วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หน้าด่านปิดสกัดช่องเขาอารักขาพรมแดน: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ" รอยต่อล้านนา-อยุธยา

 หน้าด่านปิดสกัดช่องเขาอารักขาพรมแดน: เจาะลึกสถาปัตยกรรม "กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ" รอยต่อล้านนา-อยุธยา

ข้อความต้นฉบับโดย: ท่านอาจารย์ ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์

บันทึกเมื่อ: วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ (ทริป เถิน – ลำปาง ๒๓-๒๗ เมษายน ๒๕๖๙)

วันที่ ๓ ตอน ๔: ..."บ้านหอรบ ต.เวียงมอก"

เนื้อหาต้นฉบับ - จัดข้อความให้เป็นระเบียบ

ออกจากวัดท่านาง เดินทางไปดูแนวกำแพงที่กั้นเขตแดน ระหว่าง อาณาจักรล้านนา ที่ เวียงมอก เมืองเถิน กับ ทุ่งเสลี่ยม เมืองสุโขทัย อาณาจักรทางใต้ ในเขตปกครองของอยุธยา

10.30 น. คณะเราก็เดินทางไปถึง กำแพงประตูเมืองด่านเจ้าพ่อหอรบ

ลักษณะของด่าน เป็นสิ่งก่อสร้างที่ประกอบด้วย แนวกำแพงก่ออิฐสอปูนที่สร้างปิดช่องเขา มีช่องประตูอยู่ตรงกลาง ส่วนกลางปรากฏช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สำหรับไว้มอง หรือไว้ยิงปืนคาบศิลา ส่วนบนสุดปรากฏร่องรอยของใบบัง(เสมา) หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สู่พื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ด้านหลังกำแพงปรากฏเชิงเทินโครงสร้างก่อด้วยหินปูนภูเขา โดยโครงสร้างทั้งของกำแพงและเชิงเทิน ถูกสร้างพาดขึ้นไปบนไหล่เขา เพื่อปิดช่องเขา

โบราณสถานกำแพงหอรบ แห่งนี้ แต่เดิม นอกจากแนวกำแพงที่ยังปรากฎแล้ว ยัช่องทางถนนปัจจุบัน เป็นแค่ทางเกวียนผ่านได้ จึงเรียกกันว่า “ด่านบ้านท่าเกวียน”

ดังนั้น แนวกำแพงแห่งนี้ จึงมีความสำคัญในฐานะด่านเสริมปิดช่องเขาของฝ่ายอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางโบราณ บริเวณเขตแดนรอยต่ออำนาจทางการเมืองการปกครอง ระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านนา น่าเสียดายว่า กำแพงทั้งสองข้างถูกรื้อ เพื่อทำเป็นช่องถนนให้รถผ่านได้สะดวก

สันนิษฐานว่า ลักษณะของกำแพงหอรบแห่งนี้ ไม่น่าจะใช้เป็นกำแพงหลักในการทำสงคราม และควรจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒

ข้อมูลเพิ่มเติมโดย Admin

  • Military Outpost & Border Pass (ด่านหน้าค่ายและช่องเขาจุดยุทธศาสตร์): บันทึกของท่านอาจารย์ที่อธิบายว่าแนวกำแพงสร้างขึ้นเพื่อ "ปิดช่องเขา" (Mountain Pass Fortification) ระหว่างเวียงมอก (เมืองเถิน) และทุ่งเสลี่ยม (สุโขทัย) สอดคล้องกับระเบียบวิธีการศึกแบบจารีตโบราณ ชัยภูมิดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติที่กองทัพหรือขบวนคาราวานค้าขายสามารถเดินผ่านไปมาได้ง่าย การตั้ง "ด่านบ้านท่าเกวียน" หรือด่านหอรบจึงเป็นการสร้างแนวสกัดกั้นเพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคมและตรวจตราการผ่านเข้าออกของกำลังพล
  • Defensive Architecture (สถาปัตยกรรมระบบป้องกันภัย): รายละเอียดเชิงลึกที่ท่านอาจารย์ระบุเกี่ยวกับส่วนประกอบของกำแพง ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญทางโบราณคดีป้อมปราการ:
    • ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กสำหรับยิงปืนคาบศิลา: ในทางสถาปัตยกรรมทหารเรียกว่า ช่องพลการ หรือ ช่องมอง-ช่องยิง (Loophole / Embrasure) ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยของพลปืนฝั่งป้องกัน
    • ใบบัง (เสมา): หรือ ใบค่าย (Merlon) ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังหัวระเบิดหรือลูกธนูให้ทหารที่ยืนประจำการอยู่บน เชิงเทิน (Rampart) ซึ่งโครงสร้างเชิงเทินด้านหลังก่อขึ้นด้วยหินปูนภูเขาท้องถิ่นเพื่อเสริมความมั่นคงแข็งแรงรองรับน้ำหนัก
  • Geopolitics and Flanking Wall (ภูมิรัฐศาสตร์และด่านเสริม): ข้อสันนิษฐานของท่านอาจารย์ที่ว่ากำแพงแห่งนี้ "ไม่ใช่กำแพงหลักในการทำสงคราม แต่เป็นด่านเสริมของฝ่ายอยุธยา" ถือเป็นทัศนะที่เฉียบคมมาก เนื่องจากเมืองเถินและสุโขทัยเป็น "พื้นที่เขตแดนกันชน" (Buffer Zone) ที่มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจอยู่บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ ด่านนี้จึงทำหน้าที่เป็นจุดแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Outpost) เพื่อชะลอทัพไม่ให้ข้าศึกรุกล้ำทะลวงเข้าสู่หัวเมืองชั้นในของสุโขทัยและพิษณุโลกได้โดยง่าย
  • Chronology and Weapons Warfare (เส้นเวลาประวัติศาสตร์และปืนไฟ): อายุเวลาที่ท่านอาจารย์ประเมินไว้อยู่ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 21-22 (ตรงกับยุคอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง ร่วมสมัยกับสงครามระหว่างสมเด็จพระไชยราชาธิราช, สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ, จนถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ "ปืนคาบศิลา" (Musket) หรือปืนไฟที่เริ่มแพร่หลายและเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการสร้างป้อมค่ายในอุษาคเนย์ ยืนยันว่าด่านนี้ผ่านการปฏิสังขรณ์และใช้งานจริงในฐานะสถานีทหารชายแดนมาอย่างยาวนาน
















































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น