วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

สัจธรรมหลังรอยหมึก: เยือนสุสานฮาเฟซ (Hafez Tomb) และอมตะคำสอน "รุไบยาต" แห่งเปอร์เซีย

 สัจธรรมหลังรอยหมึก: เยือนสุสานฮาเฟซ (Hafez Tomb) และอมตะคำสอน "รุไบยาต" แห่งเปอร์เซีย

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 7)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เรามาถึงอนุสรณ์สถานของ ฮาเฟซ (Hafez) นักกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นที่เคารพสูงสุดของชาวอิหร่าน ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า "หากบ้านใดมีหนังสือเพียง 2 เล่ม เล่มแรกคือคัมภีร์อัลกุรอาน และเล่มที่สองต้องเป็นบทกวีของฮาเฟซ"

ในวงวรรณกรรมไทยเราคุ้นเคยกับท่านในนาม "ฮะกิม โอมาร์ คัยยาม" มหากวีและนักปราชญ์คนสำคัญผู้ประพันธ์ "รุไบยาต" หรือที่รู้จักในพากย์ไทยว่า "กาพย์โลกิยะทิฏฐธรรม" (สำนวนแปลโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457) บทกวีนี้มีลีลาไพเราะ เปรียบเปรยลัทธิศาสนาและเชิญชวนให้มนุษย์รีบตักตวงความสุขจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก่อนจะลาโลกไป

คำสอนของท่านสามารถสรุปเป็นหัวใจสำคัญ 7 ประการ คือ:

  1. มรณสติ: ไม่มีใครรับประกันว่าเราจะมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้
  2. การงดตัดสิน: เราตัดสินใครถูกผิดไม่ได้ เพราะไม่รู้เบื้องหลังชีวิตเขา
  3. ความสงบ: การระลึกถึงความตายอยู่เสมอจะทำให้ใจสงบ
  4. การปล่อยวาง: ละทิ้งความผิดในอดีตเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในอนาคต
  5. การเรียนรู้: ยอมรับความผิดพลาดให้เป็นบทเรียน
  6. ความอดทน: โลกวัตถุมีความยากลำบาก การอดทนจะนำไปสู่ความรุ่งเรือง
  7. ทัศนคติ: การมีอารมณ์ดีในทุกวันคือ "ทุนขั้นต่ำ" ที่สุดในชีวิต





























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สัจธรรมหลังรอยหมึก: สุสานฮาเฟซ (Hafez Tomb) และอมตะคำสอน "รุไบยาต" แห่งเปอร์เซีย

  • Hafez vs. Omar Khayyam: เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากครับ ในทางวรรณกรรมสากล ฮาเฟซ (Hafez) และ โอมาร์ คัยยาม (Omar Khayyam) เป็นกวีคนละท่านกัน (คัยยามเด่นเรื่องรุไบยาตและดาราศาสตร์ ส่วนฮาเฟซเด่นเรื่องกวีนิพนธ์แบบ Ghazal) แต่ในบริบทการรับรู้ของไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์ มักมีการกล่าวถึงกวีเปอร์เซียในภาพรวมเดียวกัน บันทึกของท่านอาจารย์จึงสะท้อนถึง "ประวัติศาสตร์การรับรู้" ของปราชญ์ไทยต่อวรรณกรรมเปอร์เซียได้เป็นอย่างดี
  • The Tomb of Hafez (Hafezieh): สุสานที่ท่านอาจารย์เห็นในเมืองชีราซ มีจุดเด่นคือศาลาแปดเหลี่ยมหลังคาโดมประดับกระเบื้องโมเสกสวยงาม ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนที่สงบเงียบ
  • Rubaiyat (รุไบยาต): คำนี้แปลว่า "บทกวีสี่สุภาพ" (Quatrain) ซึ่งกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงถอดความเป็นกาพย์ได้อย่างวิจิตร จนกลายเป็นวรรณคดีอมตะของไทย
  • Divan-e-Hafez: ชาวอิหร่านมักใช้บทกวีของฮาเฟซในการทำนายดวงชะตา (Faal-e Hafez) โดยการสุ่มเปิดหน้าหนังสือ ซึ่งสอดคล้องกับข้อ 7 ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงการสร้างกำลังใจในแต่ละวัน

มหาวิหารบนหน้าผา: เจาะรอยอารยธรรมและคติบูชาไฟ ณ หุบผาสุสานกษัตริย์นัคเช โรซตัม (Naqsh-e Rostam)

 มหาวิหารบนหน้าผา: เจาะรอยอารยธรรมและคติบูชาไฟ ณ หุบผาสุสานกษัตริย์นัคเช โรซตัม (Naqsh-e Rostam)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 6)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ในบริเวณที่ไม่ห่างจากเปอร์เซโปลิสนัก เราได้มาเยือน หุบผาสุสานกษัตริย์ (Naqsh-e Rostam) ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์อคีเมนิดยุคต้น 4 พระองค์ ได้แก่ ดาริอัสที่ 1, เซอร์เซสที่ 1, อาร์ทาเซอร์เซสที่ 1 และดาริอัสที่ 2 สุสานเหล่านี้ถูกเจาะเข้าไปในหน้าผาหินสูงชัน สลักหน้าผาเป็นรูปกากบาทแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างสง่างาม

ส่วนบนสุดของภาพสลักปรากฏรูป พระสุริยเทพ (Faravahar) ประทับเหนือรูปสัตว์มีปีก เคียงข้างด้วยรูปกษัตริย์กำลังทำพิธีบูชาไฟบนแท่น โดยมีรูปบุคคลยกมือแบกอาคารซ้อนกัน 2 ชั้น ส่วนชั้นกลางเป็นรูปอาคารมีช่องประตูปิดซึ่งเป็นทางเข้าสู่ที่ตั้งพระศพ ส่วนด้านล่างสุดสลักเป็นภาพภารกิจสำคัญ คือชัยชนะในสงครามครั้งต่าง ๆ ของแต่ละพระองค์

แม้เครื่องราชูปโภคอันล้ำค่าจะสูญหายไปจากการถูกโจรกรรมก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแล แต่ความยิ่งใหญ่ยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามหน้าผาสุสานที่มีหอหินสี่เหลี่ยมเรียกว่า Ka'ba-ye Zartosht ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิหารไฟศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ความเชื่อดั้งเดิมอันแข็งแกร่งของชาวเปอร์เซียก่อนยุคอิสลาม









































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin หุบผาสุสานกษัตริย์นัคเช โรซตัม (Naqsh-e Rostam)

  • Naqsh-e Rostam (นัคเช โรซตัม): ชื่อนี้แปลว่า "ภาพสลักของโรซตัม" (วีรบุรุษในตำนานเปอร์เซีย) แต่ในทางประวัติศาสตร์คือสุสานหลวงราชวงศ์อคีเมนิดที่ใช้เทคนิคการเจาะหินหน้าผา (Rock-cut architecture) เพื่อป้องกันการรบกวนพระศพ
  • Faravahar (ฟาราวาฮาร์): สัญลักษณ์ที่ท่านอาจารย์เห็นเป็นรูปเทพมีปีก คือสัญลักษณ์สูงสุดของศาสนาโซโรอัสเตอร์ แทนจิตวิญญาณที่ก้าวหน้าและการเลือกทำความดีตามคำสอนของพระเจ้าอะฮูรา มาสดา
  • Ka'ba-ye Zartosht: หอคอยหินทรงลูกบาศก์นี้ยังคงเป็นปริศนาทางโบราณคดี บ้างเชื่อว่าเป็นวิหารไฟ บ้างว่าอาจเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์อเวสตะ หรือแม้แต่เป็นสุสานชั่วคราวก่อนนำพระศพขึ้นไปบนหน้าผา
  • Sassanid Reliefs: ภาพสลักด้านล่างที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง "ชัยชนะในสงคราม" หลายภาพเป็นงานสลักยุคหลัง (ราชวงศ์ซัสซานิด) เช่น ภาพชัยชนะของพระเจ้าชาปูร์ที่ 1 ต่อจักรพรรดิโรมัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ผ่านยุคสมัย


ปฐมบทแห่งอคีเมนิด: แกะรอยสถาปัตยกรรมและรหัสสัญลักษณ์ ณ พระราชวังพาซาร์กาเด (Pasargadae)

 ปฐมบทแห่งอคีเมนิด: แกะรอยสถาปัตยกรรมและรหัสสัญลักษณ์ ณ พระราชวังพาซาร์กาเด (Pasargadae)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 5)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
พระราชวังพาซาร์กาเด (Pasargadae) คือสถาปัตยกรรมยุคแรกเริ่มของราชวงศ์อคีเมนิด สร้างโดย พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้สถาปนาจักรวรรดิเปอร์เซีย ตัววังประกอบด้วยกลุ่มอาคารหินขนาดใหญ่ประมาณ 6 หลัง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง ทั้งส่วนที่เป็นเทวาลัยบูชาไฟ ห้องรับแขกเมือง คอกม้า และโรงทหาร แม้ต่อมาจะมีการย้ายศูนย์กลางการปกครองไปยัง "อะพาดานา" ใกล้เมืองเปอร์เซโปลิสด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ แต่องค์การยูเนสโกก็ได้ขึ้นทะเบียนที่นี่เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2547

อาคารหลังแรกที่ผมเข้าสำรวจคือ อาคารหมายเลข C (The Great Palace of Xerxes) ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นท้องพระโรง บริเวณมุขบันไดทางขึ้น (Apadana) ด้านทิศตะวันออก มีภาพจำหลักที่น่าสนใจมาก คือการทำรูปต้นไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นแถวของ ต้นปาล์มหรืออินทผาลัม ยาวไปจนสุดที่รูป สิงโตกำลังตะปบวัว ส่วนชั้นบนเป็นพุ่ม ต้นไซเปรส

ที่น่าสะดุดตาที่สุดคือส่วนบนสุดที่ทำเป็นรูปอาคารย่อชั้นซ้อนกัน 5 ชั้น มีช่องประตูหลอก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ ซิกกูแรต (Ziggurat) ในบาบิโลน โดยแต่ละชั้นจะคั่นด้วยลายประดับรูปดอกไม้กลมคล้ายดอกทานตะวัน สะท้อนถึงการรับอิทธิพลทางศิลปกรรมระหว่างอารยธรรมในยุคนั้น































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin แกะรอยสถาปัตยกรรมและรหัสสัญลักษณ์ ณ พระราชวังพาซาร์กาเด (Pasargadae)

  • Lion and Bull Symbology: ภาพสลัก "สิงโตตะปบวัว" ที่ท่านอาจารย์เห็น เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเปอร์เซียโบราณ หมายถึงการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล (Equinox) โดยสิงโตแทนดวงอาทิตย์/ฤดูร้อน และวัวแทนดวงจันทร์/ฤดูหนาว หรืออีกนัยหนึ่งคือชัยชนะของอำนาจกษัตริย์
  • The Influence of Mesopotamia: ข้อสังเกตเรื่องอาคารทรง ซิกกูแรต (Ziggurat) ของท่านอาจารย์แหลมคมมาก เพราะกษัตริย์ราชวงศ์อคีเมนิดมักรับช่างฝีมือจากบาบิโลนและอัสซีเรียมาสร้างวัง รูปแบบประตูหลอก (Blind windows) และการย่อชั้นจึงเป็นร่องรอยการสืบทอดเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมจากลุ่มน้ำเมโสโปเตเมีย
  • Rosette Decoration: ลายดอกไม้กลมที่ท่านอาจารย์เปรียบว่าคล้ายดอกทานตะวัน ในทางโบราณคดีเรียกว่า "Rosette" เป็นลายประดับมาตรฐานของศิลปะตะวันออกกลางโบราณ มักมี 12 กลีบ สื่อถึงเดือนทั้ง 12 หรือจักรราศี
  • Garden City Concept: พาซาร์กาเดไม่ได้เป็นแค่กลุ่มอาคาร แต่เป็นต้นแบบของ "สวนสวรรค์เปอร์เซีย" (Pairidaeza) ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า Paradise ในภาษาอังกฤษ โดยมีการวางระบบชลประทานผ่านร่องหินที่ท่านอาจารย์อาจจะสังเกตเห็นรอบๆ ตัวอาคาร