วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เหตุการณ์ สําคัญ สมัย รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที 3 วัดใหม่ไชยวิชิต ตอนที่ ๑

 โรคที่ทำให้นอนไม่หลับ : วัดใหม่ไชยวิชิต ตอนที่ ๑

เท่าที่วันนี้สืบได้...ผู้รักษากรุงเก่า ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึงรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อ ดังนี้

๑.พระยาอินทรอภัย ผู้รักษาเมืองกรุงเก่า คนที่ ๑ ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ( พ.ศ.๒๓๑๑)

๒.พระพิชิตณรงค์ ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๒ สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ.๒๓๒๕) ถูกนายบุนนาก บ้านแม่ลา เข้าปล้นจวน ฆ่าพระพิชิตณรงค์และกรรมการกรุงเก่า

๓. นายบุนนาก บ้านแม่ลา ซึ่งเป็นต้นคิดทำการปราบปรามจลาจล ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าพระยาไชยวิชิตสิทธิสงคราม (บุนนาก ) ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๒๕ )

พ.ศ.๒๓๒๙ โปรดให้ เจ้าพระยาไชยวิชิตสิทธิสงคราม (บุนนาก) ได้เป็น “เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาก)” ไปราชการทัพเมืองปัตตานี

พ.ศ.๒๓๕๒ ต้องพระราชอาญาประหารชีวิตในรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เนื่องจากถูกซัดทอดว่าร่วมคิดการกบฏกับเจ้าฟ้ากรมกษัตรานุชิต

ต่อจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าได้แต่งตั้งใครเป็นผู้รักษากรุงในราชทินนามนี้อีก จน

๔.พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขึ้นครองราชย์สมบัติ โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งข้าราชการ
“จมื่นไวยวรนาถ” หัวหน้ามหาดเล็ก
และ เป็นกวีในราชสำนักร่วมกับสุนทรภู่ เป็น

“พระยาธิเบศร์บดี” จางวางมหาดเล็ก และต่อมาได้เป็น

"พระยาไชยวิชิตสิทธิศาสตรามหาประเทศราชสุรชาติเสนาบดี (เผือก) " ผู้สำเร็จราชการกรุงเก่า คนที่ ๔

มีหลักฐาน ที่กล่าวอ้างถึง "พระยาไชยวิชิต (เผือก) "

คือ พระญาณไตรโลก
เจ้าคณะรองมณฑลและเจ้าคณะเมืองกรุงเก่า
ทำรายงานถึง เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
เมื่อ วันที่ ๒๑ เมษายน ร.ศ.๑๒๓ ( พ.ศ.๒๔๔๗)

แจ้งเรื่อง....ฟ้าผ่ายอดพระเจดีย์ภูเขาทอง ทลายพังลงมา
พบลูกแก้วทองเหลืองหล่อ ๓ ชั้นใหญ่

มีอักษรจารึกไว้ที่ลูกแก้ว อ่านได้ความว่า

“ เมื่อพุทธศาสนาล่วงได้ ๒๓๗๑ ปีปัจจุบัน
วันจันทร์ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ค่ำ ปีชวด สัมฤทธิศก
พระยาไชยวิชิตสิทธิศาตรามหาประเทศราช ชาติเสนาบดี
ผู้รักษากรุงเก่า ได้ทำการปฏิสังขรณ์”

และรายงานอีกฉบับหนึ่ง ของ กระทรวงมหาดไทย

แจ้งเรื่องเดียวกันว่า
พบลูกแก้วยอดพระเจดีย์ ที่หักพังลงมา ทำด้วยทองแดง ๓ ลูก กับฉัตรทองแดง ๑ ฉัตร ตกลงมา

ลูกแก้วซึ่งต้องอสุนิบาตตกลงมานั้น
มีตัวอักษรจารึกนามผู้ปฏิสังขรณ์ด้วย
ตัวอักษรที่จารึกนั้น ดังนี้

“ ลูกแก้วของข้าพระพุทธเจ้า
พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรามหาประเทศราช สุรชาติ
เสนาบดี ผู้รักษากรุงเก่า
สร้างเมื่อพุทธศักราช ล่วงแล้ว ๒๓๗๑ พระวรรษา
เศษสังขยา ๗ เดือน กับ ๒๑ วัน
ปัจจุบัน วัน จันทร์ แรม ๓ ค่ำ ปีชวด สัมฤทธิศก
ขอเป็นปัจจัยให้สำเร็จพุทธการกธรรมสัมโพธิญาณ
ในอนาคตกาลโน้นเถิด”

เป็นหลักฐานและข้อความตรงกัน ว่า
พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรามหาประเทศราช สุรชาติเสนาบดี
ผู้รักษากรุงเก่า
เป็นผู้มาปฏิสังขรณ์ยอดเจดีย์ภูเขาทอง
ในปี พ.ศ.๒๓๗๑
ปีที่ ๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ภายหลังจากการบูรณะปฏิสังขรณ์ของพระยาไชยวิชิต แล้ว
ถึง ปีขาล เดือน ๑๑ แรม ๘ ค่ำ พ.ศ.๒๓๗๓
อันเป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระภิกษุ สุนทรภู่ ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปกรุงเก่า
ได้พรรณนาไว้ใน "นิราศภูเขาทอง"
ทุกแห่งที่รำลึกถึงความหลัง เมื่อครั้งยังรุ่งเรือง

และคิดถึง สหายเก่า ที่เจริญเติบโตขึ้น
ในขณะที่ตัวเองตกอับ ต้องหลบราชภัย มาบวช เช่น

“เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง” หรือ
“ เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตรลบ...
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา....
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา....
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์”

จนละอายแก่ใจ แม้เรือล่องผ่านหน้าจวน มาในงานฉลองเจดีย์ภูเขาทอง ในฤดูน้ำหลากทุ่งภูเขาทอง ด้วย

“มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง...
คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล....
จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย...
ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน”

จารึกการบูรณะวัดหน้าพระเมรุ พ.ศ.๒๓๗๘

ศักราช ๑๑๙๗ ปีมะแมสัพศก
ศาสนแผ่นดินที่สาม
พญาไชยวิชิตสิทธิศาตรามะหาประเทศราชชาติเสนาธิบดี
ผู้รักษากรุง ปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถ
วัดพระเมรุราชบรมสาสดารามเฉลิมคามวาสี

มี เจ้าประคุณ พระมงคลเทพวัดพะนันเชิง เป็นประธาน
ขุนอินอาญานายช่าง ขุนรองแพงผู้จ่ายของ ....

แต่เดิมชำรุดทรุดโทรมหักพังผนังหลังคาทำลายยับเยิน
คร่ำครา ช้านาน ไม่มีพระภิกษุจำพรรษา

(จุล)ศักราช ๑๑๙๗ ปีมะแม
ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๘ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลที่ ๓

พ.ศ. ๒๓๗๙ ปีที่ ๑๓ ในรัชกาลที่ ๓
พระภิกษุ สุนทรภู่ แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้า นั้น

พญาไชยวิชิตสิทธิศาตรามะหาประเทศราชชาติเสนาธิบดี
( เผือก ) ยังดำรงตำแหน่งผู้รักษากรุงเก่า

และจวนของท่านก็น่าจะอยู่ที่เดิม
ปรากฏว่าครั้งนี้สุนทรภู่ได้แวะหาพระยาไชยวิชิต
ด้วยมิตรไมตรีอันดีต่อกัน

จารึกวิหารน้อยวัดหน้าพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๘๑

คำอ่านจารึก ว่า
ศักราช ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก
พญาไชยวิชิตสิทธิศาตรามะหาประเทศราชชาติเสนาธิบดี
ผู้รักษากรุง ...

ยกพระมหาอุโบสถมินานสถานปนาพระปรางค์
สร้างพระเจดีย์ ทั้งกุฎิสงฆ์พร้อมเสร็จ
สร้างพระสรรเพชญวิหาร
ไว้ประดิษฐานพระปฏิมาหินเทศ
ตำแหน่งเดิมอยู่ที่วัดหน้าพระธาตุ

พระคันธานุราชศิลา
มาแต่เมืองลังกา เมื่อครั้งพระอุบาลี
ไปอุปสมบทบรรพชาชาวลังกาประเทศ
ในสมัยอยุธยาบุรีรมย์

ครั้นเสียศูนย์ช้านาน แล้ว
พระวิหารหักพัง วัดรกร้างเป็นป่า จึงอาราธนามาไว้ใน
วัดพระเมรุราชบรมสาศฎารามเฉลิมคามะวาศรี

จุลศักราช ๑๒๐๐ ปีจอ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๘๑ เป็นปีที่ ๑๕ ในรัชกาลที่ ๓





“ เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตรลบ
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์”

นิราศภูเขาทอง
พระอุโบสถวัดพระเมรุราชบรมสาสดารามเฉลิมคามวาสี
จารึกการบูรณะวัดหน้าพระเมรุ พ.ศ.๒๓๗๘
พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานวัดหน้าพระเมรุ
พระสรรเพชญวิหาร วัดพระเมรุราชบรมสาศฎารามเฉลิมคามะวาศรี
พระปฏิมาหินเทศ ตำแหน่งเดิมอยู่ที่วัดหน้าพระธาตุ พระคันธานุราชศิลา มาแต่เมืองลังกา เมื่อครั้งพระอุบาลี ไปอุปสมบทบรรพชาชาวลังกาประเทศ ในสมัยอยุธยาบุรีรมย์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น