วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปริศนาสุสานสุมหัวกะโหลกครอบสำริด: ถอดรหัสพิธีกรรมชนชั้นสูงและโครงข่ายกลองมโหระทึก ๖ ใบ ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

 ปริศนาสุสานสุมหัวกะโหลกครอบสำริด: ถอดรหัสพิธีกรรมชนชั้นสูงและโครงข่ายกลองมโหระทึก ๖ ใบ ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

หัวข้อสำรวจ: หลุมขุด “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

หลุมขุด “แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” บ้านดอนพลับ  ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

เป็นแหล่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ที่พบกลองมโหระทึกจำนวน ๖ใบ ที่ฝังรวม (ล้อม) อยู่กับโครงกระดูกหลายโครง ที่มีเครื่องประดับเป็นกำไลทอง, แหวน, ลูกปัดฯลฯ เครื่องสำริด และภาชนะดินเผา

ลักษณะการฝังๆรวมเป็นกลุ่มทับซ้อนกัน ๒ กลุ่ม มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (แต่ยังกำหนดเพศไม่ได้) กลุ่มหนึ่งมี ภาชนะสำริดคลอบบนกะโหลกศีรษะ และรองอยู่ใต้คาง เหมือนเป็นเครื่องป้องกัน แต่ไม่พบเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทอาวุธ ?

ลักษณะเครื่องประกอบในการฝังศพ ทั้งสองกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงพิธีกรรมฝังศพของชนชั้นสูง หรือผู้นำ ในอดีต เมื่อปลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อ"ยุคสำริด" ในสมัยทวาราวดี ประมาณ ๒๕๐อน - ๑,๕๐๐ ปีถึงปัจจุบัน และคาดว่า จะยังมีการพบโครงกระดูกอีกในบริเวณใกล้เคียง

ลักษณะของหลุมศพเช่นนี้ ยังไม่เคยพบ "การฝังแบบสุมกัน" เช่นนี้ที่ไหนมาก่อน

เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า บริเวณที่พบโครงกระดูกชุดนี้ เป็นท้องทุ่งนาที่ราบเรียบ ได้ความขยายจากชาวบ้านว่า แต่เดิมเคยมีการไถปรับที่เป็นสนามแข่งวิ่งวัว ? และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาทำนาจนปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหลือหลังจากการปรับพื้นที่ในครั้งนั้น  คือ ยังทิ้งโคกเนินมีอิฐขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นพุ่มไม้เล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ไว้เป็นหลักฐานให้สืบค้นต่อไปว่า "โคกเนินเจดีย์" นี้ กับ "การฝังศพ" ชุดนี้ จะมีความเกี่ยวพันกันมากน้อยเพียงใด คงเป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร ที่จะต้องขยายโครงการ สำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดี นี้ เพื่อตรวจสอบปัญหาให้กระจ่างต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Dong Son Drum Culture & Elites Heritage (วัฒนธรรมกลองมโหระทึกดองซอนและมรดกชนชั้นนำ): การขุดค้นพบ กลองมโหระทึกสำริด (Dong Son Drums) จำนวนถึง 6 ใบ ฝังในลักษณะล้อมรอบกลุ่มโครงกระดูก จัดเป็นประจักษ์พยานครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ กลองเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี แต่เป็น "สัญญะแห่งอำนาจศักดิ์สิทธิ์" (Status Symbol) และเครื่องมือในพิธีกรรมเรียกฝนของผู้นำหรือชนชั้นปกครองระดับสูง ยืนยันว่าดอนยายทองเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง สูงพอที่จะครอบครองวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีราคาสูงและเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าทางทะเลโบราณ (Maritime Silk Road)
  • Anomalous Communal Burial & Skull-Capping (พิธีกรรมฝังศพร่วมแบบพิเศษและการครอบกะโหลก): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์ที่ว่า "ไม่เคยพบการฝังแบบสุมกัน (Communal/Mass Burial) เช่นนี้ที่ไหนมาก่อน" ถือเป็นประเด็นท้าทายต่อนักโบราณคดีอย่างยิ่ง ประกอบกับลักษณะเด่นที่มี "ภาชนะสำริดครอบบนกะโหลกศีรษะและรองใต้คาง" (Bronze Vessel Skull-Capping) ซึ่งในทางมานุษยวิทยากายภาพและการศึกษาพิธีกรรมปลงศพ (Mortuary Archaeology) อาจสะท้อนถึงคติการปกป้องจิตวิญญาณของผู้ตาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่สอง (Secondary Burial) ของบุคคลระดับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ การไม่พบอาวุธเลยบ่งชี้ว่าชุมชนแห่งนี้อาจเติบโตด้วยความมั่งคั่งจากการค้าและเกษตรกรรมมากกว่าการทำสงครามแย่งชิง
  • Protohistoric to Early Historical Transition (รอยต่อยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์สู่ทวารวดี): อายุเวลาประมาณ 2,500 - 1,500 ปีมาแล้วตามที่ท่านอาจารย์ระบุ จัดอยู่ในช่วง "ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์" (Proto-history) หรือยุคเหล็กตอนปลาย (Late Iron Age) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฒนธรรมแรกรับอารยธรรมอินเดีย หรือ สมัยทวารวดี แหล่งโบราณคดีดอนยายทองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม (Cultural Continuity) ของคนท้องถิ่นดั้งเดิมในลุ่มน้ำเพชรบุรี ก่อนที่จะเติบโตขึ้นเป็นรัฐหรือเมืองท่าในยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น
  • Micro-topography & Sacred Landscape (ภูมิสัณฐานระดับจุลภาคและภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์): ข้อสังเกตของท่านอาจารย์เกี่ยวกับ "โคกเนินเจดีย์" ที่หลงเหลือจากการไถปรับพื้นที่สนามวิ่งวัวและการทำนา มีความสำคัญในเชิงโบราณคดีภูมิทัศน์ (Landscape Archaeology) เป็นอย่างยิ่ง ก้อนอิฐขนาดใหญ่บนเนินบ่งชี้ถึงโครงสร้างของศาสนสถานดั้งเดิมในวัฒนธรรมทวารวดี การที่สุสานฝังศพแบบกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ใกล้หรือสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่กับเนินเจดีย์นี้ น่าจะเป็นหลักฐานชั้นดีในการศึกษาการซ้อนทับกันของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Overlapping) โดยศาสนสถานยุคหลังมักจะสร้างสร้างทับหรือใกล้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เพื่อสืบทอดสิทธิธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนสืบไป


































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น