วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสคติอุทกสีมากลางคูน้ำและเครือข่ายสีหลภิกขุ: วิเคราะห์พุทธศิลป์ "วัดพระแก้ว (เจดีย์กลางทุ่ง)" สิงห์บุรี สู่จารึกพุทธศตวรรษที่ ๒๐

 ถอดรหัสคติอุทกสีมากลางคูน้ำและเครือข่ายสีหลภิกขุ: วิเคราะห์พุทธศิลป์ "วัดพระแก้ว (เจดีย์กลางทุ่ง)" สิงห์บุรี สู่จารึกพุทธศตวรรษที่ ๒๐

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: วัดพระแก้ว (เจดีย์กลางทุ่ง) ตำบลท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

เดิมเป็นวัดร้างชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดหัวเมือง" ภายในวัดเจดีย์กลางทุ่ง มี เจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบลังกา ขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๓๕ เมตร ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เพียงองค์เดียว อยู่ในท่ามกลางเกาะที่มีคูน้ำล้อมรอบ

ลักษณะดังกล่าว เป็นคตินิยมที่ได้รับมาจาก ลัทธิลังกาวงศ์ หรือ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ที่ได้รับมาจากประเทศศรีลังกา โดยเฉพาะ พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัย ที่นิยมสร้างพระอุโบสถที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำ เรียกลักษณะพระอุโบสถดังกล่าวนี้ว่า “โบสถ์แบบอุทกสีมา” หรือ “อุทกุกเขปสีมา” คือการใช้คูน้ำเป็นขอบเขตของพัทธสีมา

ภายในเกาะใกล้ ๆ คูเขตอุทกสีมา ยังมีร่องรอยของเจดีย์ขนาดเล็ก อีก ๒ องค์ แต่ส่วนบนพังหมด คงเหลือเพียงฐานที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม และยังไม่ได้ทำการขุดแต่งและบูรณะ จึงยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า เกี่ยวพันกันอย่างไรกับพระเจดีย์ประธานองค์ใหญ่

ตามประวัติมุขปาถะ ว่า ได้เคยมีการขุดกรุเจดีย์วัดนี้ และได้พบ “พระแก้ว” จึงมีชื่ออีกหนึ่ง ว่า “วัดพระแก้ว” นอกจากนั้น ไม่พบหลักฐานอื่น จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้อีก

อนึ่ง พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ได้เข้ามาสู่สยามประเทศ ครั้งแรกที่นครศรีธรรมราช ดังในจารึกหลักที่ ๑ พ.ศ.๑๘๒๖ กล่าวถึง “มหาเถรปู่ครูทั้งหลายลุกมาแต่นครศรีธรรมราช” ครั้งนั้น ยังไม่ได้กล่าวถึง “นิกายกัลยาณีสีมา”

ต่อมาใน “หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์” ได้กล่าวถึง ปี พ.ศ. ๑๙๖๘ ว่า

"มีพระเถระจากสุวรรณภูมิ จำนวน ๓๓ รูป ได้กระทำการอุปสมบทใหม่ใน “เรือขนาน” ที่ท่าเรือยาปา “แม่น้ำกัลยาณี” (Kelaniya River) ทางตะวันตกของเกาะลังกา และได้เดินทางกลับมาเผยแพร่พุทธศาสนาแบบลังกาที่เรียกว่า “สีหลภิกขุ” หรือ “นิกายกัลยาณีสีมา” ในรัฐสุโขทัย-สวรรคโลก รัฐล้านนา รัฐตามพรลิงค์และรัฐอยุธยา"  

ดังนั้น พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ นิกายกัลยาณีสีมา ที่ "วัดพระแก้ว" หรือ "วัดเจดีย์กลางทุ่ง" แห่งนี้ จึงควรมีอายุอยู่ในช่วงเวลานี้ด้วย โดยสันนิษฐานอายุกว้าง ๆ ว่า อยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ ๒๐





















ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Hydrological Engineering & Udakaseema (วิศวกรรมการจัดการน้ำและคติอุทกสีมาล้อมเกาะ): บันทึกของท่านอาจารย์ที่ชี้ให้เห็นชัยภูมิเจดีย์ประธาน "ตั้งอยู่ท่ามกลางเกาะที่มีคูน้ำล้อมรอบ" สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดภูมิสถาปัตยกรรมอินเดียใต้และศรีลังกาโบราณ (Sri Lankan Monastic Layout) การใช้คูน้ำธรรมชาติหรือคูน้ำขุดล้อมรอบศาสนสถานเพื่อเป็น อุทกุกเขปสีมา (Water Boundary) มีนัยสำคัญทั้งในทางพระวินัยบัญญัติเพื่อความบริสุทธิ์ในการทำสังฆกรรมของสงฆ์ และในทางสัญลักษณ์ว่าด้วยการจำลอง "นทีสีมา" เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก ซึ่งคตินี้เฟื่องฟูอย่างยิ่งในศิลปะสุโขทัย (เช่น วัดสระศรี หรือวัดตระพังเงิน) การพบร่องรอยนี้ที่สิงห์บุรีแสดงถึงการแผ่ขยายของวิทยาการช่างและคติวิทยาที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบ
  • Theravada Buddhist Textual Chronology (การจัดลำดับเวลาตามคัมภีร์ศาสนา): การที่ท่านอาจารย์สืบค้นโครงข่ายและสอบทานระหว่าง จารึกหลักที่ 1 (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) กับคัมภีร์ภาษาบาลีภาคเหนือเรื่อง ชินกาลมาลีปกรณ์ (Jinakalamalipakarana - รจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งเชียงใหม่) ช่วยเปิดเผยเส้นทางประวัติศาสตร์ของ นิกายลังกาวงศ์ใหม่ หรือ คณะสีหลภิกขุ (Sihala Monks) คณะสงฆ์อยุธยาและสุวรรณภูมิที่ไปอุปสมบทซ้ำ (Dalhikamma) ในเรือขนานที่แม่น้ำกัลยาณี (Kelaniya River) เมื่อ พ.ศ. 1968 (ต้นพุทธศตวรรษที่ 20) นั้น ได้นำเอามาตรฐานพระวินัยอันเข้มงวดและนิยมสถาปนาอุทกสีมากลับมาด้วย การเชื่อมโยงนี้ทำให้เราเห็นโครงข่ายวัฒนธรรม (Cultural Network) ที่เชื่อมระหว่าง ลังกา-อยุธยา-สุโขทัย และหัวเมืองในลุ่มน้ำลพบุรี-สิงห์บุรี เข้าด้วยกัน
  • Megalithic Bell-shaped Stupa Architecture (สถาปัตยกรรมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดใหญ่): เจดีย์ประธานขนาดใหญ่ความสูงถึง 35 เมตรตามที่ท่านอาจารย์บันทึกไว้ เป็นโครงสร้างทรงระฆัง (Bell-shaped Stupa) ที่รักษาอัตลักษณ์ส่วนสัดแบบลังกาคลาสสิก (Classical Sinhalese Style) มีลักษณะฐานเขียงรองรับชุดฐานปัทม์ ทรงองค์ระฆังเพรียวสมส่วน โครงสร้างขนาดใหญ่นี้ต้องอาศัยกลไกวิศวกรรมการก่อสร้าง (Construction Engineering) และกำลังศรัทธาของชุมชนโบราณระดับ "เมือง" ข้อมูลมุขปาถะท้องถิ่นที่เรียกว่า "วัดหัวเมือง" จึงอาจสอดคล้องกับสถานะความเป็นชุมชนศูนย์กลางอำนาจปกครอง (Administrative Hub) หรือเมืองหน้าด่านก่อนการสถาปนาค่ายบางระจันในยุคต่อมา
  • The Potential of Unexcavated Satellite Stupas (ศักยภาพโบราณคดีของเจดีย์รายบริวารที่ยังไม่ได้ขุดแต่ง): ข้อสังเกตชวนคิดของท่านอาจารย์เกี่ยวกับร่องรอยเจดีย์ขนาดเล็กอีก 2 องค์ใต้ร่มไม้ที่ยังไม่ได้รับการขุดแต่ง (Unexcavated Satellite Stupas) จัดเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการวิจัยชั้นหลัง ในทางผังศาสนสถาน เจดีย์รายเหล่านี้อาจเป็นเจดีย์ประจำทิศ หรือเจดีย์บรรจุอัฐิของพระมหาเถระผู้ใหญ่ในสายสีหลภิกขุที่เดินทางมาหยั่งรากพระพุทธศาสนา ณ แผ่นดินสิงห์บุรี การกำหนดอายุเวลาของท่านอาจารย์ที่วางไว้กว้าง ๆ ใน "ราวพุทธศตวรรษที่ 20" (ช่วง พ.ศ. 1901 - 2000 ซึ่งตรงกับยุคอยุธยาตอนต้น - รัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ถึงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) จึงเป็นข้อสันนิษฐานที่มีพยานเอกสารและพุทธศิลป์รองรับอย่างหนักแน่นที่สุดครับท่านอาจารย์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น