วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

เสน่ห์ยามเย็นที่ชีราซ: ชมป้อมเอียงคาริมข่าน และสีสันคณะทัวร์ "วนิดา" กลางตลาดบาซาร์

 เสน่ห์ยามเย็นที่ชีราซ: ชมป้อมเอียงคาริมข่าน และสีสันคณะทัวร์ "วนิดา" กลางตลาดบาซาร์

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 9)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ภารกิจส่งท้ายวันที่เมืองชีราซเริ่มต้นด้วยการชมเมืองรอบๆ ป้อมวังเก่าคาริมข่าน (Arg of Karim Khan) ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2290–2322 สมัยที่เมืองนี้ยังเป็นราชธานีของเปอร์เซีย ความน่าสนใจอยู่ที่ป้อมบางมุมเริ่มมีอาการเอนเอียงอันเป็นผลกระทบมาจากเหตุแผ่นดินไหวในอดีต

ขณะที่คนอื่นในคณะสวมวิญญาณ "พระยาน้อยชมตลาด" เดินเที่ยวชมบาซาร์กันอย่างสนุกสนาน ผมเลือกที่จะนั่งพักคอยอยู่บริเวณหน้าประตูเพื่อซึมซับบรรยากาศเมือง ก่อนที่เราจะรวมตัวกันไปรับประทานอาหารเย็น มื้อนี้มีความพิเศษเมื่อ "คุณหมูเรียม" โชว์ทักษะผูกมิตรกับคนทำขนมปังท้องถิ่น จนได้สั่งทำ "นาน" (Naan) แบบพิเศษที่มีการทำลวดลายลงบนแผ่นแป้งอย่างประณีต

ที่ร้านอาหารเรายังได้พบกับคณะทัวร์ไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเราแอบตั้งฉายาให้ว่าคณะ "วนิดา" ตามชื่อละครดังที่กำลังฮิตติดจอทีวีในขณะนั้น (พ.ศ. 2553) ซึ่งคณะนี้เองที่จะร่วมเดินทางไปกับเราบนเครื่องบินลำเดียวกันเพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไปคือ เมืองอิสฟาฮาน (Isfahan)













ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin ชมป้อมเอียงคาริมข่าน

  • Arg of Karim Khan (ป้อมคาริมข่าน): เป็นป้อมปราการสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีหอคอยสูง 14 เมตรทั้งสี่มุม หอคอยทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่ท่านอาจารย์สังเกตว่า "เอน" นั้น เอนลงเนื่องจากสภาพดินที่อ่อนตัวและเหตุแผ่นดินไหว จนกลายเป็นจุดเด่นที่คล้ายกับ "หอเอนเมืองปิซา" ในเวอร์ชันอิหร่าน
  • Vakil Bazaar: ตลาดที่ท่านอาจารย์นั่งรอนั้นคือตลาดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นพร้อมกับป้อม ถือเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของชีราซมานานหลายศตวรรษ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมหลังคาโค้งที่ช่วยรักษาความเย็น
  • Traditional Naan (ขนมปังนาน): ขนมปังที่ทำลายพิเศษมักเรียกว่า Nan-e Barbari หรือ Nan-e Sangak ซึ่งช่างทำขนมปังจะใช้เครื่องมือเล็กๆ กดเป็นลวดลายหรือรอยหยักเพื่อให้แป้งสุกทั่วและมีความสวยงาม การที่คนไทยเข้าไปตีสนิทกับพ่อครัวถือเป็นเสน่ห์ของนักเดินทางไทยที่มักได้รับมิตรภาพตอบแทนเสมอ
  • Cultural Context (Wanida Era): ในปี พ.ศ. 2553 ละครเรื่อง "วนิดา" (นำแสดงโดย ติ๊ก เจษฎาภรณ์ และ แอฟ ทักษอร) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในไทย การนำชื่อละครมาตั้งฉายาให้คณะทัวร์สะท้อนถึง "Pop Culture" ของไทยที่ติดตัวนักเดินทางไปทุกที่ทั่วโลก

อัญมณีแห่งแสงและสี: ตระการตา "มัสยิดสีชมพู" (Nasir al-Mulk) มรดกสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งเมืองชีราซ

 อัญมณีแห่งแสงและสี: ตระการตา "มัสยิดสีชมพู" (Nasir al-Mulk) มรดกสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งเมืองชีราซ

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 8)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ปิดท้ายภารกิจของวันหลังจากชมสุสานกวีแล้ว "ฟาม" และ "น้องปารย์" ได้พาคณะเรามุ่งหน้าไปชม มัสยิดสีชมพู (Nasir al-Mulk Mosque) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองชีราซ มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นโดย มีร์ซา ฮาซาน อลี นาซีร์ อัลมอล์ค (Mirza Hasan Ali Nasir al Mulk) ขุนนางท้องถิ่นผู้มั่งคั่งในสมัยราชวงศ์กาจาร์ (Qajar Dynasty)

ความโดดเด่นที่ทำให้มัสยิดหลังนี้แปลกตาไปจากมัสยิดอิสลามทั่วไป คือการใช้กระจกสี (Stained Glass) กรุหน้าต่างรอบด้าน เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาในช่วงเช้าและบ่าย จะเกิดปรากฏการณ์แสงสีที่งดงามสาดพาดผ่านพรมและเสาหิน สอดรับกับลวดลายกระเบื้องเคลือบสีชมพูและดอกไม้ที่ประดับประดาอยู่ทั่วอาคาร มัสยิดแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 12 ปี (พ.ศ. 2419 - 2430) จนได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมัสยิดที่สวยที่สุดในโลก












































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin อัญมณีแห่งแสงและสี: ตระการตา "มัสยิดสีชมพู" (Nasir al-Mulk)

  • Pink Mosque (มัสยิดสีชมพู): ชื่อเรียกนี้มาจากกระเบื้องเคลือบสีชมพู (Panj Kāse i - five concaved) ที่ใช้ประดับตกแต่งผนังด้านใน ซึ่งแตกต่างจากมัสยิดส่วนใหญ่ในอิหร่านที่มักเน้นสีฟ้าและน้ำเงิน
  • Muqarnas (เพดานรังผึ้ง): งานสถาปัตยกรรมรูปทรง "แปลกตา" ที่ท่านอาจารย์สังเกตเห็นบริเวณเพดานและซุ้มประตู เรียกว่า มูคาร์นาส เป็นเทคนิคการก่อสร้างแบบอิสลามที่ทำเป็นช่องเว้าลดหลั่นกันคล้ายหินย้อยหรือรังผึ้ง เพื่อสร้างมิติของแสงและเงา
  • Qajar Art Influence: มัสยิดแห่งนี้สะท้อนศิลปะยุค ราชวงศ์กาจาร์ ที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมผสาน สังเกตได้จากการใช้ลวดลายดอกไม้ (โดยเฉพาะดอกกุหลาบ) แทนที่ลวดลายเรขาคณิตแบบดั้งเดิม
  • The Best Time to Visit: อย่างที่ท่านอาจารย์ระบุว่าแสงจะสวยที่สุดในช่วงเช้าตรู่ เนื่องจากแสงแดดจะทำมุมพอดีกับกระจกสีทางทิศตะวันออก ทำให้โถงละหมาด (Winter Musalla) กลายเป็นลานสีรุ้งที่งดงามที่สุด

สัจธรรมหลังรอยหมึก: เยือนสุสานฮาเฟซ (Hafez Tomb) และอมตะคำสอน "รุไบยาต" แห่งเปอร์เซีย

 สัจธรรมหลังรอยหมึก: เยือนสุสานฮาเฟซ (Hafez Tomb) และอมตะคำสอน "รุไบยาต" แห่งเปอร์เซีย

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 7)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
เรามาถึงอนุสรณ์สถานของ ฮาเฟซ (Hafez) นักกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นที่เคารพสูงสุดของชาวอิหร่าน ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า "หากบ้านใดมีหนังสือเพียง 2 เล่ม เล่มแรกคือคัมภีร์อัลกุรอาน และเล่มที่สองต้องเป็นบทกวีของฮาเฟซ"

ในวงวรรณกรรมไทยเราคุ้นเคยกับท่านในนาม "ฮะกิม โอมาร์ คัยยาม" มหากวีและนักปราชญ์คนสำคัญผู้ประพันธ์ "รุไบยาต" หรือที่รู้จักในพากย์ไทยว่า "กาพย์โลกิยะทิฏฐธรรม" (สำนวนแปลโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2457) บทกวีนี้มีลีลาไพเราะ เปรียบเปรยลัทธิศาสนาและเชิญชวนให้มนุษย์รีบตักตวงความสุขจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก่อนจะลาโลกไป

คำสอนของท่านสามารถสรุปเป็นหัวใจสำคัญ 7 ประการ คือ:

  1. มรณสติ: ไม่มีใครรับประกันว่าเราจะมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้
  2. การงดตัดสิน: เราตัดสินใครถูกผิดไม่ได้ เพราะไม่รู้เบื้องหลังชีวิตเขา
  3. ความสงบ: การระลึกถึงความตายอยู่เสมอจะทำให้ใจสงบ
  4. การปล่อยวาง: ละทิ้งความผิดในอดีตเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในอนาคต
  5. การเรียนรู้: ยอมรับความผิดพลาดให้เป็นบทเรียน
  6. ความอดทน: โลกวัตถุมีความยากลำบาก การอดทนจะนำไปสู่ความรุ่งเรือง
  7. ทัศนคติ: การมีอารมณ์ดีในทุกวันคือ "ทุนขั้นต่ำ" ที่สุดในชีวิต





























ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin สัจธรรมหลังรอยหมึก: สุสานฮาเฟซ (Hafez Tomb) และอมตะคำสอน "รุไบยาต" แห่งเปอร์เซีย

  • Hafez vs. Omar Khayyam: เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากครับ ในทางวรรณกรรมสากล ฮาเฟซ (Hafez) และ โอมาร์ คัยยาม (Omar Khayyam) เป็นกวีคนละท่านกัน (คัยยามเด่นเรื่องรุไบยาตและดาราศาสตร์ ส่วนฮาเฟซเด่นเรื่องกวีนิพนธ์แบบ Ghazal) แต่ในบริบทการรับรู้ของไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์ มักมีการกล่าวถึงกวีเปอร์เซียในภาพรวมเดียวกัน บันทึกของท่านอาจารย์จึงสะท้อนถึง "ประวัติศาสตร์การรับรู้" ของปราชญ์ไทยต่อวรรณกรรมเปอร์เซียได้เป็นอย่างดี
  • The Tomb of Hafez (Hafezieh): สุสานที่ท่านอาจารย์เห็นในเมืองชีราซ มีจุดเด่นคือศาลาแปดเหลี่ยมหลังคาโดมประดับกระเบื้องโมเสกสวยงาม ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนที่สงบเงียบ
  • Rubaiyat (รุไบยาต): คำนี้แปลว่า "บทกวีสี่สุภาพ" (Quatrain) ซึ่งกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงถอดความเป็นกาพย์ได้อย่างวิจิตร จนกลายเป็นวรรณคดีอมตะของไทย
  • Divan-e-Hafez: ชาวอิหร่านมักใช้บทกวีของฮาเฟซในการทำนายดวงชะตา (Faal-e Hafez) โดยการสุ่มเปิดหน้าหนังสือ ซึ่งสอดคล้องกับข้อ 7 ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงการสร้างกำลังใจในแต่ละวัน

มหาวิหารบนหน้าผา: เจาะรอยอารยธรรมและคติบูชาไฟ ณ หุบผาสุสานกษัตริย์นัคเช โรซตัม (Naqsh-e Rostam)

 มหาวิหารบนหน้าผา: เจาะรอยอารยธรรมและคติบูชาไฟ ณ หุบผาสุสานกษัตริย์นัคเช โรซตัม (Naqsh-e Rostam)

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
บันทึกเมื่อ: วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ช่วงที่ 6)

[เนื้อหาต้นฉบับ]
ในบริเวณที่ไม่ห่างจากเปอร์เซโปลิสนัก เราได้มาเยือน หุบผาสุสานกษัตริย์ (Naqsh-e Rostam) ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์อคีเมนิดยุคต้น 4 พระองค์ ได้แก่ ดาริอัสที่ 1, เซอร์เซสที่ 1, อาร์ทาเซอร์เซสที่ 1 และดาริอัสที่ 2 สุสานเหล่านี้ถูกเจาะเข้าไปในหน้าผาหินสูงชัน สลักหน้าผาเป็นรูปกากบาทแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างสง่างาม

ส่วนบนสุดของภาพสลักปรากฏรูป พระสุริยเทพ (Faravahar) ประทับเหนือรูปสัตว์มีปีก เคียงข้างด้วยรูปกษัตริย์กำลังทำพิธีบูชาไฟบนแท่น โดยมีรูปบุคคลยกมือแบกอาคารซ้อนกัน 2 ชั้น ส่วนชั้นกลางเป็นรูปอาคารมีช่องประตูปิดซึ่งเป็นทางเข้าสู่ที่ตั้งพระศพ ส่วนด้านล่างสุดสลักเป็นภาพภารกิจสำคัญ คือชัยชนะในสงครามครั้งต่าง ๆ ของแต่ละพระองค์

แม้เครื่องราชูปโภคอันล้ำค่าจะสูญหายไปจากการถูกโจรกรรมก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแล แต่ความยิ่งใหญ่ยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามหน้าผาสุสานที่มีหอหินสี่เหลี่ยมเรียกว่า Ka'ba-ye Zartosht ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิหารไฟศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ความเชื่อดั้งเดิมอันแข็งแกร่งของชาวเปอร์เซียก่อนยุคอิสลาม









































ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin หุบผาสุสานกษัตริย์นัคเช โรซตัม (Naqsh-e Rostam)

  • Naqsh-e Rostam (นัคเช โรซตัม): ชื่อนี้แปลว่า "ภาพสลักของโรซตัม" (วีรบุรุษในตำนานเปอร์เซีย) แต่ในทางประวัติศาสตร์คือสุสานหลวงราชวงศ์อคีเมนิดที่ใช้เทคนิคการเจาะหินหน้าผา (Rock-cut architecture) เพื่อป้องกันการรบกวนพระศพ
  • Faravahar (ฟาราวาฮาร์): สัญลักษณ์ที่ท่านอาจารย์เห็นเป็นรูปเทพมีปีก คือสัญลักษณ์สูงสุดของศาสนาโซโรอัสเตอร์ แทนจิตวิญญาณที่ก้าวหน้าและการเลือกทำความดีตามคำสอนของพระเจ้าอะฮูรา มาสดา
  • Ka'ba-ye Zartosht: หอคอยหินทรงลูกบาศก์นี้ยังคงเป็นปริศนาทางโบราณคดี บ้างเชื่อว่าเป็นวิหารไฟ บ้างว่าอาจเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์อเวสตะ หรือแม้แต่เป็นสุสานชั่วคราวก่อนนำพระศพขึ้นไปบนหน้าผา
  • Sassanid Reliefs: ภาพสลักด้านล่างที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง "ชัยชนะในสงคราม" หลายภาพเป็นงานสลักยุคหลัง (ราชวงศ์ซัสซานิด) เช่น ภาพชัยชนะของพระเจ้าชาปูร์ที่ 1 ต่อจักรพรรดิโรมัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ผ่านยุคสมัย