สำรวจเมืองกาญจนฯ (ต่อ)
บันทึกการเดินทางสำรวจแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี
ตอน : ของฝากจาก"แก่งน้ำโจน"
ครั้งที่ ๓ ๑๗ ถึง ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖
เราออกเดินทางจาก ท่าเรือ หาดปานา ขึ้นไปตามลำห้วยขาแข้ง สู่ "แก่งน้ำโจน"
เรือแล่นผ่านหน้าผาและถ้ำหลายแหล่ง
ที่น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้
เพราะไม่สูง และไม่ต่ำ จนเกินไป
ส่วนทิวทัศน์สองฝั่งก็ดูงดงาม
สมเป็นป่าดงมากยิ่งขึ้น
ระหว่างทาง ยังคงมีเก้ง ลงมากินน้ำ
พอได้ยินและเห็นเรือแล่นมา
ก็วิ่งหลบหายเข้าไปในป่า
เดชะบุญของมัน
ที่คนในเรือคว้าปืนไม่ทัน
ค่างกระโดดอยู่บนยอดไม้
ไกลเกินกว่ามือปืนจะยิงถึง
งานนี้จึงมีแต่ พวกสัตว์ประเภท ตะกวด
ดูจะโชคไม่ค่อยดี
เกาะอยู่บนต้นไม้ใกล้น้ำ
เพราะไม่หนี เลยตกเป็นเป้า
ถูกยิงตาย ๓ ตัว ตกน้ำหายไป ๑ ตัว
เมื่อเรือไปถึงแก่งน้ำโจน
ความหวาดวิตกก็หายไปเกือบหมดสิ้น
ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
เพราะน้ำขึ้น แต่ไม่สูงมากพอ
ที่จะแล่นผ่านขึ้นไปได้เลย
ถ้าหากจะดันทุรังขึ้นไป
ก็มีหวังว่า จะไปไม่รอดอย่างแน่นอน
เที่ยวเดินดูอะไรแถวนั้น
เก็บหินกรวดสวย ๆ มาดูเล่น
ส่วนใหญ่เป็นหินควอร์ตไซต์. (Quartzite)
จากนั้น ล่องเรือกลับ ไปที่ทางเข้า "โป่งหอม"
แวะกินอาหารกลางวันกันที่นี้
ฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมาอีกอย่างหนัก
พอฝนซาเม็ดก็ออกเดินทางต่อ
ตามพรานเข้าไป โป่งหอม
ต้องเดินขึ้นเขาจนถึงยอด
ผ่านลานบินชั่วคราวของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
แล้วเดินเรียบชายเขาไปเรื่อย ๆ
จนได้ยินเสียงน้ำในห้วยไหลอยู่ตลอดเวลา
เดินตามเสียงน้ำไป
ตามทางพบรอยตีนสัตว์มากมาย
โดยเฉพาะ "ช้าง"
ที่เพิ่งเดินผ่านไป เมื่อสักครู่ หลังฝนหาย
สักพักหนึ่งได้ยินเสียง แตกของกอไผ่ ดัง พัวะพะ ๆ
ซึ่งเกิดจากการกระทำของช้าง
ที่หักป่าไปตามทางไหล่เขา
หลบหนีคนไปในระยะไม่ไกลนัก
แทบไม่น่าเชื่อ ว่า
ช้างสามารถจะเดินเลาะไหล่เขาแคบ ๆ และชันไปได้
กว่าพวกเราจะลงไปถึงห้วยได้
ก็รู้สึกสะบักสะบอมกันไปตาม ๆ กัน
พอถึงห้วย ก็ถลาลงเล่นน้ำ
ลูบหน้าลูบตากันสักพัก ก็ออกเดินทางต่อ
ได้พบพรานสองคนที่ล่วงหน้ามาก่อน
แจ้งว่า สัตว์ไม่เข้าโป่งเลย
ยิงมาได้แต่นกเขา เกือบ ๆ ๑๐ ตัว
เราผ่านป่าทึบและชื้นมากเข้าไป
โผล่ออกโป่งหอม
ซึ่งเป็นทุ่งกว้าง ประมาณ ๑๐๐ x ๑๐๐ เมตร
น้ำในโป่งหอมไม่มาก
แต่สัตว์จะมาเป็นประจำ
มีซากสัตว์พวกกินหญ้าหลายโครง
ออกเดินทางกลับ ออกมา
ระหว่างทางพบค่างอยู่บนยอดไผ่หลายตัว
ขากลับดูเร็วกว่าขาไปมาก
เราลงเรือ กับมาถึงที่พักหาดปานา
พบว่า พรานคนหนึ่ง
ออกไปล่าได้กวางตัวเมียเล็กมาได้ ๑ ตัว
มองเห็นกวางตัวนั้น
นัยน์ตาใสแจ๋ว ไม่มีแวว
ขนสีแดงปุกปุยใต้ท้อง
ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งบอกได้
ถึงอายุที่เพิ่งผ่านโลกมาได้ไม่นาน
ก็มาถึงจุดจบลงที่
ลูกตะกั่วราคาไม่กี่บาทของมนุษย์นี้เอง
ทั้ง ๆ ที่คุณค่าของมันจะมีมากกว่านั้น ก็ตาม
ชาวแค้มป์อีกกลุ่มหนึ่ง กำลังสาระวนอยู่กับ
การย่างตะกวดที่ยิงมาได้ กับเต่าบก
เห็นแล้ว อาหารมื้อนี้คงจะกินได้ลำบาก
หากไม่ย้อมจิตใจด้วยน้ำเปลี่ยนนิสัย
หลังจากรับประทานอาหารเย็น
กับบรรดาเนื้อหนังของสัตว์ป่าทั้งหลาย
(ไม่ค่อยจะได้กินสักเท่าไหร่)
แล้ว ก็ถอยออกไปดื่มต่อกับพวกคนเรือ
จนดึกจึงเข้านอน
สุรินทร์ ภู่ขจร (โบราณคดี รุ่น ๑๗ )
ที่ไปเป็นห่วงเรา เป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นนอนอยู่นอกมุ้ง
เพราะเกรงจะเป็นไข้มาลาเรีย
ถึงแม้ว่าจะกิน "ยาควินิน"
กันไว้ ตั้งแต่ออกมาจากกรุงเทพฯ แล้วก็ตาม
สุรินทร์ ภู่ขจร (โบราณคดี รุ่น ๑๗ ),กรกฎาคม ๒๕๑๖




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น