั้งหมดเป็นการรื้อวิหารเก่า และสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๓  โดยมีภาพถ่ายเก่าติดไว้ให้ดูเป็นหลักฐาน

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Urban Morphology & Territorial Expansion (สัณฐานวิทยาของเมืองและการขยายตอกย้ำพื้นที่ชุมชน): บันทึกของท่านอาจารย์ที่จัดจำแนกวัดล้อมแรดว่าเป็น "วัดท้ายเวียง" ในสมัยที่ 1 (พื้นที่นอกกำแพงเมืองหรือส่วนปลายสุดของผังเมืองโบราณ) ก่อนจะเปลี่ยนผ่านมาเป็น "ที่ตั้งยุทธศาสตร์คุ้มเจ้าเมือง" ในสมัยที่ 2 ถือเป็นหลักฐานสำคัญในทางมานุษยวิทยาเมือง (Urban Anthropology) สื่อให้เห็นทิศทางการขยายตัวของชุมชนจากแกนกลางเวียงเดิม ข้ามฝั่งหรือขยายลงมาทางทิศใต้ของแม่น้ำวังอันเนื่องมาจากความเติบโตทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุคจารีตตอนปลาย
  • The Monarchy & Administrative Mondernization (การปฏิรูปการปกครองและระบบราชการสมัยใหม่): ช่วงปี พ.ศ. 2427 - 2433 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นยุคของการเริ่มต้นวางรากฐานการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล การที่ พระสถนบุรินทร (เจ้าหนานจันทร์คำ) เจ้าเมืองเถิน ย้ายคุ้มมาตั้งที่บ้านล้อมแรด ย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับการรับรองสิทธิความเป็นเมืองและการได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา (เขตแดนสิทธิ์ของสงฆ์ที่แยกออกจากสิทธิ์ของโลก) ในปี พ.ศ. 2427 ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการสถาปนาความมั่นคงและอำนาจการปกครองร่วมกันระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรจากส่วนกลาง
  • The Period of City Revival (ยุคฟื้นฟูบ้านแปงเมือง): ประวัติศาสตร์ร่วมของวัดล้อมแรดที่สอดคล้องกับภาพรวมของเมืองเถินคือการรื้อฟื้นเมืองขึ้นใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 (ซึ่งร่วมสมัยกับช่วงรอยต่อของยุคอยุธยาตอนปลายในภาคกลาง) อันเป็นผลมาจากการอพยพโยกย้ายและจัดตั้งกองกำลังผู้คนเพื่อฟื้นฟูเมืองหน้าด่านหลังจากผ่านพ้นภาวะสงครามร้าง
  • Local Crafts and Photographic Archiving (งานพุทธศิลป์พื้นถิ่นและการอนุรักษ์ด้วยภาพถ่ายดั้งเดิม): พระประธานองค์ใหญ่ที่เป็นงาน ก่ออิฐถือปูนปิดทองศิลปะล้านนา จัดเป็นพระประธานดั้งเดิมที่สะท้อนศรัทธาและความสามารถของช่างหลวงท้องถิ่น แม้ว่าตัวอาคารวิหารไม้ดั้งเดิมจะถูกรื้อถอนและ สร้างขึ้นใหม่ทดแทน (Reconstruction) ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2473 (ตรงกับช่วงปลายรัชกาลที่ 7) ทว่าการคงอยู่ของ ภาพถ่ายเก่า (Historical Photography) ที่ติดแสดงไว้ภายในวัด จัดเป็นหลักฐานสำคัญในทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่ช่วยให้คนรุ่นหลังสามารถใช้กระบวนการเปรียบเทียบรูปทรง (Comparative Morphology) เพื่อศึกษาทรวดทรงวิหารล้านนาเดิมของเมืองเถินในอดีตได้เป็นอย่างดี




































วิหารโถงสืบสานสายตานครลำปาง: ถอดรหัสพุทธศิลป์พุทธศตวรรษที่ ๒๒ และซุ้มพระเจ้าโขง ณ "วัดเวียง" เมืองเถิน

 วิหารโถงสืบสานสายตานครลำปาง: ถอดรหัสพุทธศิลป์พุทธศตวรรษที่ ๒๒ และซุ้มพระเจ้าโขง ณ "วัดเวียง" เมืองเถิน

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน - ลำปาง)

ตอน: ..."วัดเวียงยุคประวัติศาสตร์"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

วิหารวัดเวียง ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง แต่คาดว่าน่าจะสร้างภายหลังจากการตั้งวัด ในปี พ.ศ. ๒๑๙๒ (ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) โดยมีกล่าวไว้ในพงศาวดารเมืองเถิน ที่กล่าวถึงพระมหาเถรสังฆทิพย์ (รูปเดียวกับที่สร้างวัดอุมลอง) เป็นผู้สร้างวัด

ตัวอาคารเดิมเป็นวิหารโถง มีผนังเฉพาะห้องท้ายวิหาร ที่ตั้งซุ้มพระเจ้า แทนฐานชุกชี มีลักษณะรูปแบบเหมือนวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดไหล่หิน และวัดปงยางคก

ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ศิลปะแบบล้านนา ซุ้มพระเจ้ายกเก็จย่อมุม ซุ้มด้านข้าง ลวดลายฐานชุกชี เครื่องสูงหรือราชกุธภัณฑ์ ธรรมาสน์ เป็นศิลปแบบล้านนา ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ทั้งสิ้น

ต่อมาได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ โดยต่อขยายชายหลังคาปีกนกลงมาด้านละหนึ่งตับ และซ่อมเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาวิหารในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ส่วนจิตรกรรมฝาหนังภายในวิหาร เขียนภาพใหม่ทับไปบนของเก่าทั้งหมด ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Open-Air Viharn (วิหารโถง): สถาปัตยกรรมเด่นของวิหารวัดเวียงดั้งเดิมตามที่ท่านอาจารย์ระบุว่าเป็น "วิหารโถง" (Open-air pavilion style) คือไม่มีผนังด้านข้าง แต่เปิดโล่งเพื่อให้ลมและแสงสว่างส่องผ่าน มีเพียงฝาผนังปิดกั้นเฉพาะห้องท้ายวิหาร (ฝาปูติ้ม) ถือเป็นรูปแบบบริสุทธิ์ของ สถาปัตยกรรมไม้ล้านนาแบบคลาสสิก (Classic Lanna Wooden Architecture) ซึ่งสอดรับกับข้อวิเคราะห์ของท่านอาจารย์ที่เชื่อมโยงว่ามีลักษณะรูปแบบเครือข่ายเดียวกับ วิหารหลวงวัดพระธาตุลำปางหลวง (อ.เกาะคา), วิหารพระเจ้าพระศิลาวัดไหล่หิน (อ.เกาะคา) และ วิหารจามเทวีวัดปงยางคก (อ.ห้างฉัตร) อันเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมไม้โบราณที่หลงเหลืออยู่่น้อยมากในปัจจุบัน
  • Ku (มณฑปพระเจ้าโขง หรือ ซุ้มพระเจ้า): คติการสร้าง "ซุ้มพระเจ้า" หรือโขงพระประธานตั้งประดิษฐานไว้ห้องท้ายวิหารแทนการใช้ฐานชุกชีแบบภาคกลาง ถือเป็นเอกลักษณ์ศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 (ตรงกับยุคฟื้นฟูวัฒนธรรมล้านนาหลังยุคศึกอยุธยา-พม่า) ทรวดทรงของซุ้มจะมีการ ยกเก็จย่อมุม ทรงปราสาท มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ชดช้อยสวยงาม
  • Vajrasana & Bhumisparsha Mudra (พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย): ลักษณะพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระบาทไขว้กันมองเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง (ขัดสมาธิเพชร) จัดเป็นพุทธลักษณะเด่นของ พระพุทธรูปศิลปะล้านนาตระกูลช่างเชียงแสน-เชียงใหม่ (พระสิงห์) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับโบราณวัตถุประธานชิ้นอื่นในวิหาร เช่น เครื่องสูงหรือราชกกุธภัณฑ์ (สัญลักษณ์เครื่องแห่นำขบวนศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องจำลองยศ) และ ธรรมาสน์ทรงปราสาท ที่สะท้อนงานไม้แกะสลักอันวิจิตรของตระกูลช่างลำปางโบราณอย่างเด่นชัด
  • Structural Renovation & Mural Overwriting (การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการเขียนทับจิตรกรรม): การบูรณะในปี พ.ศ. 2508 ด้วยการต่อขยายหลังคาปีกนกลงมาอีกหนึ่งตับ (ตับหลังคาชายคาล่าง) เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันแดดและฝนสาดเข้าสู่วิหารโถงตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ขณะที่การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังใหม่ทับของเก่าในปี พ.ศ. 2521 ถือเป็นหมุดหมายที่น่าเสียดายในแง่การอนุรักษ์ แต่ก็สะท้อนถึงกรรมวิธีและรสนิยมการบูรณะซ่อมแซมศาสนสถานของช่างท้องถิ่นในยุคกึ่งพุทธกาล