วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เรื่องเล่าในอดีต เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แก้ โรคที่ทำให้นอนไม่หลับ ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ตอนต้น วัดใหม่ไชยวิชิต ตอนที่ ๕

 โรคที่ทำให้นอนไม่หลับ : วัดใหม่ไชยวิชิต ตอนที่ ๕

จาก พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา (ขำ ณ ราชสีมา ) ถึง พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร) ผู้รักษากรุงเก่า ท่านสุดท้าย

พระยาสิงหราชฤทธิไกรยุตินัยเนติธาดามหาปเทศาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ (สุด หรือ บัว)
เป็นผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๖

ในบันทึกสรรนิพนธ์ งานเขียนของพระยาโบราณราชธานินทร์ฯ เขียน เรื่องราวไว้ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการตั้งผู้รักษากรุง ว่า

“ที่ต่อพระยาสิงหราชฤทธิไกรฯ ลงมา
ก็คงเป็นที่ "พระยาชัยวิชิต"
แต่สร้อยชื่อ เป็น "สิทธิศักดามหานคราธิการ” คือ

“พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ”
ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๔

ปี พ.ศ.๒๔๑๑ เป็นปีสวรรคต
ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่ง ผู้รักษากรุงเก่า ยังคงเป็น
“พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ”
ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๗ อยู่

เพราะ ในหนังสือ กรุงเก่า เล่าเรื่อง ของ รศ.วรรณศิริ เดขะคุปต์,ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี ซึ่ง รวบรวมสรรนิพนธ์ งานเขียนของพระยาโบราณราชธานินทร์ฯ เขียน เรื่องราวไว้ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการตั้งผู้รักษากรุง ว่า

มาในรัชกาลปัจจุบันนี้ (รัชกาลที่ ๕ )
ชื่อผู้รักษากรุงคนเดิม เป็น

“พระยาชัยวิชิตสิทธิสาตรามหาปเทศธิบดี”
ซึ่งเป็นคนละท่านกับ ผู้รักษากรุงคนที่ ๗

ดังนั้น พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตราฯ ท่านนี้ จึง ควรจะเป็น

พระยาชัยวิชิต (ขำ ณ ราชสีมา )
ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๘ แน่นอน


หลังจากนั้น พระยาโบราณราชธานินทร์ฯ ได้บันทึก ต่อ ไว้อีก ว่า

“ครั้นเมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาไชยวิชิต (สิงโต) ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๙ ไปเป็น “พระยาเพชรพิชัย” รับราชการอยู่ ณ กรุงเทพฯ แล้ว

โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาเพชฏา (นาค) เป็นผู้รักษากรุง
แต่กลับเปลี่ยนสร้อยชื่อ เป็น

“พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ (นาค)”

เหมือนชื่อ พระยาวิชิตครั้งรัชกาล ที่ ๔

พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ (นาค) ท่านนี้
จึงเป็นผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๑๐

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครอง
ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
โดยการปกครองส่วนภูมิภาค นั้น

โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น
โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน ๓ - ๔ เมือง
ขึ้นเป็นมณฑล
มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ( ปีที่ ๒๘ ในรัชกาลที่ ๕ )
โปรดให้จัดตั้ง "มณฑลกรุงเก่า" ขึ้น
ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ ๘ เมือง

คือ กรุงเก่า หรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี

ตั้งที่ว่าการมณฑล ที่ "พระตำหนัก เพนียดคล้องช้าง"

ในเดือนมีนาคม ร.ศ.๑๑๕ ( พ.ศ.๒๔๓๙ )
ปีที่ ๒๙ ในรัชกาลที่ ๕

ย้าย "ที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า"
จากเพนียดมาตั้งที่วังจันทน์เกษม กรุงเก่า

และโปรดเกล้าฯให้
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงศ์ศิริพัฒน์
เป็นข้าหลวงเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑล

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

เสด็จพระราชดำเนินเปิดการเดินรถไฟ กรุงเทพฯ - กรุงเก่า
และทรงเสด็จประทับขบวนรถไฟเป็นปฐมฤกษ์

ไปแวะเสวยและพระราชทานเลี้ยง ที่พระราชวังบางปะอิน

และเสด็จพระราชดำเนินต่อไป กรุงเก่า
ประทับเรือพระที่นั่งไปยังพระราชวังจันทน์เกษม

ทรงเปิด "ที่ว่าการมณฑล กรุงเก่า" วังจันทน์เกษม

ทอดพระเนตรสถานที่ต่าง ๆ สมควรแก่เวลาแล้ว
เสด็จกลับ กรุงเทพฯ โดยรถไฟ ตามเดิม

ร.ศ.๑๑๖ ( พ.ศ.๒๔๔๐ ) ปีที่ ๓๐ ในรัชกาลที่ ๕

พระยาชัยวิชิตสิทธิศักดามหานคราธิการ (นาก)

กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการโดยทุพพลภาพ
จึงโปรดเกล้าฯ ให้

หลวงอนุรักษ์ภูเบศร (พร)
ข้าหลวงมหาดไทยเป็นข้าหลวงรักษากรุง
จน ร.ศ.๑๑๗ ( พ.ศ.๒๔๔๑ ) โปรดเกล้าฯ

ให้เลื่อนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร (พร)
ขึ้นเป็นพระอนุรักษ์ภูเบศร (พร)

และ อีก ๒ ปี ถัดมา คือ ร.ศ.๑๑๙ ( พ.ศ.๒๔๔๓ )
พระราชทานสัญญาบัตรให้

พระยาอนุรักษ์ภูเบศร (พร) เป็นผู้รักษากรุงเก่า
และเป็นพระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร) ไปในคราวเดียวกัน

ดังนั้น พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร)
จึงเป็นผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๑๑
และเป็นคนสุดท้ายของตำแหน่งนี้.

"สิ้นสงสัย...หายป่วย นอนหลับแหระ"
๒๖ มีนาคม ร.ศ.๑๑๕ ( พ.ศ.๒๔๓๙ ) ทรงปรึงหมุดรถไฟที่รางเงิน รางทอง เปิด การเดินรถไฟสายเหนือ จากกรุงเทพฯ - กรุงเก่า
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงศ์ศิริพัฒน์ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑล กรุงเก่า
พระยาอนุรักษ์ภูเบศร (พร) เป็นผู้รักษากรุงเก่า และเป็นพระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร) ไปในคราวเดียวกัน ผู้รักษากรุงเก่า คนที่ ๑๐
พระตำหนักเพนียด ที่ว่าการมณฑล กรุงเก่า ครั้งแรก ที่เพนียดคล้องช้าง ร.ศ.๑๑๔ (พ.ศ. ๒๔๓๘ ) ปีที่ ๒๘ ในรัชกาลที่ ๕



มีนาคม ร.ศ.๑๑๕ ( พ.ศ.๒๔๓๙ ) ปีที่ ๒๙ ในรัชกาลที่ ๕ ย้ายที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า จากเพนียด มาตั้งที่วังจันทน์เกษม กรุงเก่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น