ถอดรหัสอาคารท้องสำเภาและชุดใบสีมาซ้อนยุค: วิเคราะห์สถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์ "วัดขุนโลก" จากปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สู่ยุคทองพระเจ้าปราสาททอง
ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
หัวข้อสำรวจ: วัดขุนโลก (เถรโลก) อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ตอนที่ ๒ "อาคารชุดที่ ๒"
เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ
ทางด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ เยื้อง ๆ ไปทางทิศใต้ มี เจดีย์ ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานเท้าสิงห์ (ขาโต๊ะ) ตั้งอยู่ คู่หนึ่ง หน้าอาคารหลังหนึ่ง ที่เป็นอาคารทรงแอ่นท้องสำเภา ยกพื้นสูง มีมุขหน้ายื่นออกมา มีบันไดทางขึ้น ๒ ข้างด้านหน้า เข้าประตูและลงบันไดด้านในตัวอาคาร
มีเสาคู่ในรองรับเครื่องบนหลังคา ผนังพังลง ยังเห็นร่องรอยแนวผนังที่ล้มลงชัดเจน มีฐานชุกชีอยู่ทางด้านในสุดของอาคาร เป็นแท่นสี่เหลี่ยมใหญ่ ส่วนหนึ่ง และ ฐานพระพุทธรูปที่ยกสูง อยู่ด้านในสุด เหมือนเป็นพระประธาน บนฐานชุกชี มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายสีเทา ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก หลายองค์
มีชิ้นส่วนของใบพัทธสีมาหินชนวน หลายใบ ที่มีลวดลายแตกต่างไป ตั้งแต่ ใบสีมาเกลี้ยงไม่มีลาย มีลวดลายอย่างง่าย ๆ และมีลวดลายที่ละเอียดมากขึ้น จนเห็นชัดว่า เป็นลวดลายในสีมารุ่นสมัยพระเจ้าปราสาททอง แสดงให้เห็นว่า ใบพัทธสีมา มีหลายยุคสมัย และอาจไม่ได้พบประกอบอยู่กับอาคารหลังนี้เพียงหลังเดียว อาจเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ก็ได้เช่นเดียวกัน
จากรูปแบบทั้งสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมแล้ว สรุปได้ว่า "วัดขุนโลก" สร้างขึ้นสมัยอยุธยา ก่อน สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ลงมาจนถึงสมัย พระเจ้าปราสาททอง ( พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓ ) และยังคงใช้สืบต่อกันมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย
ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin วัดขุนโลก
- Late Ayutthaya Monastic Architecture (สถาปัตยกรรมวิหาร/อุโบสถทรงตกท้องช้าง): รายละเอียดที่ท่านอาจารย์บันทึกเกี่ยวกับ "อาคารทรงแอ่นท้องสำเภา ยกพื้นสูง มีมุขหน้ายื่นออกมา" ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของรูปแบบ ตกท้องช้าง หรือ หย่อนท้องสำเภา (Curvature of the base) อันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของอาคารสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนกลางตอนปลาย การออกแบบให้มีบันไดทางขึ้น 2 ข้างด้านหน้าหน้ามุขยื่น แล้วต้องเดินเข้าประตูเพื่อลงบันไดไปด้านในตัวอาคาร แสดงถึงเทคนิคการลดระดับพื้นภายในอาคารเพื่อสร้างมิติความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการมี "เสาคู่ใน" หรือ เสาร่วมใน (Interior Columns) ทำหน้าที่สอดรับคานเพื่อแบกรับเครื่องบนหลังคาโครงสร้างไม้ ช่วยให้พื้นที่ภายในดูกว้างขวาง เหมาะแก่การประดิษฐาน ฐานชุกชี (Raised Pedestal) และพระประธานแกะสลักจากหินทรายสีเทา
- Redented Square Chedi with Lion Legs (เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองฐานเท้าสิงห์): โครงสร้างเจดีย์คู่ที่ตั้งอยู่หน้าอาคาร ซึ่งท่านอาจารย์ระบุว่าเป็นแบบ "ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานเท้าสิงห์ (ขาโต๊ะ)" ถือเป็นงานจำลองแบบแผนสถาปัตยกรรมป้อมค่ายหลักของราชสำนักอยุธยา (Redented Square Stupa) การหยิบยกองค์ประกอบ ฐานเท้าสิงห์ (Simha-pada Base) ที่คล้ายขาโต๊ะจีนมาประดับตรงส่วนฐาน บ่งชี้ถึงรสนิยมทางศิลปะที่เฟื่องฟูอย่างมากตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมต่อเนื่องมาจนถึงพระเจ้าปราสาททอง
- Stratigraphy of Bai Sema (พัทธสีมาหินชนวนหลากยุคและชั้นทับถมทางวัฒนธรรม): ข้อสังเกตอันเฉียบคมของท่านอาจารย์เกี่ยวกับ ใบพัทธสีมาหินชนวน (Slate Boundary Stones) ที่พบกระจายตัวอยู่หลายใบและมีลวดลายต่างระดับกัน ตั้งแต่แบบเรียบเกลี้ยง ลายพื้นบ้านอย่างง่าย ไปจนถึงลายประดิษฐ์กนกสามตัวละเอียดระยับ "รุ่นสมัยพระเจ้าปราสาททอง" สะท้อนถึงปรากฏการณ์ทางโบราณคดีที่เรียกว่า Cultural Overlap หรือการซ้อนทับและใช้งานพื้นที่ซ้ำ (Reuse) การที่ท่านอาจารย์วิเคราะห์ว่าสีมาเหล่านี้มีหลายยุคและอาจเคลื่อนย้ายมาจากอาคารหลังอื่น ช่วยเปิดหน้าประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าวัดขุนโลกเคยผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ (Major Renovation) ในฐานะพระอารามสำคัญของชุมชนลุ่มน้ำน้อย
- Chronological Synchronization (การสอดประสานเส้นเวลาทางประวัติศาสตร์): ข้อสรุปของท่านอาจารย์ที่ระบุว่าวัดขุนโลกสร้างขึ้นสมัยอยุธยา "ก่อนสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ลงมาจนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓)" ถือเป็นกรอบเวลาที่ลงตัวสมบูรณ์และแม่นยำมากตามพุทธศิลป์
- ก่อนสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ตอนปลาย): สอดคล้องกับชิ้นส่วนพุทธรูปหินทรายสีเทาและใบสีมาแบบเกลี้ยง/ลายอย่างง่าย
- สมัยพระเจ้าปราสาททอง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒): สอดคล้องกับเจดีย์ย่อมุมฐานเท้าสิงห์, อาคารหย่อนท้องสำเภา และใบสีมาสลักลายละเอียด
- การใช้สืบต่อมาจนถึงอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๒๓): ยืนยันว่าวัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัดประจำชุมชนชั่วคราว แต่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางจิตใจยาวนานนับร้อยปีข้ามผ่านหลากรัชกาลครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น